ป้ายกำกับ: DCD

  • บันทึกฉบับที่ 7

    บันทึกฉบับที่ 7

    สายตาเลือนราง แต่ใจเราแข็งแรง

    วันนี้เล่าเรื่องขำๆของลูกชายสุดพิเศษหน่อย วิธีที่เรากับลูกคุยกันนั้น เราคุยและใช้ภาษาเหมือนลูกเป็นเพื่อนคนหนึ่ง เวลาที่ได้คุยเยอะๆก็คือตอนนั่งรถ แม่ขับรถไปด้วย คุยไปด้วย ลูกก็คุยด้วยเล่นมือไปด้วย ตอนโตทุกวันนี้ก็ยังเล่นนะ แอบเห็นเวลาอารมณ์ดีนางจะยกมือมาสะบัดๆ ข้างหน้า

    อาการทางตาที่ลูกเป็น จัดอยู่ในกลุ่ม สายตาเลือนราง ภาวะสายตาเลือนราง (Low Vision) คือ ภาวะบกพร่องทางการมองเห็นอย่างถาวรที่ไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติได้ ด้วยการสวมแว่นตาปกติ คอนแทคเลนส์ การใช้ยา หรือการผ่าตัด โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังไม่ถึงขั้นตาบอดสนิท ยังพอมองเห็นภาพ แสง หรือเงาได้รางๆ แต่ความสามารถในการมองเห็นลดลงจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเช่น การอ่านหนังสือ การเดิน หรือการจำหน้าคน

    ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และทางการแพทย์ จะประเมินจากดวงตาข้างที่ดีกว่าหลังจากพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่แล้ว ดังนี้:

    • ความคมชัดในการมองเห็น (Visual Acuity): อยู่ระหว่าง 20/70 ถึง 3/60 (หรือต่ำกว่า 6/12 แต่ยังเท่ากับหรือดีกว่า 3/60) หมายถึง คนปกติเห็นวัตถุได้ชัดที่ระยะ 70 ฟุต แต่ผู้มีภาวะนี้ต้องขยับเข้าไปใกล้ในระยะ 20 ฟุตถึงจะเห็น
    • ลานสายตา (Visual Field): มีการสูญเสียลานสายตาหรือการมองเห็นภาพรอบข้างแคบลงอย่างรุนแรง (น้อยกว่า 20 องศา)

    ผู้ที่มีภาวะสายตาเลือนรางจะมีลักษณะการมองเห็นที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุของโรค เช่น:

    • มองเห็นภาพเบลอพร่า ทั้งในระยะใกล้และระยะไกลเกิดจุดบอดมืด หรือมองไม่เห็นตรงกลางภาพลานสายตาแคบลง มองเห็นเฉพาะตรงกลาง คล้ายการมองผ่านท่อ (Tunnel Vision)
    • ความสามารถในการแยกความต่างสีลดลง หรือต้องการแสงสว่างมากกว่าปกติในการมองเห็น

    ตาม reference ข้างบนเป็นของลูกฉันหมดเลย 555

    แต่เราสองคนก็พยายามอย่างที่เคยเล่า ดังนั้น ลูกอ่านออก เขียนได้ แต่สิ่งที่ลูกเขียนคนอื่นจะอ่านออกหรือไม่ ไม่รับประกัน ดีที่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง คุณครูหลายคนใช้วิธีประเมินลูกเราด้วย oral test หรือให้การบ้านเป็น ข้อสอบ take home พิมพ์แล้วปริ้นท์ไปส่ง
    ส่วนเรื่องชีวิตประจำวันเราก็ปรับได้ไม่ยาก วันไหนกินข้าวขาว ใช้จานสีน้ำตาล วันไหนกินมะม่วงสุกต้องใส่ชามสีเขียว ง่ายจะตาย

    เรื่องขำๆเกิดขึ้นตอนสอบโอเนท ตอน ม.6 ทางโรงเรียนแม่ทะวิทยา ต้นสังกัดมีการส่งข้อมูลให้ศูนย์สอบได้ดีมาก เราลางานไปส่งลูกเพราะสนามสอบอยู่อัสสัมชัญ เค้าจัดห้องสอบแยกเดี่ยวให้เลย เราเลยสบายใจ ได้แค่บอกให้ลูกเดินระวังๆ เพราะไม่ชินสถานที่ พื้นต่างระดับอาจหกล้มได้ แต่จริงๆเค้ามีวิธีของเค้านะ คือนางจะค่อยๆแหย่เท้า หยั่งดูก่อน ก่อนจะลงที่ที่เป็นบันได หรือพื้นไม่เรียบ

    แม่นั่งรอหน้าตึก สอบเสร็จค่อยๆเดินลงบันไดมาหาแม่ มาถึงมองหน้าแม่แล้วก็ยิ้ม แล้วก็หัวเราะ แม่ก็เฮ้ย! ข้อสอบมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ นางหยุดหัวเราะแล้วบอก ครูเอาข้อสอบอักษรเบรลล์ มาให้ทำ แล้วก็หัวเราะอีก เลยถามต่อว่า แล้วทำยังไงกัน นางบอกครูร้องอ้าววว แล้วก็เลยเอาข้อสอบปกติมานั่งอ่าน ให้ลูกเขียนกระดาษคำตอบเอา
    ผลสอบโอเนตเป็นที่น่าพอใจ

    แต่แม่มันชื่นใจที่ลูกมีภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ที่ค่อนข้างดี ไม่นอยด์ไม่จิตตกกับความเข้าใจผิดของครู

    จิ๊กุ่งเล่นมือตัวเองช่วงวัยเด็กจากภาวะความบกพร่องทางการประสานงานด้านการเคลื่อนไหว Developmental Coordination Disorder (DCD)
    Developmental Coordination Disorder (DCD)

    ในส่วนของความดราม่าระหว่างเรียนนั้นมีอีกเยอะ จะทยอยเล่านะเผื่อมีประโยชน์ หรืออ่านเอาเพลินๆก็ได้ แค่มีคนตามอ่านก็ดีใจแย่แล้ว

    เอารูป “เล่นมือ” ของจริงมาให้ดู แบบที่ครูแอ้อธิบายในเม้นฉบับก่อนว่าอาการที่ลูกเป็นจริงๆมีชื่อเรียกที่ถูกต้องว่า “Developmental Coordination Disorder:DCD” เมื่อไปตรวจผล MRI ยืนยันสาเหตุของปัญหา ว่า เนื้อเยื่อสมองฝ่อในส่วนที่ควบคุมร่างกายสองซีก จิกุ่ง จึงมีปัญหาทักษะ กน.มัดเล็ก กน.ตา กน.ปาก และการใช้มือข้ามแนวกลางลำตัว เขาจึงมีน้ำลายไหลช่วงแรกๆเขียนหนังสือตัวโต ขยุกขยิก ใช้ตะเกียบไม่ได้ ทรงตัวไม่ดี เล่นกีฬาลำบาก และประสาทตาที่ฝ่อไปหนึ่งข้าง ทำให้เขาเล่นมือสะบัดมือบริเวณดวงตา(เพื่อรับแสง) จึงทำให้เข้าใจผิดว่าเป็น ปัญญาบ้าง ออทิสติกบ้าง

    เอาไว้มาแชร์ต่ออีกหลายๆเรื่องเนอะ คนอ่านสนุกเปล่าไม่รู้ แต่คนเขียนเริ่มสนุกละ