Category: Storyteller

Category for music storyteller posts under entertainment

  • Wind of Change สัญญาณแห่ง การเปลี่ยนแปลงสังคม

    Wind of Change สัญญาณแห่ง การเปลี่ยนแปลงสังคม

    ดนตรีกับ การเปลี่ยนแปลงสังคม

    เมื่อคืนก่อนตอนที่นั่งเปิดเพลงจากยูทูปฟังหลังเสร็จสิ้นภารกิจประจำวันเหมือนทุกๆวัน บังเอิญเห็นคลิปวิดีโอเพลง “Wind of Change” ของวงสกอร์เปียนส์ (Scorpions) สะดุดตาที่เห็นภาพปก (thumbnail) เป็นรูปธงไทยและยังมีคำบรรยายเป็นภาษาไทยด้วยเลยลองเข้าไปเปิดฟัง ที่จริงมันก็คือเพลงต้นฉบับของสกอร์เปียนส์นั่นแหละครับแล้วคนไทยคนหนึ่งแกเอาคลิปวิดีโอกับภาพนิ่งของตัวเองมาตัดต่อให้เป็นมิวสิควิดิโอประกอบเพลง ภาพที่เอามานอกจากธงไทยที่โบกสะบัดเป็นพื้นหลัง ยังมีภาพกิจกรรมการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่และน้องๆนักเรียนนักศึกษา ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเขาเมื่อปี 2020 เมื่อประสานกับความหมายของบทเพลงมันทำให้คนฟังสัมผัสได้ถึงสัญญาณของ การเปลี่ยนแปลงสังคม ที่กำลังเกิดขึ้น ดุจดั่งความมายของบทเพลงตามที่ผู้ประพันธ์ตั้งใจสื่อกับผู้ฟังมาตั้งแต่ต้น

    ในความเห็นส่วนตัว “Wind of Change” เป็นเพลงที่ดีที่สุดของสกอร์เปียนส์ แม้จะเป็นแนวบัลลาดเรียบๆ เย็นๆเนื้อหาไม่ซับซ้อนแต่ฟังแล้วให้อารมณ์ความรู้สึกถึงสัญญาณความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ผู้แต่งต้องการสื่อสารได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้ภาษาเรียบง่ายตรงไปตรงมาผู้ฟังราวกับมองทะลุเหตุการณ์ไล่เลียงลำดับได้แจ่มชัด เสียงผิวปากเยือกเย็นทั้งตอนเริ่มต้นและท่อนท้ายของเพลงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย ผิวกายและเสียงของสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ลึกลงไปถึงภายในจิตใจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า เพลงนี้เป็นแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติหรือ การเปลี่ยนแปลงสังคมในหลายเหตุการณ์ ทั้งการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและสหภาพโซเวียต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอีกหลายครั้งหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคิดว่าคงมีทั้งที่เป็นไปไม่ได้และทั้งที่อาจมีส่วนที่เป็นจริง ซึ่งเราคงต้องมาวิเคราะห์กันครับ

    บทกวีหรือบทเพลงจะสร้างแรงบันดาลใจอย่างไรให้กับผู้คนหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่ๆการประพันธ์บทเพลงหรือบทกวีผู้แต่งย่อมได้รับแรงบันดาลใจบางอย่างจากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ประทับใจ “Wind of Change” ก็เช่นเดียวกัน มีผู้ให้ความเห็นหลายความเห็นใน songfacts.com กล่าวว่า เคลาส์ ไมน์เนอ (Klaus Meine) นักร้องนำของวงสกอร์เปียนส์และเป็นผู้แต่งเพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการที่เข้าร่วมแสดงคอนเสิร์ตที่เลนินกราดในปี 1988 และที่มอสโกในปี 1989 ความกระตือรือร้น จำนวนผู้ชมที่มีมากจนน่าประหลาดใจ และการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ชมอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น ทำให้เขาและเพื่อนร่วมวงรับรู้ถึงสัญญานแห่ง การเปลี่ยนแปลงสังคม ครั้งใหญ่ว่ากำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานอย่างแน่นอน และในบางตอนของเนื้อเพลงก็จะมีทั้งสถานที่และสัญลักษ์ของความเป็นรัสเซียเช่น สวนสาธารณะกอร์กี้ (Gorky Park), แม่น้ำมอสควา (Moskva River), รวมถึงเครื่องดนตรีพื้นเมืองของรัสเซียที่เรียกว่าบาลาไลกา (Balalaika) ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์แต่มีสามสาย นั่นคงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าบทเพลงนี้มีที่มาจากความเปลี่ยนแปลงของสหภาพโซเวียตจริง

