Tag: ดนตรีเล่าความ

  • จากดวงใจที่บอบช้ำ

    จากดวงใจที่บอบช้ำ

    เดือนแห่งความรักก็ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับเดือนนี้เป็นเดือนของสตรี จริงๆอยากจะหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับการต่อสู้ของสุภาพสตรีที่โลกบันทึกไว้มาเขียนเหมือนกัน แต่วันนี้จะยังขอต่อจากครั้งที่แล้วอีกนิดหนึ่งนะครับถือเสียว่าติดพันกันมาก็แล้วกัน

    ครั้งก่อนเราพูดถึงเรื่องกว่าจะมาเป็นความรักได้มันก็ต้องมีเรื่องราวมีอุปสรรคนานาประการ เพราะจริงๆแล้วความรักของหนุ่มสาวนี่มันเป็นตรรกะที่เชื่อมกันด้วย “และ” แบบตรรกะพีชคณิต (Boolean algebra) ที่เราเคยเรียนกันสมัยมัธยมต้นนั่นแหละครับ สมมติแทนค่าประพจน์ด้วยหญิงกับชายก็จะเป็น หญิงรักและชายรัก ผลคือสมหวัง, หญิงรักและชายไม่รัก ผลคือ ผิดหวัง, หญิงไม่รักและชายรัก ผลคือ ผิดหวัง, หญิงไม่รักและชายไม่รัก ผลคือ ผิดหวัง เห็นไหมครับว่าโอกาสที่จะให้คนสองคนมารักกันนี่ไม่ใช่ง่ายๆเลย

    The Love Effect ก็คือผลลัพท์จากผลกระทบที่เกิดขึ้นของความรักซึ่งอาจเป็นได้ทั้งมีความสุข สมหวังจนร่วมกันสร้างเป็นครอบครัวได้ (อันนี้ก็คงจะไม่เอามากล่าวถึงตอนนี้นะครับ) หรือผิดหวังจนเกิดอาการเศร้าโศกเสียใจ เจ็บแค้น จิตตก ซึมเศร้า เรื่องราวเหล่านี้ถูกสะท้อนออกมาเป็นบทเพลงหรือบทกวีต่างๆมากมาย ซึ่งสำหรับคนที่ผิดหวังจากความรัก ก็มักจะมีปฏิกิริยาจากผลกระทบเหล่านี้ให้เห็นได้ในหลายรูปแบบอย่างที่จะเล่านี่แหละครับ

    Woman in city Photo by Molly Porter on Unsplash

    แบบแรกคือเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า ลักษณะนี้น่าจะเกิดกับทุกคนเป็นอันดับแรกเพราะเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเผชิญหน้ามาใหม่ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายคนก็ยังคงจมอยู่กับความรู้สึกเดิมๆอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เห็นสถานที่ ผู้คน สิ่งของต่างๆที่ตนเองเคยสัมผัสเคยพบร่วมกับอดีตคนรักยิ่งตอกย้ำความรู้สึกโหยหาความสุขที่ผ่าน มาไม่สามารถตัดใจให้ลืมลงได้

    ความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ถูกฉายให้เห็นเป็นภาพชัดผ่านบทเพลง “I Go to Pieces” ของเดล แชนนอล (Del Shannon) ราวกับเขาหรือเธอผู้อาภัพรักกำลังบอกเล่าเรื่องราวความในใจออกมาตรงหน้าของคุณ

    “พลันที่ฉันเห็นเธอเดินผ่านมาไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม ร่างกายของฉันมันสั่นไหว หมดเรี่ยวแรง บอกกับสองตาว่าอย่าหันไปมองดูเธอนะ แต่ดูเหมือนมันดวงตาเจ้ากรรมจะไม่สนใจฟังเสียงของฉันเอาเสียเลย เคยบอกกับสองมือว่าให้ไปเกี่ยวก้อยกับใครบางคนที่อาจจะรักเราจริงบ้าง แต่มันยังขัดขืนไม่ทำตามคำสั่ง เฝ้ารอที่จะขอเกาะเกี่ยวกับมือน้อยๆของเธอเพียงผู้เดียวเท่านั้น..ก็เธอไม่อยู่แล้วนี่…ความรู้สึกราวกับร่างกายแตกเป็นเสี่ยงๆเหมือนกับคนใกล้ตาย เฝ้าแต่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ทุกวี่วัน…”

    Robin singing for spring
    Photo by Jan Meeus on Unsplash

    บางคนก็ตรงกันข้ามแทนที่จะมัวมาอาลัยอาวรณ์กับผู้คน สิ่งของ สถานที่ที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของตน หรือของคนทั่งหลาย กลับขุ่นข้องหมองใจที่ได้เห็น ที่ได้ยิน ถึงขั้นพาลพาโลโกเกเอาก็มี

    Lesley Gore บรรยายความรู้สึกผ่านบทเพลง “Just Let Me Cry” ไว้ว่า “โอ้ดวงดาวทั้งหลายบนฟากฟ้า ต่อไปไม่ต้องส่องประกายมาถึงฉันเลย…ก็เขาบอกลาไปแล้ว ฉันต้องมานั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่นี่ไงเห็นไหม ?

