ผู้เขียน: Podjanee Laipanichtaworn

  • บันทึกฉบับที่ 9

    บันทึกฉบับที่ 9

    เหมือนจะเรื่องง่าย แต่ไม่ง่าย

    ทุกคนที่มีลูกเคยสนุกตอนเริ่มสอนลูกแปรงฟันด้วยตัวเองมั้ย?

    เราก็สนุก เห็นแปรงสีฟัน อันเล็กๆ มีรูปการ์ตูนน่ารักๆ ยาสีฟันเด็กหลากหลายรส น่าสนใจทั้งนั้นเลยเนอะ

    เหมือนกันเลย ตอนยังไม่รู้พยาธิสภาพของลูก ซื้อมาทีละ 2-3 อันให้ลูกเลือกใช้ รู้อยู่ว่าลูกพัฒนาการช้า ก็ใช้วิธีจับมือสอน แล้วยังไม่สังเกตอีกนะว่าลูกบ้วนปากไม่ได้ น้ำเข้าปากแล้วถ้าไม่ไหลออกมาก็จะกลืนไปเลย เป็นแม่ที่ฉลาดจริงๆ 555

    จนกระทั่งได้รู้จักครูแอ้ ครูแอ้บอกว่า แปรงสีฟันไฟฟ้าค่ะคุณแม่

    “แปรงสีฟันไฟฟ้า” เป็นอุปกรณ์ดูแลช่องปากที่มีประสิทธิภาพสูงในการขจัดคราบพลัค ลดปัญหาเหงือกอักเสบ และช่วยให้การแปรงฟันสะอาดทั่วถึงกว่าแปรงสีฟันธรรมดา โดยหัวแปรงจะขยับทำความสะอาดอัตโนมัติด้วยระบบหมุนสั่นหรือคลื่นโซนิค เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขอนามัยในช่องปากอย่างจริงจัง รวมถึงผู้ที่มีข้อจำกัดในการขยับมือ” (ข้อมูลจาก AI)

    ซึ่งพอลูกได้กระตุ้นการใช้กล้ามเนื้อ ก็จะรู้วิธีบ้วนปาก การใช้แปรงไฟฟ้าก็จะสะดวกสำหรับเค้า บอกแล้วไง ชีวิตนี้ มีหลาย “ค่า”

    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลูกก็จะไม่ค่อยเครียดเรื่องการเมื่อยมือ การดูแลตัวเองเบื้องต้นได้เองมันเป็นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่มากนะ สำหรับคนที่มีข้อจำกัดแบบเด็กพิเศษ หรือแม้แต่ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ

    ที่ตัดเล็บไฟฟ้าที่จิ๊กุ่งใช้
    Electric nail clipper.

    เราเองคุยกับลูกตลอดว่าลูกจะต้องเจอกับอะไร ในอนาคต ถ้าแม่ไม่อยู่แล้วลูกจะสามารถปรึกษาใครได้บ้าง เค้าก็พยายามอยู่เสมอ ที่แม่มันกังวลอยู่ตอนนี้คือเรื่อง ตัดเล็บ เหมือนไม่ยากนะ แต่คนที่สายตาแย่ กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มันโคตรยาก ทุกวันนี้เรายังต้องช่วยตัดให้ลูกอยู่เลย เคยลองใช้ที่ตัดแบบมีแบต (จริงๆมันเป็นตะไบ) ก็ไม่เวิร์ก อันมันเล็กลูกใช้ไม่ได้ สรุป สั่งน้องปอยหลานสาวว่า ถ้าอาไม่อยู่แล้ว พาน้องไปร้านเสริมสวยสักอาทิตย์ละครั้งนะ

    บันทึกไว้ เผื่อมีประโยชน์สำหรับใครที่มีปัญหาคล้ายๆกัน ส่วนแปรงไฟฟ้านั้น พบว่ามันดีจริงๆ แต่มันก็แพงจริงๆ

    ปิดท้ายด้วยการขอบคุณจากใจอีกครั้งสำหรับกำลังใจอันล้นหลามที่เพื่อนๆ พี่ๆน้องๆของแม่จิ๊กุ่งส่งมาให้ สัญญาว่าจะใช้ให้คุ้มค่าที่สุดสำหรับการดูแลลูกค่ะ

  • บันทึกฉบับที่ 8

    บันทึกฉบับที่ 8

    แม่ก็นึกไม่ถึง คุณครูก็ยังงง แถมเรื่องดราม่าของแม่มันให้นิดนึง

    จิ๊กุ่งเรียนร่วมกับเด็กปกติคือโรงเรียนบ้านนาคต โรงเรียนที่แม่เรียนตอนเด็ก อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 500 เมตรได้ คุณครูที่สอนอยู่ยังมีที่เคยสอนแม่อยู่ 1 ท่าน ยังไม่เกษียณ เป็นอันสบายใจได้ว่าลูกจะได้รับการดูแลที่พิเศษหน่อย 555 อธิบายพยาธิสภาพ และข้อจำกัดด้านต่าง ๆ ให้คุณครูทราบ

    ปัญหาอย่างหนึ่งในการที่เราทำงานราชการและต้องดูแลลูกพิเศษแบบนี้คือ เราต้องมีเวลาคุยกับครู ทั้งตอนเช้าส่งลูกเข้าเรียน ตอนรับกลับ เพื่อประเมินสถานการณ์และพัฒนาการ จะได้ไปปรึกษากับครูแอ้ตอนไปทำกิจกรรมบำบัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ดังนั้น แม่ของจิ๊กุ่งจึงไปทำงานสายเป็นประจำ แต่ทุกคนนน ชั้นเป็นหัวหน้าตึกผู้ป่วยในของรพ. 30 เตียง ถ้าต้องไปสายเกือบทุกวัน ไปถึงน้องส่งเวรได้เกือบครึ่งทาง ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป น้องในตึกคงหมดความเชื่อถือเป็นแน่แท้

    บังเอิญมาก หัวหน้างานประกันสุขภาพขอย้ายจ้าา แล้วก็ recommend เรากับผู้บริหารว่า เห็นควรให้เรามาทำงานนี้ต่อ อ่ะ เปลี่ยนงาน เปลี่ยนฝ่าย ก็ทำงานได้อยู่นะ เวลาพอยืดหยุ่นได้ ไม่ต้องเครียดถ้าต้องวิ่งไปหาลูกเวลาฉุกเฉิน คุยกับครูนานหน่อยก็ไม่ต้องกังวล

    แต่ ๆ ๆ ๆ ทำไปสักพัก มีข่าวว่า จะมีค่าตอบแทน พตส.สำหรับพยาบาลวิชาชีพ

    เฮ้ย! ชั้นถูกพิจารณาว่าไม่ได้ทำงานพยาบาลว่ะ ก็ งงๆ ก่งก๊ง อยู่พักนึงก่อนปฏิบัติการ คือไม่เข้าใจว่า การที่นั่งให้คำปรึกษาผู้ป่วยและญาติทั้งเรื่องปัญหาสุขภาพและสิทธิการรักษา ติดต่อ ประสานงานให้คนไข้ มันก็ใช้องค์ของพยาบาลอยู่พอสมควรนะ ก่อนอื่นทำแฟ้มบันทึกผลงานก่อนเลย แอบทำไว้ ไม่บอกใคร ไม่ให้ใครเห็นว่า วัน ๆ ชั้นใช้องค์ความรู้ของพยาบาลทำอะไรไปแล้วมั่ง กะว่า ถ้าจำเป็นค่อยเอาออกมาใช้
    หลังจากนั้น เดินไปเคาะห้องผอ.เว้ย ยื่นเอกสารที่ (น่าจะ) เป็นร่าง ส่งสสจ.ว่ารายชื่อพยาบาลที่อยู่ในข่ายได้รับ หรือ ไม่ได้รับค่าตอบแทน พตส.บอกผอ.ว่า พตส.นี้เป็นของใหม่ จะไม่ให้หนูก็ได้ แต่ถ้าการไม่ให้ พตส.หนูมันจะลุกลามไปถึงการงดเงินประจำตำแหน่ง 3500 ด้วยนั้น กรุณาหาที่นั่งใหม่ให้หนูด้วยค่ะ ทุกวันนี้บางวันหนูมีตังค์มารพ.ไม่ถึง 50 บาทเลยนะคะ

    ท่านผอ.ปกติท่านเป็นพระนอกเครื่องแบบ คือ นิ่ง สงบ ไม่ค่อยพูดค่อยจา พอฟังเรา ท่านยกหูหาพี่ที่สสจ. ชั้นก็เลยถอยออกมา สรุป ให้ชั้นเป็นหัวหน้างานประกันเหมือนเดิม แต่ออกไปช่วยน้องที่รพ.สต.สัปดาห์ละ 1 วันเพื่อการันตีความเป็นพยาบาล

    เราควรหัวเราะ หรือ ควรมีกิริยาอื่นใดมั้ยกับประเด็นนี้ มาถึงตรงนี้ เพื่อนๆบางคนงงละดิ แล้วคุณมึงมาเป็นหัวหน้าพยาบาลตอนหลังได้ยังไง เดี๋ยวมาเล่าอีกทีเนอะ

    กลับมาเรื่องครูกับแม่ งงเหมือนๆกันคือ วันหนึ่งรองผอ.โรงเรียนอยากได้ข้อมูลบางอย่างที่โรงพยาบาล คงมีคนแนะนำว่าลองถามเบอร์แม่จิ๊กุ่งดูสิจะได้โทรไปถามก่อน เราทำงานอยู่ มีโทรศัพท์เข้า พอเรารับสวัสดี ปลายสายร้อง หาาาา เสียงดังเลย ใช่แม่จิ๊กุ่งจริงงงง ๆ ด้วย

    คุณครูรองผอ.เล่าว่า เดินไปถามจิ๊กุ่งว่า มีเบอร์แม่มั้ย จิ๊กุ่งตอบว่าครับ ครูก็เข้าใจว่าจะหยิบสมุดที่แม่จดเบอร์ไว้ให้ออกมา เปล่าาา นางครับแล้วตามด้วยตัวเลขเบอร์แม่เลย โดยไม่ต้องดูอะไร ครูก็เลยเซอไพรซ์เอามาก เราเองก็งงเหมือนกัน ไม่คิดว่าลูกจะจำได้ ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดลูกอยู่ ป.3

    ปิดท้ายด้วยฝีมือศิลปะของลูก จริงๆอยากวิเคราะห์เหมือนกันว่าลูกคิดถึงอะไรตอนวาด แต่แม่มันมัวคิดถึงแต่จะหมุนเงินยังไง เลยเก็บใส่แฟ้มไว้เฉยๆ

    ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจที่ตามอ่านกันและกำลังใจที่จับต้องได้ที่เปลี่ยน เป็นลูกชิ้นและขนม ผลไม้ และ อื่นๆอีกมากมาย ขอบคุณจริงๆ

  • บันทึกฉบับที่ 7

    บันทึกฉบับที่ 7

    สายตาเลือนราง แต่ใจเราแข็งแรง

    วันนี้เล่าเรื่องขำๆของลูกชายสุดพิเศษหน่อย วิธีที่เรากับลูกคุยกันนั้น เราคุยและใช้ภาษาเหมือนลูกเป็นเพื่อนคนหนึ่ง เวลาที่ได้คุยเยอะๆก็คือตอนนั่งรถ แม่ขับรถไปด้วย คุยไปด้วย ลูกก็คุยด้วยเล่นมือไปด้วย ตอนโตทุกวันนี้ก็ยังเล่นนะ แอบเห็นเวลาอารมณ์ดีนางจะยกมือมาสะบัดๆ ข้างหน้า

    อาการทางตาที่ลูกเป็น จัดอยู่ในกลุ่ม สายตาเลือนราง ภาวะสายตาเลือนราง (Low Vision) คือ ภาวะบกพร่องทางการมองเห็นอย่างถาวรที่ไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติได้ ด้วยการสวมแว่นตาปกติ คอนแทคเลนส์ การใช้ยา หรือการผ่าตัด โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังไม่ถึงขั้นตาบอดสนิท ยังพอมองเห็นภาพ แสง หรือเงาได้รางๆ แต่ความสามารถในการมองเห็นลดลงจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเช่น การอ่านหนังสือ การเดิน หรือการจำหน้าคน

    ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และทางการแพทย์ จะประเมินจากดวงตาข้างที่ดีกว่าหลังจากพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่แล้ว ดังนี้:

    • ความคมชัดในการมองเห็น (Visual Acuity): อยู่ระหว่าง 20/70 ถึง 3/60 (หรือต่ำกว่า 6/12 แต่ยังเท่ากับหรือดีกว่า 3/60) หมายถึง คนปกติเห็นวัตถุได้ชัดที่ระยะ 70 ฟุต แต่ผู้มีภาวะนี้ต้องขยับเข้าไปใกล้ในระยะ 20 ฟุตถึงจะเห็น
    • ลานสายตา (Visual Field): มีการสูญเสียลานสายตาหรือการมองเห็นภาพรอบข้างแคบลงอย่างรุนแรง (น้อยกว่า 20 องศา)

    ผู้ที่มีภาวะสายตาเลือนรางจะมีลักษณะการมองเห็นที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุของโรค เช่น:

    • มองเห็นภาพเบลอพร่า ทั้งในระยะใกล้และระยะไกลเกิดจุดบอดมืด หรือมองไม่เห็นตรงกลางภาพลานสายตาแคบลง มองเห็นเฉพาะตรงกลาง คล้ายการมองผ่านท่อ (Tunnel Vision)
    • ความสามารถในการแยกความต่างสีลดลง หรือต้องการแสงสว่างมากกว่าปกติในการมองเห็น

    ตาม reference ข้างบนเป็นของลูกฉันหมดเลย 555

    แต่เราสองคนก็พยายามอย่างที่เคยเล่า ดังนั้น ลูกอ่านออก เขียนได้ แต่สิ่งที่ลูกเขียนคนอื่นจะอ่านออกหรือไม่ ไม่รับประกัน ดีที่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง คุณครูหลายคนใช้วิธีประเมินลูกเราด้วย oral test หรือให้การบ้านเป็น ข้อสอบ take home พิมพ์แล้วปริ้นท์ไปส่ง
    ส่วนเรื่องชีวิตประจำวันเราก็ปรับได้ไม่ยาก วันไหนกินข้าวขาว ใช้จานสีน้ำตาล วันไหนกินมะม่วงสุกต้องใส่ชามสีเขียว ง่ายจะตาย

    เรื่องขำๆเกิดขึ้นตอนสอบโอเนท ตอน ม.6 ทางโรงเรียนแม่ทะวิทยา ต้นสังกัดมีการส่งข้อมูลให้ศูนย์สอบได้ดีมาก เราลางานไปส่งลูกเพราะสนามสอบอยู่อัสสัมชัญ เค้าจัดห้องสอบแยกเดี่ยวให้เลย เราเลยสบายใจ ได้แค่บอกให้ลูกเดินระวังๆ เพราะไม่ชินสถานที่ พื้นต่างระดับอาจหกล้มได้ แต่จริงๆเค้ามีวิธีของเค้านะ คือนางจะค่อยๆแหย่เท้า หยั่งดูก่อน ก่อนจะลงที่ที่เป็นบันได หรือพื้นไม่เรียบ

    แม่นั่งรอหน้าตึก สอบเสร็จค่อยๆเดินลงบันไดมาหาแม่ มาถึงมองหน้าแม่แล้วก็ยิ้ม แล้วก็หัวเราะ แม่ก็เฮ้ย! ข้อสอบมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ นางหยุดหัวเราะแล้วบอก ครูเอาข้อสอบอักษรเบรลล์ มาให้ทำ แล้วก็หัวเราะอีก เลยถามต่อว่า แล้วทำยังไงกัน นางบอกครูร้องอ้าววว แล้วก็เลยเอาข้อสอบปกติมานั่งอ่าน ให้ลูกเขียนกระดาษคำตอบเอา
    ผลสอบโอเนตเป็นที่น่าพอใจ

    แต่แม่มันชื่นใจที่ลูกมีภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ที่ค่อนข้างดี ไม่นอยด์ไม่จิตตกกับความเข้าใจผิดของครู

    จิ๊กุ่งเล่นมือตัวเองช่วงวัยเด็กจากภาวะความบกพร่องทางการประสานงานด้านการเคลื่อนไหว Developmental Coordination Disorder (DCD)
    Developmental Coordination Disorder (DCD)

    ในส่วนของความดราม่าระหว่างเรียนนั้นมีอีกเยอะ จะทยอยเล่านะเผื่อมีประโยชน์ หรืออ่านเอาเพลินๆก็ได้ แค่มีคนตามอ่านก็ดีใจแย่แล้ว

    เอารูป “เล่นมือ” ของจริงมาให้ดู แบบที่ครูแอ้อธิบายในเม้นฉบับก่อนว่าอาการที่ลูกเป็นจริงๆมีชื่อเรียกที่ถูกต้องว่า “Developmental Coordination Disorder:DCD” เมื่อไปตรวจผล MRI ยืนยันสาเหตุของปัญหา ว่า เนื้อเยื่อสมองฝ่อในส่วนที่ควบคุมร่างกายสองซีก จิกุ่ง จึงมีปัญหาทักษะ กน.มัดเล็ก กน.ตา กน.ปาก และการใช้มือข้ามแนวกลางลำตัว เขาจึงมีน้ำลายไหลช่วงแรกๆเขียนหนังสือตัวโต ขยุกขยิก ใช้ตะเกียบไม่ได้ ทรงตัวไม่ดี เล่นกีฬาลำบาก และประสาทตาที่ฝ่อไปหนึ่งข้าง ทำให้เขาเล่นมือสะบัดมือบริเวณดวงตา(เพื่อรับแสง) จึงทำให้เข้าใจผิดว่าเป็น ปัญญาบ้าง ออทิสติกบ้าง

    เอาไว้มาแชร์ต่ออีกหลายๆเรื่องเนอะ คนอ่านสนุกเปล่าไม่รู้ แต่คนเขียนเริ่มสนุกละ

  • บันทึกฉบับที่ 6

    บันทึกฉบับที่ 6

    โจทย์ยาก แต่ต้องแก้

    จริงๆวันนี้ค่อนข้างเหนื่อย เนื่องด้วยอายุเยอะแต่ต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดเพราะชีวิตมีหลาย “ค่า” มาก อยากจะเล่าว่า วันนี้ชั้นต้องนั่งเก้าอี้ตัดไหมแผลที่มือคนไข้ เพราะ มันปวดหลังและมองไม่เห็น อนิจจังอนิจาสังขาร

    ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเขียนทุกวัน ก็ต้องทำให้ได้นิ ตามที่เคยเล่าเรื่องความพิเศษของลูก เมื่อจะต้องดูแลกันก็ต้องปรับหลายอย่างให้ลูกสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โดยที่ไม่รู้สึกแปลกแยก หรือลำบากกับสภาวะที่เป็นอยู่ อย่างแรกเลยคือ เครื่องแบบนักเรียน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จิ๊กุ่งจะติดกระดุมเสื้อเองได้ ทั้งสายตา ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก ก็ดัดแปลงใช้ซิป แล้วติดกระดุมหลอก ด้านในเป็นตีนตุ๊กแกอีกที ดังนั้นเธอจะสามารถใส่ และ ถอดเสื้อได้เองโดยไม่ต้องรอให้ใครช่วย ขนาดนี้ก็ยังไม่วายโดนเพื่อนแกล้ง ดึงตีนตุ๊กแกออก ล้อเลียนก็คงจะมีบ้าง แต่ลูกไม่เคยเล่าเราสังเกตร่องรอยเอาเอง สงสารเนอะ สงสารทั้งลูก ทั้งตัวเอง 555

    แต่ที่อยากแชร์วันนี้คือเรื่อง ส้วม!