    ร็อคหลังม่านเหล็ก

    ในปี 1988 สกอร์เปี้ยนส์ วงดนตรีร็อคจากเยอรมันตะวันตกมีโอกาสเข้ามาแสดงสดที่ Sport-an-Concert Complex ในเลนินกราด (Leningrad ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Saint Petersburg) โดยแสดงติดต่อกันถึง 10 รอบ (17-26 เมษายน 1988) มีแฟนเพลงเข้าชมคืนละไม่ต่ำกว่า 15,000 คนทุกคืน สกอร์เปียนส์ซึ่งเป็นวงดนตรีจากฝั่งตะวันตกวงแรกๆที่มีโอกาสมาทำการแสดงในเขตแดนของสหภาพโซเวียตได้รับการต้อนรับจากผู้ชมอย่างหนาแน่นจนต้องมีเจ้าหน้าที่ KGB เข้ามาให้ความสะดวกในการเข้าออกของสมาชิกวงเพื่อกันไม่ให้แฟนเพลงชาวรัสเซียเข้ามาใกล้ชิดมากจนเกินไป

    ในปีถัดมาวงดนตรีร็อคชื่อดังจากทั้งยุโรปและอเมริกา(*)ก็มีโอกาสข้ามผ่านม่านเหล็ก (Iron Curtain) ที่แข็งแกร่งที่สุดในอดีตเพื่อไปแสดงสดให้เพื่อนพ้องในสหภาพโซเวียตได้ชื่นชมกัน เมื่อมีการจัดเทศกาลดนตรีสันติภาพมอสโก (Moscow Music Peace Festival) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันครั้งเดียวของวงดนตรีและศิลปินที่มีชื่อเสียงเปิดการแสดงในกรุงมอสโก เมื่อวันที่ 12-13 สิงหาคม 1989 เพื่อส่งเสริมสันติภาพของโลกและสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติในการต่อสู้กับสงครามยาเสพติดและแอลกอฮอล์ในรัสเซีย นี่คือส่วนหนึ่งของยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสหภาพโซเวียต

    ประมาณกันว่ามีเยาวชนและคนหนุ่มสาวชาวรัสเซียจากทั่วทุกสารทิศเข้าร่วมงานนี้ราว 120,000 – 220,000 คน ทุกคนแสดงออกถึงความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ด้วยดวงตาที่กระหายเสรีภาพอย่างที่เพื่อนในโลกเสรีเขามีกัน สมาชิกวงสกอร์เปียนส์เป็นชาวเยอรมันจึงมีความใกล้ชิดและรับรู้ความต้องการของคนเหล่านี้ได้ดี พวกเขาไม่ใช่แค่ได้รับประสบการณ์จากการแสดง แต่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของคนหนุ่มสาวที่นั่นเช่นเดียวกัน เคลาส์ ไมน์เนอได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Rolling Stone ว่า “พวกเขาเหมือนนั่งเรือไปตามแม่น้ำมอสควา และคนที่อยู่บนเรือลำนั้นมีทั้งวงดนตรีทุกวง นักข่าวเอ็มทีวี และทหารกองทัพแดง… มันเป็นช่วงเวลาที่สร้างแรงบันดาลใจสำหรับพวกเขา มันเหมือนกับว่าโลกทั้งใบอยู่ในเรือลำนั้นที่พูดภาษาเดียวกัน นั่นคือดนตรี” และยังได้เสริมอีกว่า “เมื่อสกอร์เปียนส์เริ่มการแสดง บรรดาทหารกองทัพแดงและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ทำหน้าที่อยู่ ทุกคนหันหน้ามาทางเวทีแล้วเริ่มโยนหมวกและเสื้อแจ็กเก็ตของพวกเขาไปบนอากาศ มันวิเศษมากราวกับโลกทั้งใบเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา เด็กหนุ่มสาวชาวรัสเซียเหล่านั้นรู้สึกได้ว่ายุคของสงครามเย็นคงสิ้นสุดลงในไม่ช้า นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะบอกไปในบทเพลง”

    พลังแห่งดนตรีและคนหนุ่มสาว

    Klaus Meine from the Scorpions at the See-Rock Festival 2014
    Alfred Nitsch, CC BY-SA 3.0 via Wikimedia Commons

    ถ้าจะถามว่าร็อคคอนเสิร์ตให้อารมณ์ความรู้สึกระหว่างผู้เข้ามีส่วนร่วมอย่างไรคงอธิบายยาก สำหรับตัวเองเคยมีประสบการณ์ มีส่วนร่วมอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นหลายครั้งจึงเข้าใจถึงความรู้สึกและพลังของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของฝูงชนชาวร็อคได้ดี จำได้ถึงอารมณ์เก่าๆสมัยยังเรียนอยู่ที่รามคำแหง ตอนที่วงสกอร์เปียนส์เข้ามาเปิดการแสดงสดครั้งแรกในประเทศไทยที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก ถ้าจำไม่ผิดประมาณกลางปี 1984 กับเพื่อนๆหลายคนไปยืนตาละห้อยอยู่ประตูหลังเวทีเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าตั๋ว หลังคอนเสิร์ตเริ่มได้ไม่กี่เพลงพวกแฟนเพลงที่มีใจเต็มร้อยแต่ตังค์มีน้อยทั้งหลายที่ออกันอยู่พากันแหกประตูวิ่งเข้าไปด้านใน พวกเราก็เลยจำใจวิ่งตามเข้าไปด้วยไม่มีเจตนาเข้าไปดูฟรีแต่อย่างใด จะว่าไปแล้วพวกผมค่อนข้างโชคดีเพราะในปีนั้นได้มีส่วนเข้าร่วมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ร่วมกับแฟนเพลงร็อคสไตล์ฮาร์ดร็อคและเฮฟวี่เมทัลชื่อดังจากยุโรปถึงสองวงคือ Def Leppeard (อังกฤษ) ในตอนต้นปี และ Scorpions (เยอรมันนี) ในช่วงกลางปี (ที่จริงวงดนตรีพวกนี้เขามีแนวเพลงหลากหลายสไตล์ หวานๆซึ้งๆแนวบัลลาดก็มีไม่ใช่แหกปากตะโกนเสียงดังๆเท่านั้น)