    เจ้านกน้อยข้างบนนั่นก็เหมือนกัน อย่าให้ฉันได้ยินเสียงร้องของเธออีกนะ บทเพลงนั่นจะไพเราะเพราะพริ้งไปได้อย่างไรกัน ดอกไม้แสนสวยทั้งหลายนั่นก็เก็บไปเลย..ไม่อยากเห็น จันทราแห่งฝันเธอไม่ต้องออกมาให้ฉันเห็นอีกแล้ว หนุ่มๆสาวๆทั้งหลายถึงพวกเธอจะรักกันหวานแหววขนาดไหนก็ตาม ขอร้องละอย่ามาแสดงให้ฉันเห็นเลย อะไรๆที่เคยพลัดพรากฉันจะไม่คิดถึงมันอีกแล้ว…ก็เขาบอกลาไปแล้วนี่ แง..แง..

    In Love
    Photo by Victor Xok on Unsplash

    บางคนคิดว่าคนรักนั้นเป็นสมบัติของตัวเอง ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แม้จะเลิกรากันไปแล้วก็ยังเห็นว่ายังเป็นหรือเคยเป็นของตนเองอยู่ เฝ้ารอให้เขาหรือเธอหวนคืนกลับมาอีกครั้ง คนแบบนี้ถ้าเป็นคนที่ขาดวุฒิภาวะก็อาจเป็นคนอันตรายได้เหมือนกัน เพราะไม่แน่ว่าจะไปก่อความรุนแรงได้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

    “Take Good Care of My Baby” (เขียนโดย Carole King และ Gerry Goffin) สะท้อนความรู้สึกของชายหนุ่มที่ต้องสูญเสียคนรักให้ชายอื่นไป เจ้าตัวยอมรับการตัดสินใจของหญิงสาวแต่คงยังทำใจไม่ได้ ด้วยความรัก ความผูกพันทำให้เขายังโหยหาถึงเธอเสมอ เขาได้ส่งสาส์นผ่านบทเพลงถึงคนรักใหม่ของเธอ ขอร้องให้เขามอบความรักความจริงใจและคอยดูแลปกป้ององคุ้มครเธอให้ดีที่สุด ปฏิบัติต่อเธออย่างนุ่มนวลอย่าให้เธอต้องเสียใจ บอกว่าตอนที่เธอยังเป็นของเขาอยู่นั้น ถ้าเขาดีกับเธอเหมือนอย่างที่บอกนี้ เธอคงไม่ทิ้งไปมีคนรักใหม่อย่างแน่นอน พร้อมกับย้ำว่าถ้าเมื่อใดที่เขา (หมายถีงคนรักใหม่ของเธอ) ค้นพบว่าจริงๆแล้วไม่ได้รักเธอ ขอได้โปรดส่งเธอกลับคืนไปให้ด้วย

    ผมไม่ค่อยเจอเพลงฝรั่งที่จะมีใครแสดงความเป็นเจ้าของคนอื่นนะครับ อาจเป็นเพราะเขาให้ความสำคัญและเคารพในสิทธิและเสรีภาพของทุกๆคนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ต่างจากเพลงไทย เราจะพบเจอเนื้อหาประเภทเธอเป็นของฉัน ฉันเป็นของเธอมากมายเต็มไปหมด เพลง “คีรีบูนบิน” ของคุณสุเทพ วงศ์กำแหง เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ชายแม้จะรักเธอมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อเธอต้องการเป็นอิสระเขาก็ไม่ต้องการที่จะปล่อยเธอไป อ้างว่าโลกภายนอกอันตรายไม่ปลอดภัย เธออ่อนแอเกินไปจะเป็นอันตรายได้ สารพัดที่จะอ้าง

    ในความเป็นจริงไม่ว่าใครอยากเป็นอิสระด้วยกันทั้งนั้น การถูกกักขังในสภาพแวดล้อมที่สุขสบายแค่ไหนก็คงไม่มีใครปรารถนา “Go” ของ Tina Charles ท่อนหนึ่งยังบอกไว้เลยว่า “ให้ฉันเป็นปลาเพียงตัวเดียวในทะเลของเธอ ฉันก็อยากเป็นอิสระอยู่ดี” ความคิดที่จะครอบครองเพื่อเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคนอื่นจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย