ป้ายกำกับ: supermom

  • บันทึกฉบับที่ 15

    บันทึกฉบับที่ 15

    ใครจะไปคิดว่าจะมีวันนี้

    จริงๆมีคนหลังไมค์มาบอก ว่าเขียนเรื่องจิ๊กุ่งจบแล้วให้เขียนเรื่องพี่โหนกบ้างอ่ะ พี่โหนก คือใคร ภาษาเมืองสิงห์เราจะเรียกว่า “พวกบ้าน” อินโทรไว้ให้ก่อนยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนถึงยังไงดี พี่โหนกคือแฟนสมัยวัยรุ่น แล้วเลิกรากันไปพักนึง พักใหญ่เลย แล้วตอนนี้ก็กลับมาอยู่ด้วยกันหลังจากเราเป็น Supermom ได้ 7 ปี ถึงวันนี้นางมาอยู่กับเราได้ 17 ปีละ ไม่รู้ว่ามีใครอยากอ่านบ้างมั้ย 🙂 แต่วันนี้คุยเรื่องลูกต่ออีกนิดนึงนะ

    ช่วงลูกเรียน ป.ตรี ที่ราชภัฎลำปาง น่าจะเป็นตอนที่เหนื่อยมาก เพราะงานหนัก ต้องทำผลงานส่งขอเลื่อนระดับ และต้อง รับ-ส่ง ลูกไปเรียน ย้ายอาคารเรียน บางวันต้องวิ่งรอก 3-4 รอบ ค่าใช้จ่ายไม่ต้องพูดถึง เพิ่งคุยให้ป้านิดฟังไม่นานนี้เอง ว่ามีอยู่วัน ไปรับจิ๊กุ่งตอนกลางวันเพื่อย้ายห้องเรียน ก็เลยพาไปกินข้าวเที่ยงที่ศูนย์อาหารในโลตัสก่อนเข้าเรียนตอนบ่าย ดันเจอน้องที่ รพ. มากินข้าวพอดี เห็นเรานั่งเฝ้าลูกกินข้าว น้องถามพี่จิ๋วไม่กินเหรอ ไม่กล้าบอกนางว่ากลัวลูกไม่อิ่ม เก็บตังค์ไว้เดี๋ยวไม่พอ วันนี้มีมาร้อยเดียว ที่ตอบไปคือ พี่กินมาจาก รพ. แล้ว ป้านิดฟังแล้วบอก ธัมโม 555

    แป๊บ ๆ ผ่านไป 4 ปี เหมือนจะเร็วมาก ตอนที่พี่นุกศูนย์ DSS (Disability Support Services) ติดต่อมาว่า น้องจะไปร่วมพิธีรับปริญญาที่เชียงใหม่มั้ย จะได้ลงทะเบียนให้และวางแผนการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้ เราให้ลูกเป็นคนตัดสินใจเอง จิ๊กุ่งบอกว่า ไม่ไปดีกว่าแม่ ไปซ้อมใหญ่ที่ลำปางนี่ก็พอ ลูกบอกมันน่าจะลำบากและวุ่นวายมาก เข้าใจว่าลูกคงนึกถึงหลายอย่าง ไหนจะรอนาน ไหนจะเข้าห้องน้ำ และอีกมากมาย

    จิ๊กุ่งในชุดครุยกับครอบครัวป้าอ้อยและพี่จูน
    จิ๊กุ่งกับครอบครัวป้าอ้อยและพี่จูน

    วันซ้อมใหญ่ที่ลำปาง ญาติพี่น้องมาร่วมกันแสดงความยินดีกับจิ๊กุ่งมากมายจนเราตื้นตันใจ ทั้งที่วันนั้นทุกคนน่าจะลำบากมาก ทั้งรถติด ทั้งไม่มีที่จอดรถ อากาศร้อน แต่ พี่จูนลูกชายป้าอ้อยเห็นน้องมาแต่เล็ก ๆ บอกไม่มาได้ยังไง ใครจะไปคิดว่าจะมีวันนี้ ตอบจูนในใจว่า ใช่เลย ใครจะไปคิดว่าจะมีวันนี้น้าจิ๋วนึกว่าตัวเองกับลูกเกือบจะหายไปจากโลกนี้ซะแล้วถ้าไม่กลับบ้าน