    ประสบการณ์เหล่านี้มันทำให้เราเข้าใจคำว่าพลังของดนตรีและพลังของคนรุ่นใหม่ ประวัติศาสตร์สังคมโลกได้บันทึกเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาจากความเสื่อมถอยของระบบ-ระบอบเก่าๆไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าโดยเด็กๆและคนหนุ่มสาวต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย เมื่อสังคมกำลังคืบคลานสู่จุดต่ำสุด เด็กๆและคนหนุ่มสาวเหล่านี้นี่เองที่จะเป็นผู้จุดประกายนำสังคมเพื่อฉุดรั้งไม่ให้ล่มสลายลงไป พร้อมทั้ง เปลี่ยนแปลงสังคม ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ในขณะที่บรรดาผู้ใหญ่และผู้อาวุโสหัวก้าวหน้าก็จะทำหน้าที่เป็นเสมือนกำแพงและกองหนุนคอยสนับสนุนและปกป้องอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็แน่นอนว่าจะต้องถูกต่อต้านจากคนรุ่นเก่าที่สูญเสียผลประโยชน์ ส่วนจะมาก น้อย รุนแรงหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    จริงอยู่ว่าดนตรีและพลังของคนหนุ่มสาวไม่ได้เป็นปัจจัยหลักของ การเปลี่ยนแปลงสังคม แต่มันต้องมีการสะสมของปัญหาทั้งด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ความเชื่อและวัฒนธรรมที่คนรุ่นก่อนๆปล่อยให้เกิดเป็นปัญหาหมักหมม ไม่ได้รับการแก้ไข ความเห็นแก่ตัวของผู้ปกครองที่หวังเพียงรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของพวกตนไว้ รวมถึงระบบอบการปกครองที่กดขี่ ล้าหลังซึ่งท้ายที่สุดสังคมและประชาชนก็จะไม่ยอมตกอยู่ในสภาพเดิมอีกต่อไป ความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงก็จะตามมา เยาวชนคนหนุ่มสาวมีธรรมชาติของการแข็งขืนต่อต้านหรือเป็นกบฏในตัวอยู่แล้ว เมื่อพวกเขามองไม่เห็นอนาคต จึงมักเป็นคนกลุ่มแรกที่ออกมาต่อต้าน สิ่งที่จะรวมใจคนเหล่านี้ไม่ใช่ความเชื่อทางศาสนาหรือคำสั่งสอนของพ่อแม่หรือผู้ปกครองรัฐ แต่เป็นอุดมการณ์ร่วมที่เป็นสากลผ่านสิ่งที่เรียกว่าดนตรี

    ตอนนั้นสกอร์เปียนส์ยังไม่ได้ออกเพลง “Wind of Change” นะครับ เพิ่งมาออกเมื่อต้นปี 1991 (บันทึกเสียงปี 1990) หลังกำแพงเบอร์ลินล่มสลายและเยอรมันรวมประเทศแล้ว ส่วนอดีตสหภาพโซเวียตก็กำลังวุ่นวายทั้งปัญหาเศรษกิจ, การคอรัปชั่น, มาเฟีย, สารพัดปัญหา ที่ผ่านมาระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์โดยการนำของผู้นำทางทหารที่ไม่ประสีประสาในการบริหารประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษกิจ ความด้อยประสิทธิภาพของระบบการรวมศูนย์การผลิต ทำให้รัฐต่างๆต้องการแยกตัวเป็นอิสระ หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ใฝ่หาอิสระภาพและเสรีภาพมากขึ้นทุกขณะ

    ดนตรีร็อคเข้ามาเป็นที่นิยมในสหภาพโซเวียตตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 มีวงดนตรีร็อคประจำถิ่นของรัสเซียเองในหลายรูปแบบทั้งคลาสสิคร็อค, อัลเทอร์เนทีฟ, พังค์, และเฮฟวี่เมทัลเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวงใต้ดิน (underground) เนื่องจากขัดต่อแนวคิดสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ หลังนโยบายเปเรสตรอยก้าและกลาสนอสต์ วงดนตรีเหล่านี้มีอิสระและเปิดกว้างมากจนสามารถไปบันทึกเสียงในยุโรปและอเมริกาได้ รวมถึงสามารถเปิดการแสดงได้เช่นเดียวกับวงดนตรีในฝั่งตะวันตก ทางการได้จัดตั้ง “The Leningrad Rock Club” เพื่อให้กลุ่มศิลปินที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเอาผลงานมานำเสนอต่อสาธารณชนได้อย่างเสรีและมันก็ได้เป็นสถานที่เริ่มต้นของกลุ่มร็อคที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา ดนตรีร็อคจึงเป็นส่วนหนึ่งของเยาวชนคนหนุ่มสาวชาวรัสเซียมาอย่างยาวนานไม่ต่างจากหนุ่มสาวในซีกโลกตะวันตก เพียงแต่ขาดเสรีภาพในการแสดงออกเท่านั้น

