เมื่อตัดสินใจจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว
จริงๆไม่อยากใช้คำนี้ มันดูเชยจัง อยากเรียกตัวเองว่าซุปเปอร์มัมมากว่า 555 อยากเล่าช่วงนี้เพราะคิดว่าอาจจะมีประโยชน์บ้างสำหรับบางคนที่หลงเข้ามาอ่านแล้วอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกัน
อาการ “หอบลูกกลับบ้าน” เกิดขึ้น 3 ปีหลังจากเราตัดสินใจขอย้าย เพราะคิดว่ามีงานทำ มีวิชาอยู่กับตัว แม่ก็ไม่อยู่แล้ว น่าจะไปอยู่ไหนก็ได้ เพื่อความเป็นครอบครัว ซึ่งพอทบทวนตัวเองทีหลังแล้วพบว่ามันโคตรจะโบราณ ส่วนหนึ่งคงเพราะเราเองก็โตมากับแม่ 2 คนตั้งแต่จำความได้ เวลามีญาติๆเล่าว่าตอนเด็กพ่อ (ตอนโตเราถูกสอนให้เรียกอาปา) ดูแลเราดีมากให้เรานั่งตะกร้าหวายซ้อนท้ายจักรยานไปเที่ยวบ้านอ้วน (ตัวอำเภอ) บ่อยๆ ทำกับข้าวให้กิน เชื่อมั้ยว่าเด็ก 4 ขวบมันจำไม่ได้ ที่จำได้คือน้าข้างบ้านชอบถามเราทุกครั้งที่เราเดินผ่านบ้านแกว่า คิดถึงป้อก่อๆ หือออ ไหนอ่ะจำไม่ได้ไม่เคยเห็น
แบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็น impression ได้มั้ย คือไม่อยากให้ลูกรู้สึกแบบเรา เออ ลองดูสักตั้ง ขอย้ายข้ามภาคกันเลย เหตุผลในการขอย้ายคือ รวมครอบครัว ตอนนั้นลูกชายอายุ 3 ขวบพอดี
อาการรวมครอบครัวมันไม่ได้สวยงามเลยสำหรับเราผู้ต้องทำงาน ขึ้นเวรบ้าง และดูแลลูกที่มีความพิเศษแบบนี้ ความโชคดีหรือเรียกว่าน่าจะยังมีบุญอยู่บ้าง ญาติๆของลูกก็ใจดีกับเราสองแม่ลูกอยู่ ที่ทำงานใหม่ก็น่ารักมาก มีความสุขกับการทำงานทุกคนให้ความเมตตาอารีสาวลำปางพลัดถิ่นเป็นอย่างดี แต่ก็นั่นแหละ เราอย่าไปรื้อฟื้นสาเหตุเลยเนอะ
เมื่อวานเขียนถึงแม่ก็น้ำตาหยดแหมะๆแล้ว ถ้าขุดสาเหตุขึ้นมาอีก PTSD มันจะกำเริบเอา สรุปว่า รวมครอบครัวได้ 3 ปี ลูก 5 ขวบ เกือบ 6 ขวบ เป็นช่วงนี้แหละที่เกือบจะคิดสั้นพร้อมเอาลูกไปด้วย เมื่อได้สติคืนมา บอกตัวเองทันที กลับบ้าน
เมื่อซมซานกลับมาบ้าน กลับมาทำงานที่เดิม พร้อมภาระหนักหนาสาหัส คือจะทำยังไงให้ลูกสามารถดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุด เป็นภาระกับคนอื่นน้อยที่สุด โจทย์นี้ไม่ยาก ถ้ามีเวลา และมีเงิน
ไอ้เวลาน่ะ พอแก้ได้อยู่ ผู้บังคับบัญชาเข้าใจ เราเองก็พยายามกตัญญูต่อองค์กรเท่าที่จะทำได้ แต่เรื่องเงินคือปัญหาใหญ่ จะกู้แบงค์ กู้สหกรณ์ ทำไม่ได้สักอย่าง มันมีทะเบียนสมรส ทำนิติกรรมอะไรไม่ได้เลย ลองพยายามติดต่อพ่อของลูกขอให้หย่ากันแบบปกติธรรมดาจะได้จบๆ
คำตอบที่ได้รับทำให้เราป่วยไปหลายวัน แอบร้องไห้อยู่ได้ยินเสียงลูกเรียก “แม่” ต้อง Action! ครับลูกกก ต้องยิ้มด้วยนะ เหนื่อยชิบ (คิดในใจ)
เอาวะไม่หย่าให้ กูฟ้องเอาก็ได้ หาข้อมูลยิกๆ สมัยนั้นอินเตอร์เน็ตก็เขียม ไปนั่งอ่านฟรีในดวงกมล ซีเอ็ดเอา ลงทุนซื้อมาบ้าง บังเอิญมีกัลยาณมิตรที่ดีมากมาย สามีน้องที่ ward เป็นทนาย ช่วยดูแลให้แบบญาติจริง ๆ มีค่าใช้จ่ายน้อยมาก น้องถามว่าพี่จิ๋วจะขอค่าเลี้ยงดูมั้ย วิญญาณนางเอกทมยันตี วลัย นวาระเข้าสิงทันที พี่ขอแค่ใบหย่าและอำนาจปกครองลูก ไม่ได้คิดเล้ยย ตอนที่พูดน่ะ จะซื้อไก่ย่างให้ลูกกินมึงยังต้องไปคุ้ยเหรียญในกระป๋อง ช่างมัน
ปรากฏว่ากระบวนการนี้ไม่ง่าย ศาลครอบครัวต้องให้นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ สัมภาษณ์ลูก แล้วลูกชั้น กำลังเพิ่งจะเข้ากระบวนการกระตุ้นพัฒนาการ แล้วก็ต้องไปขึ้นศาลด้วยกันอีก โอยยย สงสารลูกมากก
ทุกอย่างจบ ก็พอจะหายใจหายคอได้อีกหน่อย ตั้งหน้าตั้งตาทำงานและดูแลลูกไป ไป กลับ เชียงใหม่ทุกสัปดาห์ ไหนๆก็ต้องไปทุกอาทิตย์ ลองสอบเรียนต่อมันเลย บ้ามากก
จบเวอร์ชั่นนี้ด้วยการอยากบอกคนที่บังเอิญผ่านมาอ่านแล้วอาจจำเป็นต้องฟ้องหย่าแล้วมีลูก เราว่า ลองหาวิธีที่ลูก trauma น้อยที่สุด จะดีกว่า กด link ตรงนี้เนอะ อีกที่ ตรงนี้ จะได้หาอ่านกันง่ายๆ
ขอบคุณน้องโอและท่านสมชายผู้มีพระคุณของพี่ #
Wmz Love