    จิ๊กุ่งยิ้มอย่างมีความสุขห้อมล้อมโดยป้าตู่, คุณแม่, ป้านิด และป้าอ้อย
    จากซ้าย ป้าตู่ จิ๊กุ่ง Supermom ป้านิด ป้าอ้อย

    อยากให้ดูสีหน้าจิ๊กุ่งในรูป แม่เองก็ตื้นตันบอกไม่ถูก หอบลูกซมซานกลับบ้าน ป้าตู่ ป้าอ้อย ป้านิด ดูแลเราสองแม่ลูกตลอด ยังไม่นับลุงนพ ไปช่วยขนของข้ามภูเขากลับมาอีก ขอบคุณจริงๆ

  • บันทึกฉบับที่ 14

    บันทึกฉบับที่ 14

    หางานทำไม่ได้ มีช่องทางค้าขายก็ยังดี

    เป็นข้อสรุปของเราสองคนแม่ลูก ก่อนเราย้ายไปเรียนต่อที่สิงห์บุรี

    เราได้อยู่ห้อง ม.ศ. 4/4 และ 5/4 เพื่อนกลุ่มเดิมทั้งห้องที่ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อพบปะกันทางไลน์เสมอ บ่นเรื่องกุนเชียงก็ได้กินกุนเชียงเมืองสิงห์จากเพื่อน 5/4 นี่แหละ

    ช่วงเรียน ม.ศ. 4-5 เราอยู่บ้านอาปากับหม่าม้าและน้องสาว 2 คน ที่บ้านขายกาแฟ ตอนหลังช่วงเราเรียนพยาบาล เพิ่มมาขายข้าวขาหมูอีกอย่าง วันไหนคนช่วยส่งกาแฟไม่ว่าง หรือไม่อยู่ เรามีหน้าที่ไปส่งกาแฟตามบ้านที่สั่งประจำ กับไปซื้อปาท่องโก๋มาเติม เวลาไม่พอ ปาท่องโก๋เหมือนจะมี 2 เจ้า เจ้าหนึ่งทอดด้วยน้ำมันหมู อีกเจ้าทอดด้วยน้ำมันพืช เราก็เพิ่งสังเกตตอนหลัง ว่าขาประจำร้านกาแฟอาปาจะมีชาวมุสลิมด้วย ต้องแยกจานปาท่องโก๋ให้ดี ๆ

    ตอนโน้น รู้สึกเหนื่อยมากกว่าสนุก เพราะบางวันเราต้องรีบทำงานพวกนี้ให้เสร็จก่อนไปโรงเรียน แต่มานึกถึงตอนนี้มันคลาสสิกมากเลย หิ้วพวงกาแฟมือหนึ่ง ขี่จักรยาน ส่งของซื้อของ ล่าสุด 2 ปีก่อนไปสิงห์ อุทานในใจว่าให้กูขี่จักรยานตอนนี้คงตายแน่ๆ รถเยอะฉิบหาย

    ช่วงเรียนพยาบาลเวลาปิดเทอมถ้ากลับสิงห์ก็จะได้ช่วยหม่าม้าขายของ หลักๆคือ เสริฟข้าวขาหมู เก็บโต๊ะ ล้างแก้วกาแฟ ประมาณนั้น ตอนช่วยหม่าม้า เราได้เห็นวิธี คิวซี ผลิตภัณฑ์ ที่สุดยอดจากหม่าม้า 1 อย่างคือ ถ้าโต๊ะไหนลูกค้ากลับไปแล้วกำลังจะเก็บจานแล้วมีข้าวขาหมูเหลือในจานเกือบๆครึ่ง หม่าม้าจะบอกว่า ไอ้จิ๋วอย่าเพิ่งเก็บ แล้วก็ไปหยิบช้อนมาตักข้าวที่ลูกค้ากินเหลือนั่นแหละมาชิม พร้อมกับพึมพำว่า มันไม่อร่อยเหรอ ทำไมกินไม่หมด นั่งนึกแล้วขำมาก ถ้าตอนนั้นมีโควิดระบาดคงบันเทิงน่าดู