    นโยบายทางการเมืองกับ การเปลี่ยนแปลงสังคม

    Yuryi Abramochkin / CC-BY-SA 3.0, CC BY-SA 3.0 via Wikimedia Commons

    ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือเพราะระบอบเก่ามันเน่าจนทานไม่ไหวแล้ว ในตอนนั้นมิคาอิล กอร์บาชอพ (Mikhail Gorbachev) เข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้นำ กอร์บาชอฟเป็นชาวรัสเซียเชื้อสายยูเครนเกิดในครอบครัวชาวนายากจน เคยเป็นแกนนำเพื่อสนับสนุนนโยบายล้างระบอบสตาลินของนิกีต้า ครุสซอฟ จนในที่สุดเติบโตจนได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีซึ่งถือเป็นผู้นำสูงสุดของโซเวียตในขณะนั้น เขาได้ริเริ่มโครงการปฏิรูปและปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งกำลังประสบปัญหาอย่างยิ่งขณะนั้นด้วยนโยบาย “เปเรสตรอยก้า” (Perestroika :restructuring) ที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยในด้านเศรษฐกิจต้องปรับมาสอดคล้องกับสังคมโลกเป็นทุนนิยมมากขึ้น กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถระดมทุนได้ด้วยตนเอง ยกเลิกการผูกขาดโดยรัฐ รวมถึงการปฏิรูประบบราชการ ส่วน “กลาสนอสต์” (Glasnost :openness) จะให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ ให้เสรีภาพแก่สื่อ เสรีภาพทางสังคมและวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงยอมให้มีการตรวจแก้ประวัติศาสตร์ของชาติให้ตรงกับความเป็นจริง โดยหวังว่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆและความวุ่นวายทั้งหลายลงได้ แต่ก็สายเกินไปครับ

    อย่างไรก็ตามจากวิสัยทัศน์และนโยบายที่ค่อนข้างเปิดกว้างของกอร์บาชอฟ ทำให้คนรุ่นใหม่เกิดมีความหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น คนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะมากขึ้นโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ ซึ่งก่อนหน้านั้นวงดนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีร็อคจากตะวันตกไม่มีโอกาสเข้ามาแสดงหรือแม้แต่การรับฟังเพลงเหล่านี้ก็เป็นเรื่องต้องห้ามเนื่องจากขัดกับหลักการทางวัฒนธรรมของระบอบคอมมิวนิสต์ เปเรสตรอยก้าและกลาสนอสต์ทำให้เกิดการเปิดกว้างและสามารถรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้าไปเผยแพร่ได้ เครมลินให้อิสระกับรัฐในปกครองมากขึ้น คนหนุ่มสาวชาวรัสเซียรวมถึงรัฐอื่นๆของโซเวียตสามารถเปิดฟังเพลงจากวงดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบได้อย่างอิสระไม่ต้องหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป ที่ผ่านมาในเยอรมันมีวงดนตรีระดับโลกเปิดการแสดงสดติดกำแพงเบอร์ลินฝั่งตะวันตกเพื่อเรียกร้องเสรีภาพให้กับเพื่อนร่วมชาติที่อยู่ในฝั่งตะวันออกหลายครั้ง คนหนุ่มสาวที่อยู่ใต้ปกครองของเผด็จการคอมมิวนิสต์มีโอกาสแค่มารวมกลุ่มชะเง้อมองแสงไฟวับวาบและฟังเสียงกรีดร้องด้วยความสนุกสนานกระหึ่มอยู่หลังกำแพงใหญ่ ด้วยใจที่สั่นระริกพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อคลอดวงตาทั้งสองข้างของพวกเขา แต่กระนั้นก็ยังถูกขัดขวาง ปราบปราม จับลากไปกับพื้นถนนและถูกนำตัวไปดำเนินคดี ซึ่งคนหนุ่มสาวในโซเวียตเองรับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆเหล่านี้เป็นอย่างดี และเมื่อกำแพงเบอร์ลินล่มสลายในปี 1989 เยอรมันรวมเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้การปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยในตอนปลายปี 1990 จึงเป็นแรงกระตุ้นครั้งสำคัญของพวกเขาที่ปรารถนาให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสหภาพโซเวียตเช่นเดียวกันนั้นบ้าง