    ทุกคนนึกภาพออกใช่มั้ยว่าคนปกติแบบเรา ทำธุระเสร็จ เราก็ใช้สายชำระทำความสะอาดแล้วก็เรียบร้อย แต่คนพิเศษที่มีข้อจำกัดเช่นลูกชายเรา มันทำไม่ได้ ทำยังไงให้เค้าดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งเราทุกครั้ง เพราะเค้าโตขึ้นทุกวัน

    แบบว่า ถ้าบังเอิญมีปานแดงที่ต้นแขนซ้ายแล้วได้รับมรดกร้อยล้านจากเจ้าคุณปู่มันจะไม่ยากเลย เราจะรื้อบ้านทิ้ง ให้สถาปนิกออกแบบใหม่ทั้งหมดให้ลูกสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สบายๆ แต่ความเป็นจริงนั้นนนน

    ชั้นต้องเพิ่มหลอดไฟ เพื่อให้บ้านสว่างมากกว่าปกติ ต้องหาราวจับหลายๆแบบมาติดตามที่ต่างๆ เพื่อให้ลูกเกาะ และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งชักโครกซึ่งจะให้จิ๊กุ่งทำความสะอาดตัวเองแบบเรา ๆ ไม่ได้แน่ แค่จะคอนโทรลสายชำระก็ไม่ได้แล้ว ซึ่งถ้าจะให้สะดวกจริงๆมันต้องเป็นแบบกดปุ่มไฟฟ้าแบบที่เราเห่อไปเข้าที่ห้างในกรุงเทพฯกัน ใช่มั้ย แต่เราก็พยายามเสาะหาจนได้เจ้านี่มา

    ฝารองนั่งชักโครกที่มีระบบชำระล้างในตัว (โถสุขภัณฑ์แบบบิเดต์)
    Bidet toilet seat.

    “ฝาชักโครกกึ่งอัตโนมัติ” ติดตั้งง่าย มีหลายเกรด หลายยี่ห้อ พอมีอันนี้แล้วเราก็ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะเปื้อนหรืออะไร เค้าแค่เปิดวาวล์ บิดปุ่ม น้ำจะฉีดชำระให้โดยไม่ต้องไปออกแรงกดหัวชำระ สบายใจกันไปทั้งแม่ทั้งลูก

    และที่อยากบอกอีกคือ ทุกวันนี้ฉันเองก็ใช้ค่าาาา มันสะดวกสบาย เลยเข้าใจว่ามันก็น่าจะถูกผลิตมาสำหรับผู้สูงอายุด้วย (หรือเปล่า)

    อ่ะเห็นยัง ว่าชีวิตมันมีหลาย “ค่า” จริงๆนะเออ เจอกันใหม่พรุ่งนี้น้าา ขอบคุณมากมายที่ยังติดตามกันอยู่

  • บันทึกฉบับที่ 5

    บันทึกฉบับที่ 5

    แม่ผู้ไม่มีความรู้

    เรารู้ตั้งแต่ลูก 10 เดือน ว่าพัฒนาการลูกไม่เหมือนเด็กปกติ เพราะเธอยังไม่คลาน เข้าใจว่าเนื่องจากคลอดก่อนกำหนด และน่าจะเพราะมีภาวะ Birth asphyxia (ขาดออกซิเจนหลังคลอด) ก็พยายามไปพบแพทย์ตามนัด และต้องทำใจว่าลูกจะมีพัฒนาการช้า และมีภาวะ ตาขี้เกียจ (lazy eye) ร่วมด้วย หมอก็นัดทุก 2-3 เดือน ส่วนเรื่องตา ก็ให้เรามาฝึกตามตำรา แล้วบอกว่า 5 ขวบค่อยดูอีกที

    แล้วเราก็ดัน (เสือก) หอบลูกข้ามภูเขา ไปอยู่ในที่ ๆ ไม่คุ้นเคย กระตุ้นลูกตามความเข้าใจที่มีบ้างเล็กน้อย ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะเครียดด้วย ต้องทำงานด้วยแต่เราก็พยายามดูแลลูกตามยุคสมัยอยู่นะ เช่น พาลูกไปห้างสรรพสินค้าที่มีสวนสนุก เครื่องเล่น บอลแลนด์ ประมาณนั้น

    ที่อยากเล่าตอนนี้คือมันเป็นตลกร้ายที่น่าจะมีประโยชน์บ้าง

    ตอนลูก 4-5 ขวบ เราพาลูกนั่งเครื่องเล่นที่เป็นม้าโยกหยอดเหรียญ โดยเราก็จับลูกนั่งแล้วยืนข้างๆบอกลูกว่าไม่ต้องกลัวตก (ลูกเข้าใจคุยรู้เรื่องนะ) แต่พอนั่งแล้วขา 2 ข้างเค้าก็ลอยจากพื้น นางร้องไห้จ้าเลย เปลี่ยนเป็นเครื่องอื่นที่ขาต้องลอยจากพื้น ก็ร้องอีก นางแม่ผู้โง่เขลาคิดในใจ เออ ดีว่ะ ไม่เปลืองตังค์ ยิ่งไม่มีอยู่

    เด็ก ๆ กำลังเล่นเครื่องเล่นม้าหมุน
    เครื่องเล่นม้าหมุนสำหรับเด็ก Photo by Muu-karhu

    เราเพิ่งมารู้ตอนพาลูกกลับบ้านลำปางแล้วพาไปกระตุ้นพัฒนาการแล้วครูแอ้บอกว่า อาการที่ลูกเป็นนั้นเรียกว่า ภาวะไม่มั่นคงทางแรงโน้มถ่วง (Gravitational Insecurity) เป็นภาวะความผิดปกติในการประมวลผลความรู้สึกของระบบประสาทสัมผัส (Sensory Processing Disorder) มักพบในเด็ก ทำให้รู้สึกกลัวและต่อต้านการเคลื่อนไหวหรือการปรับเปลี่ยนตำแหน่งของร่างกาย ซึ่งครูแอ้และทีมก็มีกระบวนการฝึกให้ลูกสามารถทรงตัว และปรับการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ไอ้ที่เล่านี่ใช้เวลาเป็นปีๆเลยนะ กว่าลูกจะทำได้

    อีกเรื่องที่นางแม่รู้ดีอย่างเราประเมินลูกว่า หรือนอกจากพัฒนาการช้าแล้วลูกจะเป็น แอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Syndrome) หรือกลุ่มอาการแอสเพอร์เกอร์ คือความผิดปกติทางพัฒนาการในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม (ASD) เพราะสังเกตว่าลูกมักจะเล่นกับตัวเอง ชอบทำท่า ทำมือแปลกๆ ทีนี้ก็หาหนังสืออ่านใหญ่ มันไม่ใช่ออทิสติกแน่ เพราะคุยรู้เรื่อง อาจจะพูดช้า ติดอ่างบางครั้ง แต่สื่อสารได้กับทุกคน