    สรุปแล้วก็ไม่อาจเป็นคนค้าขายได้ เพราะการทำงานพยาบาล ฝึกให้เราขี้เกียจได้มาก ถึงมากที่สุด วันไหนที่เราไม่ต้องขึ้นเวรเช้า เราสามารถนอนได้ถึงเที่ยง ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นใด ๆ ชั้นตื่นหลัง 10 โมงทุกวัน เป็นคนค้าขายต้องขยัน อาปาตื่นมาต้มน้ำชงกาแฟขายตั้งแต่ตีสาม ตีห้าหม่าม้าลงมาช่วย แล้วขี้เกียจอย่างชั้นจะเป็นอะไรได้ ดีว่ามีจิ๊กุ่งเป็นลูก ที่ทำให้เปลี่ยนตัวเองได้

    เรื่องขำๆปิดท้ายคือเวลาจะยกกาแฟ หรือข้าวขาหมูไปให้ลูกค้า 10 ครั้ง 7 ครั้งเรามักจะลืมตัวถามว่า หม่าม้า ของเตียงไหน 🙂

    รูปถ่ายกับหม่าม้า ตอนจบมาใหม่ๆทำงาน รพ.อินทร์บุรี พ.ศ. 2529 เห็นเงาข้างหลังคืออาปา

    ร้านพรประชา ตลาดใต้ ขายกาแฟและข้าวขาหมู ใครเคยกินรีวิวได้นะ

  • บันทึกฉบับที่ 13

    บันทึกฉบับที่ 13

    เมื่อลูกโตและค้นพบตัวเอง

    มันไม่ง่ายที่จะเลี้ยงลูกที่มีความพิเศษแบบจิ๊กุ่ง แต่เราก็พยายามเท่าที่จะทำได้ สังเกต ถาม หาสิ่งที่จำเป็นและที่ลูกอยากได้ให้ input ข้อมูลให้ลูกแค่ไม่กี่อย่าง เราควรเรียนจบอย่างน้อยคือปริญญาตรี และเมื่อแม่ไม่อยู่แล้วให้ลูกสามารถดูแลตัวเองได้มากที่สุด เรื่องรายได้หรือการทำมาหาเลี้ยงชีพนั้น ให้ลูกลองค้นหาว่าเราชอบอะไร ส่วนมันจะกลายเป็นรายได้หรือไม่นั้น ค่อยว่ากันทีหลัง

    แล้วเราก็พบว่าลูกมีความพยายามและความตั้งใจมากกว่าแม่มันเป็นพันเท่า จิ๊กุ่งเรียนรู้วิธีการตัดต่อวิดิโอด้วยตัวเอง โดยการศึกษาจากยูทูป เราเคยเห็นลูกดูแล้ว pause ไว้ แล้วไปหัดทำ แล้วกลับมาเปิดดูอีก สลับไปสลับมา รวมทั้ง เปิดอ่านจากแหล่งข้อมูลต่างๆเองในอินเตอร์เนต จนกระทั่งทำช่องของตัวเอง มีคนฟอลโลไม่กี่คน แต่ไม่ได้ทำให้เธอท้อ แม่เองมาตามดูทีหลัง ตกใจสุดขีด ลูกทำคลิปออกมา 200 กว่าคลิป

    เธอเป็นแฟนพันธ์แท้ อุลตร้าแมน และอนิเมะหลายเรื่องที่แม่ไม่รู้จัก ขอเอาช่องมาแชร์ให้เพื่อนๆดูเพื่อได้คนติดตามเพิ่ม เธอจะได้มีกำลังใจ

    โปรดสังเกต ลองฟังดูนะเธอยังติดอ่างงงง กล้ามเนื้อมัดเล็กมันพัฒนาเต็มที่แล้วได้แค่นี้เอง เพราะรอยโรคมันอยู่ที่สมอง

    อีกเรื่องที่แม่เซอร์ไพรซ์ มีอยู่วันหนึ่ง ขอให้แม่พาไปธนาคาร บอกจะไปซื้อกองทุน ลูกจะเอาเงินเดือน 800 บาทไปซื้อกองทุนไว้เผื่อได้กำไร แม่ผู้เริ่มรู้สึกโง่ลงนิดหน่อย เริ่มมีความหวัง ว่าลูกจะหาเงินได้แล้วเว้ยเฮ้ย 555