    ความเป็นมาของสหภาพโซเวียต

    Steve/Ruth Bosman, CC BY 2.0 via Wikimedia Commons

    สหภาพโซเวียตมีรากฐานมาตั้งแต่การโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟและการเข้ามามีอำนาจของบอลเชวิคในปี 1917 ต่อมาในปี 1922 จึงได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการโดยสนธิสัญญาสหภาพแรงงาน มีรัสเซีย, ยูเครน, เบลารุส, และทรานส์คอเคซัส (ซึ่งต่อมาแยกตัวออกเป็นจอร์เจีย, อาร์เมเนีย, และอาเซอร์ไบจานในปี 1936) เข้าร่วมสู่สหภาพโซเวียตเป็นกลุ่มแรก และได้รับการรับรองโดยเยอรมันนีในปีนั้นเอง ในปี 1924 สหภาพโซเวียตนำรัฐธรรมนูญตามระบอบเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพมาใช้ มีการกำหนดกรรมสิทธิ์ในที่ดินของสาธารณชนและวิธีการผลิต เมื่อเลนินเสียชีวิต โจเซฟ สตาลินเข้ามาเป็นผู้นำ เขาได้นำเอาการปกครองในแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จมาใช้ มีการยึดที่ดินจากเจ้าของที่ดินเป็นของรัฐ ชาวนาและเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยถูกสังหารและยึดทรัพย์หลายล้านครอบครัว ในช่วงปี 1936-1938 ระบอบสตาลินโดยการนำของลีออน ทรอสกี้ได้ทำการกวาดล้างบรรดาบุคคลในกองทัพ, พรรคคอมมิวนิสต์, และรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านไปสังหารและจำคุกหลายพันคน ปี 1933 สหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองสหภาพโซเวียต และในปีถัดมาโซเวียตก็ได้เข้าเป็นสมาชิกสันนิบาตชาติ

    ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1940 กองทัพโซเวียตเข้ายึดครองลิทัวเนีย, ลัตเวีย, และเอสโตเนีย รวมเข้ากับสหภาพโซเวียต โรมาเนียได้ยกเบสซาราเบียและนอร์ทบูโควินาให้แก่สหภาพโซเวียต จัดตั้งเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตมอลโดวา (ปัจจุบันคือสาธารณรัฐมอลโดวา) ในปี 1941 เยอรมันเข้ารุกรานโซเวียตและยึดดินแดนบางส่วนแต่โซเวียตก็สามารถปกป้องมอสโกไว้ได้และทำการรุกกลับ ปี 1943 เยอรมันเริ่มพ่ายแพ้ที่สตาลินกราด และในที่สุดกองทัพแดงและชาติพันธมิตรก็สามารถยึดเบอร์ลินได้เมื่อเดือนพฤษภาคม 1945, 2 กันยายน 1945 สงครามโลกครั้งที่สองยุติลง

    มีนาคม 1953 สตาลินเสียชีวิต กุมภาพันธ์ 1956 นิกิต้า ครุสชอฟกล่าวสุนทรพจน์อย่างลับๆ ต่อการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 20 เพื่อประณามการปกครองแบบเผด็จการและบุคลิกส่วนตัวของสตาลิน 11 มีนาคม 1985 มิคาอิล กอร์บาชอฟ เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตและประกาศนโยบายกลาสนอสต์และเปเรสตรอยก้า ในปี 1989 เกิดการปฏิวัติโค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์ในบังคับของโซเวียตในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก เริ่มจากโปแลนด์ไปฮังการี, เยอรมนีตะวันออก, บัลแกเรีย, เชโกสโลวะเกีย, และโรมาเนีย ในปีนั้นโซเวียตถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน เกิดการจลาจลของกลุ่มชาตินิยมในจอร์เจีย พรรคคอมมิวนิสต์ลิทัวเนียประกาศอิสรภาพจากพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต จัดให้มีการเลือกตั้งอย่างเปิดเผยของรัฐสภาชุดใหม่ของประชาชนเป็นครั้งแรก

    ในปี 1989 สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตใช้เสรีภาพจากนโยบายของกอร์บาชอฟเป็นประโยชน์ในการเรียกร้องเอกราชเพิ่มขึ้นโดยมี ลัตเวีย, เอสโตเนีย, และลิทัวเนียเป็นกลุ่มประเทศแรก

    9 พฤศจิกายน 1989 กำแพงเบอร์ลินซึ่งก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ 13 สิงหาคม 1961 ล่มสลาย ปิดฉาก 28 ปีตำนานอัปยศของกำแพงนรกที่แบ่งแยกคนเชื้อชาติเดียวกันมาเกือบสามทศวรรษแห่งนี้ลงอย่างสมบูรณ์ หลังจากนั้นอีกไม่ถึงปีในวันที่ 3 ตุลาคม 1990 สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมันหรือเยอรมันตะวันออก (German Democratic Republic : GDR) เข้ารวมเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐเยอรมัน (Federal Republic of Germany)เยอรมันกลับมารวมเป็นประเทศเดียวกันอีกครั้งในรูปแบบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย

    ในปี 1990 อาร์เมเนีย, มอลโดวา, ยูเครน, และจอร์เจียจึงเรียกร้องเอกราชตามมาเช่นกัน พรรคคอมมิวนิสต์ลงมติยุติการปกครองแบบพรรคเดียว โดยเปิดโอกาสให้มีฝ่ายค้านทางการเมือง และสภานิติบัญญัติที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย ลงมติให้ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ ประกาศอำนาจอธิปไตยของรัสเซียเป็นรัฐอิสระซึ่งก็คือประเทศรัสเซียในปัจจุบัน ในความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะรักษาสหภาพโซเวียตไว้ด้วยกัน กลุ่มคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงได้พยายามก่อรัฐประหารขึ้นในเดือนสิงหาคม 1991 แต่ประสบความล้มเหลวเมื่อประชาชนออกมาต่อต้านเต็มไปทั่วทุกสถานที่ ทำให้กองทัพปฏิเสธที่จะสู้รบกับประชาชน, 24 ธันวาคม 1991 กอร์บาชอฟลาออกจากตำแหน่งผู้นำสหภาพโซเวียต และส่งต่ออำนาจให้กับบอริส เยลต์ซิน