    ซึ่งเราโชคดีที่ครูแอ้เป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วประสบการณ์แน่นมาก ครูแอ้บอกว่า คุณแม่ อยากให้คุณแม่พาน้องไปตรวจตาที่รพ.มหาราช เพราะอาการน้องคล้ายสายตาเลือนรางมากกว่าจะเป็นแอสเพอร์เกอร์

    อ่ะ! เข้า ๆ ออก ๆ รพ.สวนดอกอีกรอบ หลายปีก่อนอุ้มท้องพาแม่มารักษามะเร็ง ตอนนี้พาลูกมามั่ง เขียนอยู่ตอนนี้นึกขึ้นได้ กูเก่งชิหายเลย ลูกก็ทนทายาท ไม่บ่น ไม่ซน ไปกันสองคนแม่ลูกหลายครั้งมาก ครั้งแรก ครูแอ้ไปด้วยครั้งต่อไปเราก็ไปตามหมอนัด ตามกระบวนการ

    สรุป ลูกชั้นต้องทำ CT แอดมิท ก็ไปกันสองคนแม่ลูก มีหลานสาวที่เรียนมช.หอบหนังสือไปให้อ่านตอนเฝ้าลูกแค่นั้นเอง ผลตรวจทุกอย่างพบว่าลูกมีอาการของ Agenesis of the Corpus Callosum (ACC) คือ ภาวะผิดปกติแต่กำเนิดที่สมองส่วน คอร์ปัสแคลโลซัม (Corpus Callosum) ซึ่งเป็นกลุ่มเส้นใยประสาทที่เชื่อมต่อและช่วยให้สมองซีกซ้ายและซีกขวาสื่อสารกัน ไม่มีการพัฒนาตามปกติ อาจขาดหายไปเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด และ แถมด้วยตาซ้าย มี Optic nerve atrophy หรือ ภาวะเส้นประสาทตาฝ่อ คือ ภาวะที่เส้นประสาทตาซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพจากดวงตาไปยังสมองเกิดความเสียหาย โดยเส้นใยประสาทจะเสื่อมและหดตัวลงจนส่งผลให้การมองเห็นลดลงหรือสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร มันเลยนั่งเล่นมือตัวเอง เอามือมาโบก ๆ ที่หน้าตัวเองอีแม่ก็หาว่าลูกเป็นแอสเพอร์เกอร์ เฮ้อ!

    คำตอบสุดท้ายของอาจารย์แพทย์ที่มหาราชคือ พยาธิสภาพของโรคมันจะไม่ progress แต่ก็ไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาปกติได้

    ดังนั้น ลูกชายสุดที่รักของชั้นจึงเติบโตมากับ 2 ภาวะนี้ แม่ผู้รู้สึกดี ไม่ต้องเปลืองตังค์หยอดเหรียญเครื่องเล่นอย่างชั้น ก็มีหน้าที่ทำทุกอย่างที่ควรทำ ทำจนหนี้ท่วมหัว จนไม่อยากตอบเวลาใครถามว่าเป็นหนี้อะไรนักหนา หนักหนาถึงขนาดต้องไปนั่งที่บังคับคดี ไปเฝ้าไม่ให้ใครมายกป้ายซื้อบ้านเพราะถูกยึดบ้านไปขายทอดตลาด เครียดเกือบตาย รอดมาได้เพราะสหกรณ์ จนลูกจบป.ตรี สาขาการจัดการธุรกิจดิจิตอล แบบเท่ ๆ แล้วนางก็มานั่งทำช่องยูทูปและเป็นนายหน้า shopee อยู่ที่บ้านในทุกวันนี้

    ดังนั้น ใครมีลูกหลานร้องไห้แทนที่จะสนุกตอนเล่นเครื่องเล่นก็ลองสังเกตดูนะ อย่าโง่เหมือนเรา 555

    ฉบับนี้ดูดี มีวิชาการเนอะ แต่ บีฮายด์เดอะซีน ทั้งเหนื่อย ทั้งกลุ้มใจ ขับรถพาลูกไปหาหมอ ไปทำกิจกรรมบำบัด คิดเพลินนนน พรุ่งนี้เอาตังค์ที่ไหนใช้วะ ขับรถหลงทางแม่ง เป็นเรื่องปกติ

    ขอบคุณอีกครั้งสำหรับการติดตามอ่านชีวิตการเดินทางของเราสองแม่ลูกจ้า

    รูปจิ๊กุ่งวันปัจฉิมจบ ม.6 ที่แม่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมัวไปประชุม นิเทศงานอะไรอยู่ก็ไม่รู้ครูเลยส่งรูปให้

    ป.ล.ใครอยากซื้อหรือซื้ออะไรบ่อยที่ชอปปี คอมเม้นท์บอกได้นะ เดี๋ยวให้นางทำ link ให้ ถือว่าช่วยค่าขนมจิ๊กุ่งจ้า 🙂 จริงๆก็ช่วยแม่มันแหละ 555

  • บันทึกฉบับที่ 4

    บันทึกฉบับที่ 4

    คิดถึงแม่ คำแม่บอก

    ทุกคน จริงๆเราว่าจะคั่นรายการด้วยเรื่องเบาๆสนุกๆบ้างเพราะพอเรียบเรียงชีวิตตัวเองจริงจังแบบบันทึกแล้วเราเองก็เริ่มจะซึมๆ กลับมาอ่านแล้วยังมีอาการเหมือนจะร้องไห้อยู่หน่อยๆ แต่ไม่เป็นไร อยากเล่า

    แม่เราเป็นช่างตัดผ้ามือหนึ่งประจำเภอเลยนะ คนรุ่นโน้น ไม่มีใครไม่รู้จัก เราจำความได้ก็อยู่กับแม่ 2 คน แม่เล่าว่าพ่อเป็นคนสิงห์บุรี แต่มันมีเหตุให้เค้าต้องเลิกรากันไป เราก็ไม่รู้สึกอะไรมากนัก เพราะญาติพี่น้องเต็มบ้าน จนวันหนึ่งมีพัสดุส่งมาจากพ่อ เป็นของขวัญวันเกิดพร้อมจดหมาย

    แล้วแม่ก็ให้เราเขียนจดหมายตอบ โดยแม่เป็นคนเขียนให้เราคัดลอกอีกทีหนึ่ง เราจำได้เลยว่ามันจะต้องขึ้นต้นด้วย กราบเท้าพ่อที่รักและเคารพอย่างสูง เขียนตอบกันไป มาหลายฉบับ หลังจากนั้นก็กลายเป็นรูทีนที่เราจะได้ของขวัญวันเกิดทุกปี แต่ไม่เคยเห็นหน้าพ่อ เห็นแต่รูป แค่จำได้ลางๆบางตอน ว่าเหมือนเคยเจอตัวจริงกันอยู่นะ

    ตอนเราอยู่ ป. 3 กำลังเล่นขายของสนุกๆก็มีคนมาตามบอกอาโกวมาหา จำได้ประมาณนี้ ไม่รู้ว่าแม่กับอาโกวคุยอะไรกัน รู้แต่ว่า ปิดเทอมใหญ่ อาโกวจะมารับไปสิงห์ หลังจากนั้นทุกปิดเทอมใหญ่เราก็จะมาอยู่กับอาปา หม่าม้า และน้องสาวอีก 2 คนที่สิงห์บุรี ใกล้ๆเปิดเทอมก็กลับลำปาง เหตุการณ์ความเชย ความบ้านนอกที่เรามีตอนไปอยู่สิงห์เยอะมากก ไม่ค่อยอยากเล่า อายยยย

    จนจบ ม.ศ. 3 จริงๆเราก็ไม่ได้เรียนขี้เหร่นะ เกรดเราเดินเข้า ม.ศ. 4 โรงเรียนดังแห่งเมืองลำปางได้อยู่ (ขอขิงหน่อย) แต่มันเป็นโปรแกรมศิลปภาษา ด้วยความไม่รู้ เข้าใจว่า จะมีงานทำมันต้องเรียนสายวิทย์ กำลังงงๆอยู่ อาปาก็จดหมายชวนให้มาเรียนที่สิงห์บุรี เราถามว่าจะเรียนสายวิทย์ได้มั้ย เหมือนอาปาจะพอรู้จักอาจารย์อยู่ แนะนำว่าให้เรามอบตัวที่บุญวาทย์ แล้วขอย้ายมาโรงเรียนสิงห์ ก็ตามนั้น แม่บอกเราตอนหลังว่า ตอนแรกแม่ก็อารมณ์นางเอกนิยายแหละชั้นเลี้ยงลูกชั้นเองได้ แต่พอคิดแล้ว แม่ก็ไม่รู้ว่าแม่จะสนับสนุนเราได้มากขนาดไหนเลยตัดสินใจให้เราติดต่อกับพ่อ เขียนจดหมายตอบตั้งแต่ตอนโน้นอีกอย่างช่วงหลังเสื้อผ้าสำเร็จรูปเยอะ คนไม่ค่อยตัดเสื้อผ้า

    เศรษฐกิจแม่น่าจะไม่ค่อยดี ขนาดค่ารถไปโรงเรียนเรา เรายังใช้วิธีรับจ้างไปเก็บเงินรายเดือนให้เจ้าของรถที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับแม่ ถ้าไปอยู่สิงห์เรียนจบหางานทำไม่ได้ก็อาจจะค้าขายเป็น แม่มองแบบนั้น สองคนแม่ลูก discuss กันแล้วตกลงว่า ไปก็ไป

    ความพีคของแม่เราคือ ก่อนเดินทางไปอยู่กับอาปาและหม่าม้า แม่เราสอนสั้นๆแค่ว่า “อย่าท้องเข้าบ้าน แต่ถ้าท้องแล้วอย่าฆ่าตัวตายให้กลับมาบ้านแม่จะแก้ปัญหาให้” แม่สั่งแค่นี้จริงๆ อย่างอื่นไม่มีเลย เมื่อทบทวนดูแล้ว แม่เราเปรี้ยวและล้ำสมัยมากเลย แล้วคิดว่าน่าจะเพราะคำสอนนี้แหละ ที่ทำให้เราดูแลตัวเองและลูกมาได้จนวันนี้

    ..คิดถึงแม่จริงๆ..

    ขอบคุณเพื่อนรักนักอ่านทุกท่านที่ส่งกำลังใจมาให้เราอย่างล้นหลาม ตั้งใจว่าจะขียนทุกวันเลยอย่าเพิ่งเบื่อกันนะ

  • บันทึกฉบับที่ 3

    บันทึกฉบับที่ 3

    เมื่อตัดสินใจจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว

    จริงๆไม่อยากใช้คำนี้ มันดูเชยจัง อยากเรียกตัวเองว่าซุปเปอร์มัมมากว่า 555 อยากเล่าช่วงนี้เพราะคิดว่าอาจจะมีประโยชน์บ้างสำหรับบางคนที่หลงเข้ามาอ่านแล้วอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกัน
    อาการ “หอบลูกกลับบ้าน” เกิดขึ้น 3 ปีหลังจากเราตัดสินใจขอย้าย เพราะคิดว่ามีงานทำ มีวิชาอยู่กับตัว แม่ก็ไม่อยู่แล้ว น่าจะไปอยู่ไหนก็ได้ เพื่อความเป็นครอบครัว ซึ่งพอทบทวนตัวเองทีหลังแล้วพบว่ามันโคตรจะโบราณ ส่วนหนึ่งคงเพราะเราเองก็โตมากับแม่ 2 คนตั้งแต่จำความได้ เวลามีญาติๆเล่าว่าตอนเด็กพ่อ (ตอนโตเราถูกสอนให้เรียกอาปา) ดูแลเราดีมากให้เรานั่งตะกร้าหวายซ้อนท้ายจักรยานไปเที่ยวบ้านอ้วน (ตัวอำเภอ) บ่อยๆ ทำกับข้าวให้กิน เชื่อมั้ยว่าเด็ก 4 ขวบมันจำไม่ได้ ที่จำได้คือน้าข้างบ้านชอบถามเราทุกครั้งที่เราเดินผ่านบ้านแกว่า คิดถึงป้อก่อๆ หือออ ไหนอ่ะจำไม่ได้ไม่เคยเห็น

    แบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็น impression ได้มั้ย คือไม่อยากให้ลูกรู้สึกแบบเรา เออ ลองดูสักตั้ง ขอย้ายข้ามภาคกันเลย เหตุผลในการขอย้ายคือ รวมครอบครัว ตอนนั้นลูกชายอายุ 3 ขวบพอดี

    อาการรวมครอบครัวมันไม่ได้สวยงามเลยสำหรับเราผู้ต้องทำงาน ขึ้นเวรบ้าง และดูแลลูกที่มีความพิเศษแบบนี้ ความโชคดีหรือเรียกว่าน่าจะยังมีบุญอยู่บ้าง ญาติๆของลูกก็ใจดีกับเราสองแม่ลูกอยู่ ที่ทำงานใหม่ก็น่ารักมาก มีความสุขกับการทำงานทุกคนให้ความเมตตาอารีสาวลำปางพลัดถิ่นเป็นอย่างดี แต่ก็นั่นแหละ เราอย่าไปรื้อฟื้นสาเหตุเลยเนอะ

    เมื่อวานเขียนถึงแม่ก็น้ำตาหยดแหมะๆแล้ว ถ้าขุดสาเหตุขึ้นมาอีก PTSD มันจะกำเริบเอา สรุปว่า รวมครอบครัวได้ 3 ปี ลูก 5 ขวบ เกือบ 6 ขวบ เป็นช่วงนี้แหละที่เกือบจะคิดสั้นพร้อมเอาลูกไปด้วย เมื่อได้สติคืนมา บอกตัวเองทันที กลับบ้าน

    เมื่อซมซานกลับมาบ้าน กลับมาทำงานที่เดิม พร้อมภาระหนักหนาสาหัส คือจะทำยังไงให้ลูกสามารถดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุด เป็นภาระกับคนอื่นน้อยที่สุด โจทย์นี้ไม่ยาก ถ้ามีเวลา และมีเงิน

    ไอ้เวลาน่ะ พอแก้ได้อยู่ ผู้บังคับบัญชาเข้าใจ เราเองก็พยายามกตัญญูต่อองค์กรเท่าที่จะทำได้ แต่เรื่องเงินคือปัญหาใหญ่ จะกู้แบงค์ กู้สหกรณ์ ทำไม่ได้สักอย่าง มันมีทะเบียนสมรส ทำนิติกรรมอะไรไม่ได้เลย ลองพยายามติดต่อพ่อของลูกขอให้หย่ากันแบบปกติธรรมดาจะได้จบๆ

    คำตอบที่ได้รับทำให้เราป่วยไปหลายวัน แอบร้องไห้อยู่ได้ยินเสียงลูกเรียก “แม่” ต้อง Action! ครับลูกกก ต้องยิ้มด้วยนะ เหนื่อยชิบ (คิดในใจ)

    เอาวะไม่หย่าให้ กูฟ้องเอาก็ได้ หาข้อมูลยิกๆ สมัยนั้นอินเตอร์เน็ตก็เขียม ไปนั่งอ่านฟรีในดวงกมล ซีเอ็ดเอา ลงทุนซื้อมาบ้าง บังเอิญมีกัลยาณมิตรที่ดีมากมาย สามีน้องที่ ward เป็นทนาย ช่วยดูแลให้แบบญาติจริง ๆ มีค่าใช้จ่ายน้อยมาก น้องถามว่าพี่จิ๋วจะขอค่าเลี้ยงดูมั้ย วิญญาณนางเอกทมยันตี วลัย นวาระเข้าสิงทันที พี่ขอแค่ใบหย่าและอำนาจปกครองลูก ไม่ได้คิดเล้ยย ตอนที่พูดน่ะ จะซื้อไก่ย่างให้ลูกกินมึงยังต้องไปคุ้ยเหรียญในกระป๋อง ช่างมัน

    ปรากฏว่ากระบวนการนี้ไม่ง่าย ศาลครอบครัวต้องให้นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ สัมภาษณ์ลูก แล้วลูกชั้น กำลังเพิ่งจะเข้ากระบวนการกระตุ้นพัฒนาการ แล้วก็ต้องไปขึ้นศาลด้วยกันอีก โอยยย สงสารลูกมากก

    ทุกอย่างจบ ก็พอจะหายใจหายคอได้อีกหน่อย ตั้งหน้าตั้งตาทำงานและดูแลลูกไป ไป กลับ เชียงใหม่ทุกสัปดาห์ ไหนๆก็ต้องไปทุกอาทิตย์ ลองสอบเรียนต่อมันเลย บ้ามากก

    จบเวอร์ชั่นนี้ด้วยการอยากบอกคนที่บังเอิญผ่านมาอ่านแล้วอาจจำเป็นต้องฟ้องหย่าแล้วมีลูก เราว่า ลองหาวิธีที่ลูก trauma น้อยที่สุด จะดีกว่า กด link ตรงนี้เนอะ อีกที่ ตรงนี้ จะได้หาอ่านกันง่ายๆ

    ขอบคุณน้องโอและท่านสมชายผู้มีพระคุณของพี่ #
    Wmz Love

  • บันทึกฉบับที่ 2

    บันทึกฉบับที่ 2

    คุยเรื่องลูกต่ออีกวัน น่าจะแถมเรื่องยายของลูกด้วยนิดหน่อย

    ตอนเราตั้งท้อง เป็นช่วงเดียวกับที่แม่เริ่มป่วย ตั้งแต่พอมีความรู้เพราะเรียนพยาบาล มั่นใจว่าอนาคตแม่ชั้นต้องเป็น COPD แน่นอน เพราะจำความได้ก็เห็นแม่สูบบุหรี่แทบจะตลอดเวลา สูบไปด้วยตัดผ้า เย็บผ้าไปด้วย ร้องเพลงด้วยนะ อันนี้เป็นสาเหตุที่ไม่อยากบอกเลยว่าเราไม่ค่อยมีปัญหากับกลิ่นบุหรี่ และเราร้องเพลง สุเทพ ชรินทร์ นริส อารีย์ ได้เกือบทุกเพลง

    แต่เปล่า นางเป็นมะเร็งปอดซึ่งก็ไม่ควรงงแหละเนาะ มะเร็งปอดระยะที่ 3 ระยะที่แพทย์รพ.ลำปางท่านหนึ่งอ่านผลชิ้นเนื้อแล้วมองหน้าและบอกว่า ไม่ต้องทำอะไรหรอก นาทีนั้นถ้าเป็นสมัยนี้ต้องพูดว่า สตั้นท์ไป 5 วิ เราผู้ซึ่งตัวคนเดียวในขณะนั้น ตัดสินใจบอกว่า รบกวนอาจารย์เขียนใบรีเฟอร์ให้หน่อยได้มั้ยคะ จะลองไปสวนดอกดูค่ะ

    เหตุการณ์นี้คือเกิดเมื่อปี พ.ศ.2537 กลับบ้านมานั่งร้องไห้อยู่หลายพัก หลายวัน คิดวิธีคุยกับแม่ ทำตัวให้เข้มแข็งที่สุดเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ แล้วพาแม่ไปเชียงใหม่ ช่วงรักษาแม่และตั้งท้องจนคลอดลูกและแม่จากไปตลอดกาลนั้นสามารถเขียนเรื่องเล่าได้อีกเยอะมาก ตั้งใจว่าจะเล่าแบบมี reference เผื่อมีประโยชน์กับคนอ่านบ้างขอเวลาหาข้อมูลแป๊บ

    แต่วันนี้คุยเรื่องลูกต่อก่อนเนอะ

    ช่วงพาลูกไปทำกิจกรรมบำบัดเพื่อกระตุ้นพัฒนาการซึ่งของเราค่อนข้างช้า ถ้าเริ่มทำตั้งแต่ลูกอายุน้อยๆน่าจะดีกว่านี้ แต่ก็ แม่ขอโทษจริง ๆ ลูก ช่วงที่ฝึกลูกคุณครูก็จะแนะนำสิ่งที่จะช่วยเสริมให้ลูกพัฒนาได้ดีขึ้นหลายอย่าง ปากกา Ergonomic เป็นสิ่งหนึ่งที่เราชอบมาก ตอนยังไม่มีปากกานี้ ลูกที่เรียนร่วมกับนักเรียนปกติที่โรงเรียนใกล้บ้าน จะมีอาการปวดมือมากเวลาต้องเขียนหนังสือ แต่นางไม่บ่นนะ เราสังเกตสีหน้าเอา หรือจริงๆช่วงนั้นลูกก็ยังพูดไม่ค่อยได้ หรือได้ก็ช้า ติดอ่าง นึกแล้วก็เหนื่อยแทนและสงสาร

    ปากกา ergonomic สีเหลืองสลับส้ม
    ปากกา ergonomic ของจิ๊กุ่ง

    เพิ่งเจอว่ายังเก็บปากกานี้ไว้ เลยเอามาเขียนอีกตอน ไม่อยากบอกเล้ยราคาตอนซื้อ บอกตัวเองว่า แพงช่างมัน ขอให้ช่วยลูกได้บ้าง
    โถ่ ใครจะไปนึก ว่าทุกวันนี้ลูกชายชั้นใช้แป้นพิมพ์กับปากากาดิจิตอลคล่องปรื้ดดดดด

    รูปแม่กับจิ๊กุ่งน่าจะสัก 3 เดือน แม่เสียตอนจิ๊กุ่ง 6 เดือน
    ชื่อจิ๊กุ่งแม่ตั้งไว้ให้ตั้งแต่ยังไม่คลอด แม่บอกว่าแม่จะทันเห็นหลานหรือเปล่าก็ไม่รู้ ชื่อจิ๊กุ่งมันเป็น unisex หญิงก็ได้ ชายก็ได้ เจ๋งป่ะล่ะแม่ชั้น

    ดีใจจังเขียนได้ 3 ตอนละ มันต้องครบ 21 ตอนใช่มั้ยพวกจิตเวชเคยบอก

  • บันทึกฉบับที่ 1

    บันทึกฉบับที่ 1

    แม่พาลูกไปฝึก หรือลูกฝึกแม่กันแน่

    เราคลอดก่อนกำหนด ลูกชายน้ำหนักแรกคลอด 2100 กรัม ปัจจุบันไม่อยากบอกให้แอบเอา 55 คูณ มันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเลี้ยงลูกเก่งอิ๊บอ๋าย😊 เริ่มรู้ว่าลูกน่าจะต้องมีอะไรบางอย่างไม่ปกติ ตอน 10 เดือน พยายามทำหลายอย่างอยู่ แต่ดูเหมือนตัวเองน่าจะไม่ค่อยมีสติ หรือมีกรรม คงคล้ายๆกันแหละ(มั้ง) มัวยุ่งเหยิงกับอะไรไม่รู้ เกือบจะคิดสั้นจบชีวิตตัวเองพร้อมลูกไปแล้วเหมือนกัน ผ่านจุดนั้นมาได้ถือว่าเก่งมากแล้วเนอะ กว่าจะได้กระตุ้นพัฒนาการให้เป็นเรื่องเป็นราว ลูกอายุ 6 ขวบพอดี กับการใช้ชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ตัวเองก็กำพร้าทั้งแม่และพ่อ เล่าให้ดูเศร้าไปงั้นแหละ แต่ลำบากจริงนะเออ

    การพาลูกไปให้ครูแอ้ ครูฝน ครูเด่น และ ทีมครูการศึกษาพิเศษช่วยทุกวันเสาร์อาทิตย์ เกือบ ๆ 8 ปี มันเปลี่ยนแม่ได้ด้วย ไม่ใช่แค่ลูกมีพัฒนาการ อย่างแรกเลยคือฝึกความอดทน ความอดทนของแม่นั้นนึกให้เป็นภาพคือประมาณปากกัดตีนถีบเลยทีเดียวเชียว ขับรถเก๋งมือแปด ไม่ใช่มือสองนะ มือแปด ขึ้นล่องเชียงใหม่ ลำปาง ทุกสัปดาห์ รถจะพังวันไหนก็ไม่รู้ นั่งรอลูกเรียน อะไรที่น่าจะช่วยได้ก็ไปหา (กู้) มาให้จนได้ ระหว่างทาง 8 ปีนี้นั้น มีหลายอย่างทั้งสนุก เครียด ไปสมัครสอบเรียนป.โท เรียนเทอมท้ายๆ ต้องพาลูกเข้าห้องเรียนด้วย สนุกมั้ยล่ะ ไอ้พวกนี้เดี๋ยวเล่าทีหลัง

    ที่อยากเล่าคือความรู้สึกตัวเอง ในวันแรกที่ลูกใส่ถุงเท้าเองได้! มันคือสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดที่แม่ที่มีลูกพิเศษอย่างเราเท่านั้นที่จะเข้าใจได้ การนั่งรอลูกอายุเกือบ 9 ขวบที่มีปัญหากล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวรวมทั้งสายตาเลือนราง ค่อยๆ พยายามใส่ถุงเท้าเองด้วยเวลาเกือบ 10 นาทีแล้วทำสำเร็จนั้นมันมีทั้งปลื้มใจ โล่งใจ ว่าอย่างน้อยในอนาคตถ้าเราเป็นอะไรไปก่อนลูกคงไม่เป็นภาระให้ใครมากนัก มันคิดได้ไกลขนาดนั้นจริงๆนะ

    นอกจากการพาลูกไปฝึกแล้วค้นพบว่า เราก็ถูกฝึกด้วย เรากลายเป็นคนใจเย็นลงมาก ถึงมากที่สุด อดทนเก่งมาก ซึ่งพอทบทวนแล้วค่อนข้างมั่นใจว่าผลของการฝึกความอดทนและใจเย็นนี่แหละ ที่ทำให้เราค่อยๆลุกขึ้นยืนได้อย่างค่อนข้างมั่นคงพอสมควร เราควรขอบคุณลูกใช่มั้ย
    ไว้เดี๋ยวมาเล่าต่อ

    เหตุที่ขยันเขียนเพราะเมื่อวานถาม AI ว่าพยาบาลเกษียณจะหารายได้เพิ่มได้อย่างไรคำแนะนำหนึ่งในนั้นบอกให้เขียนสิ่งที่ทำได้ดีก็เลยลองเขียนเรื่องความเป็นแม่ดูอันนี้จริงจังนะไม่ขำเผื่อได้ตังค์ 555