    เนื่องจากจิ๊กุ่งมีเงินเดือนผู้พิการเดือนละ 800 บาทซึ่งเธอจะมีวินัยกับมันมาก คือไม่เอาออกมาใช้เลย เอาไปลงทุนหมด สวนค่ากินประจำวัน ดูหนัง กินข้าว ซื้อของสะสม ขอแม่จ้า จนล่าสุดแม่ก็ไม่ค่อยมี งดให้เธอ ก็บ่นนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร ลูกโตแล้ว

    พูดถึงเงินเดือน 800 ตอนได้เงินเดือนใหม่ๆ พาไปเที่ยวห้าง นางไปยืนอยู่หน้า TV จอใหญ่มากๆ ที่โชว์ไว้ แล้วเอาโทรศัพท์มากดดู ถามว่าทำอะไรลูก จิ๊กุ่งบอก ลองหารดูว่าต้องใช้เงินเดือนพิการกี่เดือนถึงจะซื้อทีวีอันนี้ได้ แม่มันฟังแล้วไม่รอช้า ก่อนกลับบ้านตรงบันไดเลื่อนมีแผงลอตเตอรี่อยู่ 3-4 แผง ขอสัก 2 ใบ สาธุ ถูกทีเหอะ จะซื้อทีวีให้ลูก 🙂

    ฝากเพื่อนๆติดตามช่องของลูกหน่อยนะคะ อันนี้ผ่านการตัดต่อมาน่าจะหลายรอบแล้วด้วยตัวเอง ทั้งหมดนี้จิ๊กุ่งทำเองคนเดียวทั้งหมด ไม่มีผู้ช่วยใดๆ แม่มีหน้าที่ไปกู้เงินสหกรณ์มาหาซื้อคอมพิวเตอร์และอื่นๆให้เธอเท่านั้นเอง

    ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

  • บันทึกฉบับที่ 3

    บันทึกฉบับที่ 3

    เมื่อตัดสินใจจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว

    จริงๆไม่อยากใช้คำนี้ มันดูเชยจัง อยากเรียกตัวเองว่าซุปเปอร์มัมมากว่า 555 อยากเล่าช่วงนี้เพราะคิดว่าอาจจะมีประโยชน์บ้างสำหรับบางคนที่หลงเข้ามาอ่านแล้วอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกัน
    อาการ “หอบลูกกลับบ้าน” เกิดขึ้น 3 ปีหลังจากเราตัดสินใจขอย้าย เพราะคิดว่ามีงานทำ มีวิชาอยู่กับตัว แม่ก็ไม่อยู่แล้ว น่าจะไปอยู่ไหนก็ได้ เพื่อความเป็นครอบครัว ซึ่งพอทบทวนตัวเองทีหลังแล้วพบว่ามันโคตรจะโบราณ ส่วนหนึ่งคงเพราะเราเองก็โตมากับแม่ 2 คนตั้งแต่จำความได้ เวลามีญาติๆเล่าว่าตอนเด็กพ่อ (ตอนโตเราถูกสอนให้เรียกอาปา) ดูแลเราดีมากให้เรานั่งตะกร้าหวายซ้อนท้ายจักรยานไปเที่ยวบ้านอ้วน (ตัวอำเภอ) บ่อยๆ ทำกับข้าวให้กิน เชื่อมั้ยว่าเด็ก 4 ขวบมันจำไม่ได้ ที่จำได้คือน้าข้างบ้านชอบถามเราทุกครั้งที่เราเดินผ่านบ้านแกว่า คิดถึงป้อก่อๆ หือออ ไหนอ่ะจำไม่ได้ไม่เคยเห็น

    แบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็น impression ได้มั้ย คือไม่อยากให้ลูกรู้สึกแบบเรา เออ ลองดูสักตั้ง ขอย้ายข้ามภาคกันเลย เหตุผลในการขอย้ายคือ รวมครอบครัว ตอนนั้นลูกชายอายุ 3 ขวบพอดี

    อาการรวมครอบครัวมันไม่ได้สวยงามเลยสำหรับเราผู้ต้องทำงาน ขึ้นเวรบ้าง และดูแลลูกที่มีความพิเศษแบบนี้ ความโชคดีหรือเรียกว่าน่าจะยังมีบุญอยู่บ้าง ญาติๆของลูกก็ใจดีกับเราสองแม่ลูกอยู่ ที่ทำงานใหม่ก็น่ารักมาก มีความสุขกับการทำงานทุกคนให้ความเมตตาอารีสาวลำปางพลัดถิ่นเป็นอย่างดี แต่ก็นั่นแหละ เราอย่าไปรื้อฟื้นสาเหตุเลยเนอะ