    และแล้วในวันที่ 26 ธันวาคม 1991 สภาแห่งสาธารณรัฐซึ่งเป็นสภาสูงของศาลฎีกาโซเวียต โหวตให้สหภาพโซเวียตสิ้นสุดของการดำรงอยู่ อันเป็นการสิ้นสุดรัฐคอมมิวนิสต์ที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่ และทรงอำนาจมากที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    แรงบันดาลใจหรือแค่ความประทับใจ

    “Wind of Change” เป็นบทเพลงที่เป็นแรงจูงใจหรือแรงบันดาลใจให้เกิดการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและสหภาพโซเวียตหรือไม่ จากลำดับเวลาของเหตุการณ์และข้อมูลที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นคงพอสรุปได้ว่า “ไม่ใช่ทั้งสองกรณี” บทเพลงนี้เป็นเพียงบันทึกภาพประทับใจซึ่งผู้เขียนได้พบเห็นจากประสบการณ์จริง จากการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์และเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ เนื้อหาของบทเพลงที่บรรยายถึง “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” จึงเปรียบเสมือนบันทึกที่ถูกจดจารลงบนไดอารี่เล่มหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่ไดอารี่นี้สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่เปิดอ่านนับล้านๆคนทั่วโลก อย่างไรก็ตามเมื่อมีสัญญาณแห่ง การเปลี่ยนแปลงสังคม ในอนาคต “Wind of Change” สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมาได้ แต่ไม่ใช่ในฐานะตัวการที่สร้างแรงกระแทก (Impact) โดยตรง อาจทำได้เพียงแค่ให้กำลังใจผู้คนได้บ้างเท่านั้นเอง

    ทฤษฎีสมคบคิด

    ส่วนในกรณีที่เพลงดังกล่าวเป็นหัวข้อของพอดคาสต์ “Wind of Change” เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2020 ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับที่มาของเพลงว่าสกอร์เปียนส์ไม่ได้แต่งเพลงนี้ขึ้นเอง แต่เกิดจากสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐหรือ CIA แต่งขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ในการโฆษณาชวนเชื่อให้เกิดการล่มสลายของคอมมิวนิสต์เร็วขึ้นโดย Patrick Radden Keefe นักเขียนชาวนิวยอร์กและผู้ดำเนินรายการพอดคาสต์ซึ่งเป็นผู้อ้างว่าเขาได้รับข้อมูลนี้มาจากผู้ที่ใกล้ชิดกับหน่วยงานดังกล่าวเล่าให้เขาฟัง ในเรื่องนี้เคลาส์ ไมน์เนอได้ให้สัมภาษณ์ดอน เจมีสันในรายการ “That Jamieson Show” ออกอากาศเมื่อ 12 กรกฎาคม 2020 ว่า “เขาไม่คิดว่าจะมีใครเชื่อเรื่องแบบนั้น คิดว่าความสำเร็จของพอดคาสต์ “Wind of Change” ก็เพราะเมื่อผู้คนเข้ามาฟังมันเป็นสถานการณ์ที่ต่างคนต่างคิด มันน่าจะเป็นไปได้ หรือไม่ได้ น่าจะจริงหรือไม่จริง พอมีเรื่องสกอร์เปียนส์กับซีไอเอมันก็จะกระจายไปทั่วโลก ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริงเลย แต่มันก็แสดงให้ถึงพลังของดนตรีว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ถ้าพวกเขาคิดว่าเพลงนี้จะเป็นเครื่องมือที่จะใช้ทำลายระบอบคอมมิวนิสต์แล้วละก็..(หัวเราะ)” ท้ายที่สุดดูเหมือนว่าเรื่องที่ซีไอเอแต่งเพลง “Wind of Change” จะเป็นแค่เพียงอีกหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy theory)เท่านั้นเอง

    คลื่นลูกใหม่ สังคมใหม่ กับสายลมที่กำลังพัดมา

    Milktea2020, CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons

    The world is closing in
    Did you ever think
    That we could be so close, like brothers

    The future’s in the air
    Can feel it everywhere
    Blowing with the wind of change

    Take me to the magic of the moment
    On a glory night
    Where the children of tomorrow dream away
    In the wind of change

    เนื้อเพลง : Wind of Change (บางส่วน)
    ผู้แต่ง : Klaus Miene


    หมายเหตุและลิงก์เพื่อการอ้างอิง

    (*)วงดนตรีและนักดนตรีรับเชิญที่ร่วมการแสดงในงาน Moscow Music Peace Festival ประกอบไปด้วย Cinderella(อเมริกัน), Scorpions(เยอรมัน), Skid Row(อเมริกัน), Montley Crue(อเมริกัน), Bon Jovi(อเมริกัน), Ozzy Osbourne(อังกฤษ), Gorky Park(รัสเซีย), Brigada S(โซเวียต/รัสเซีย), และแขกรับเชิญพิเศษ Jason Bonham (ลูกชาย John Bonham)

    ฟังเพลง Wind of Change
    Scorpions – Wind Of Change (Official Music Video)
    https://www.youtube.com/watch?v=n4RjJKxsamQ

    How Scorpions’ ‘Wind of Change’ Helped Define a Moment in History | https://ultimateclassicrock.com/scorpions-wind-of-change-history/

    The former Soviet leader Mikhail Gorbachev full interview – BBC News
    https://www.youtube.com/watch?v=qYVsKoQXATY

    KLAUS MEINE Says Rumor That CIA Wrote SCORPIONS’ ‘Wind Of Change’ Shows How Powerful Music Can Be
    https://www.blabbermouth.net/news/klaus-meine-says-rumor-that-cia-wrote-scorpions-wind-of-change-shows-how-powerful-music-can-be/

    Did the CIA Write a Rock Song to End the Cold War?
    https://www.youtube.com/watch?v=uDZFksTnx58

    ‘Scorpions’ Klaus Meine Interview
    https://www.youtube.com/watch?v=4Hj4PCglmPQ

  • ทางใครทางมัน

    ทางใครทางมัน

    ดนตรีเล่าความตอนที่แล้วเขียนถึงบทเพลงของ Suzanne Vega กับ Tracy Chapman ที่บอกเล่าเกี่ยวกับความรุนแรงในเด็กและความรุนแรงในครอบครัว อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกเครียดไปหน่อย แต่มันก็เป็นปัญหาคู่กับสังคมทุกสังคมมาโดยตลอด การนำเรื่องราวเหล่านี้มาเผยแพร่ก็เพื่อให้สังคมได้รับรู้ ตระหนัก และช่วยกันหาวิธีการหรือหนทางเพื่อการป้องกันแก้ไขให้ปัญหาเหล่านี้ให้ลดน้อยลงนั่นเอง

    “ครอบครัว” คำนี้หลายคนมองว่าเป็นเรื่องง่ายๆ พื้นๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน เริ่มต้นจากคนสองคนที่มีความรัก ความเข้าใจต่อกัน มีทัศนคติ ความชอบในเรื่องคล้ายๆกัน เลือกที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน แล้วก็คงจะสร้างเป็นครอบครัวที่มั่นคงอบอุ่นให้ลูกหลานในอนาคตใช้เป็นที่พึ่งพิงอย่างมีความสุขได้ตลอดไป

    แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้คนสองคนจะมีทัศนคติและความชอบที่คล้ายกัน แต่ทุกคนก็มีโลกเป็นของตนเอง มีพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่อยากให้ใครเข้ามาวุ่นวายซึ่งอีกฝ่ายอาจจะมองไม่เห็น การเข้ามารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวเพียงครั้งสองครั้งคงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากสิ่งเหล่านี้ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีก และเป็นการกระทำโดยตั้งใจ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองก็อาจสั่นคลอน หรือหนักที่สุดก็เกิดความแตกร้าวจนกระทั่งไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไปก็เป็นได้

    วันนี้เธอเดินจากไปแล้ว

    Girl walk away
    Photo by Filip Mroz on Unsplash

    “The Most Beautiful Girl” บทเพลงของชาร์ลี ริช (Charlie Rich) บรรยายความรู้สึกของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียสาวงามอันเป็นสุดที่รักของตนไป ถึงจะไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์มีความเป็นมาอย่างไร แต่จากข้อความในบทเพลง เธอน่าจะได้รับการกดดันทางจิตใจบางอย่างจากชายหนุ่มไม่น้อย จนในที่สุดก็ตัดสินใจเดินออกไปจากชีวิตของเขา..

    ..คุณครับ คุณเห็นผู้หญิงคนหนึ่งผ่านมาทางนี้บ้างไหม
    ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกคนนั้น คนที่เพิ่งเดินจากฉันมา
    ถ้าคุณเจอเธอ..เธอร้องไห้หรือเปล่า

    ตื่นขึ้นมาเมื่อเช้า นึกทบทวนสิ่งที่ทำลงไป
    ฉันยืนโดดเดี่ยวในยามเช้าที่หมองหม่น
    รู้ว่าสูญเสียแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณไปแล้ว
    ขวัญเสีย..ได้แต่พูดกับตัวเอง

    เมื่อความปวดร้าวถาโถมเข้าใส่
    รู้ตัวว่าทำผิด ไม่คิดมาก่อนเลย
    ฉันเองที่ทำให้สิ่งที่มีค่าที่สุด..หลุดมือไป

    ..เห็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกผ่านมาทางนี้บ้างไหม
    ถ้าคุณเจอ เธอร้องไห้หรือเปล่า..เธอร้องไห้ไหม?
    คุณครับ คุณเห็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกบ้างไหม…

    บอกเธอ..ฉันเสียใจ
    บอกเธอ..ฉันต้องการเธอ ที่รัก
    บอกเธอได้ไหมว่าฉันรักเธอ..