    เมื่อวานเขียนถึงแม่ก็น้ำตาหยดแหมะๆแล้ว ถ้าขุดสาเหตุขึ้นมาอีก PTSD มันจะกำเริบเอา สรุปว่า รวมครอบครัวได้ 3 ปี ลูก 5 ขวบ เกือบ 6 ขวบ เป็นช่วงนี้แหละที่เกือบจะคิดสั้นพร้อมเอาลูกไปด้วย เมื่อได้สติคืนมา บอกตัวเองทันที กลับบ้าน

    เมื่อซมซานกลับมาบ้าน กลับมาทำงานที่เดิม พร้อมภาระหนักหนาสาหัส คือจะทำยังไงให้ลูกสามารถดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุด เป็นภาระกับคนอื่นน้อยที่สุด โจทย์นี้ไม่ยาก ถ้ามีเวลา และมีเงิน

    ไอ้เวลาน่ะ พอแก้ได้อยู่ ผู้บังคับบัญชาเข้าใจ เราเองก็พยายามกตัญญูต่อองค์กรเท่าที่จะทำได้ แต่เรื่องเงินคือปัญหาใหญ่ จะกู้แบงค์ กู้สหกรณ์ ทำไม่ได้สักอย่าง มันมีทะเบียนสมรส ทำนิติกรรมอะไรไม่ได้เลย ลองพยายามติดต่อพ่อของลูกขอให้หย่ากันแบบปกติธรรมดาจะได้จบๆ

    คำตอบที่ได้รับทำให้เราป่วยไปหลายวัน แอบร้องไห้อยู่ได้ยินเสียงลูกเรียก “แม่” ต้อง Action! ครับลูกกก ต้องยิ้มด้วยนะ เหนื่อยชิบ (คิดในใจ)

    เอาวะไม่หย่าให้ กูฟ้องเอาก็ได้ หาข้อมูลยิกๆ สมัยนั้นอินเตอร์เน็ตก็เขียม ไปนั่งอ่านฟรีในดวงกมล ซีเอ็ดเอา ลงทุนซื้อมาบ้าง บังเอิญมีกัลยาณมิตรที่ดีมากมาย สามีน้องที่ ward เป็นทนาย ช่วยดูแลให้แบบญาติจริง ๆ มีค่าใช้จ่ายน้อยมาก น้องถามว่าพี่จิ๋วจะขอค่าเลี้ยงดูมั้ย วิญญาณนางเอกทมยันตี วลัย นวาระเข้าสิงทันที พี่ขอแค่ใบหย่าและอำนาจปกครองลูก ไม่ได้คิดเล้ยย ตอนที่พูดน่ะ จะซื้อไก่ย่างให้ลูกกินมึงยังต้องไปคุ้ยเหรียญในกระป๋อง ช่างมัน

    ปรากฏว่ากระบวนการนี้ไม่ง่าย ศาลครอบครัวต้องให้นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ สัมภาษณ์ลูก แล้วลูกชั้น กำลังเพิ่งจะเข้ากระบวนการกระตุ้นพัฒนาการ แล้วก็ต้องไปขึ้นศาลด้วยกันอีก โอยยย สงสารลูกมากก

    ทุกอย่างจบ ก็พอจะหายใจหายคอได้อีกหน่อย ตั้งหน้าตั้งตาทำงานและดูแลลูกไป ไป กลับ เชียงใหม่ทุกสัปดาห์ ไหนๆก็ต้องไปทุกอาทิตย์ ลองสอบเรียนต่อมันเลย บ้ามากก

    จบเวอร์ชั่นนี้ด้วยการอยากบอกคนที่บังเอิญผ่านมาอ่านแล้วอาจจำเป็นต้องฟ้องหย่าแล้วมีลูก เราว่า ลองหาวิธีที่ลูก trauma น้อยที่สุด จะดีกว่า กด link ตรงนี้เนอะ อีกที่ ตรงนี้ จะได้หาอ่านกันง่ายๆ

    ขอบคุณน้องโอและท่านสมชายผู้มีพระคุณของพี่ #
    Wmz Love