    เมื่ออยู่กันไม่ได้ ก็จงไปเสีย

    Ray Charles in black and white photo
    Ray Charles by Eric Koch / Anefo, CC0, via Wikimedia Commons

    การทำร้ายจิตใจกันอาจจะไม่ใช่ปัญหาเดียว ความรับผิดชอบก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง และอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ครอบครัวล่มสลายลงได้เช่นกัน บทเพลงสนุกๆของเรย์ ชาร์ล (Ray Charles) ชื่อ “Hit The Road Jack” ที่สาวเจ้าไม่อาจทนคู่ชีวิตที่ทำตัวเป็นหนุ่มเจ้าสำอางลอยไปลอยมาไม่ยอมทำงานทำการ ในที่สุดต้องตัดสินใจไล่เขาออกจากชีวิตไปเสีย

    หญิง : ไสหัวไปเลยแจ๊ค แล้วไม่ต้องกลับมาอีก ไม่ต้องกลับมาอีกเลย
    แจ๊ค : ว่าไงนะ
    หญิง : บอกว่าออกจากบ้านไปเลยแจ๊ค แล้วไม่ต้องซมซานกลับมาอีก
    แจ๊ค : ยายเฒ่า..ยายเฒ่า..อย่าใจร้ายกับฉันแบบนี้นะ
    พูดแบบนี้เธอจะเป็นหญิงแก่ที่ใจร้ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอ
    ฉันคงต้องเก็บเสื้อผ้าแล้วไปจากนี่
    หญิง : เออ !…ไสหัวไปเลยแจ๊ค แล้วไม่ต้องกลับมาอีก
    แจ๊ค : ว่าไงนะ
    หญิง : ก็บอกว่าออกจากบ้านไปเลย ไม่ต้องกลับมาอีก
    แจ๊ค : เดี๋ยวที่รัก เดี๋ยว..ฟังก่อน อย่าทำกับฉันแบบนี้เลยนะ
    สัญญาว่าจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีเหมือนเดิม
    หญิง : ไม่สน (โว๊ย) ก็รู้ๆกันอยู่ ไม่ทำมาหากิน ไม่มีเงิน ก็ไม่มีประโยชน์
    แจ๊ค : ถ้าเธอพูดอย่างนี้ฉันคงต้องไป
    หญิง : เออ ! แล้วไม่ต้องกลับมาอีกนะ ไม่ต้องกลับมา
    แจ๊ค : ฉันไม่เข้าใจเธอเลย
    หญิง : ไม่ต้องกลับมา
    แจ๊ค : โอ..ที่รักอย่าใจร้ายแบบนี้เลย…
    หญิง : ไม่ต้องกลับมาอีก…

    Ray Charles เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง และนักเปียโนที่มีชื่อเสียง เป็นผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ดนตรี R&B เป็นที่นิยมของคนทั่วไป ด้วยอัธยาศัยที่ดีเพื่อนๆและบุคคลในแวดวงนักร้องนักดนตรีจึงมักเรียกเขาว่าพี่เรย์ (Brother Ray) และได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ เขาสูญเสียการมองเห็นตั้งแต่อายุได้ 4-5 ขวบด้วยโรคต้อหินเนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจนจึงไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีและกลายกลายเป็นผู้พิการทางสายตาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    Hit The Road Jack เป็นเพลงที่เพื่อนรักของเรย์ Percy Mayfield แต่งให้เขานำมาเรียบเรียงขับร้อง ได้รับการบันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี 1960 คำว่า “Hit the road” ไม่ได้แปลว่าตีหรือทุบถนนนะครับ โดยทั่วไปจะหมายถึงการออกเดินทางจะโดยรถยนต์หรือยานพาหนะใดก็ได้ แต่ถ้าเป็นแสลงจะหมายถึงการจากไป หรือไล่ให้ไปเสีย

    สองบทเพลงจากสองนักร้องระดับสากล อาจจะต่างอารมณ์ต่างความรู้สึก แต่ก็สะท้อนปัญหาของครอบครัวเหมือนกัน ในสังคมไทยคู่รักได้ข้อคิดจากคำสอนของพ่อแม่ผู้หลักผู้ใหญ่เตือนสติในวันแต่งงานสร้างครอบครัว เห็นตัวอย่างจากคนรุ่นก่อน จากญาติๆ จากคนข้างบ้าน ได้เห็นความสำเร็จและความผิดพลาดสำหรับนำมาเป็นตัวอย่างเพื่อปรับใช้กับตนเอง ขึ้นอยู่กับว่าจะตระหนักหรือละเลยที่จะทำเท่านั้น


    ลิงก์เพื่อการอ้างอิง

    ฟังเพลง Charlie Rich – The Most Beautiful Girl
    https://www.youtube.com/watch?v=qLbGeZSUrhg&list=RDMMqLbGeZSUrhg&start_radio=1

    ฟังเพลง Ray Charles – Hit The Road Jack (Official Lyrics Video)
    https://www.youtube.com/watch?v=uSiHqxgE2d0

    ชีวประวัติ Ray Charles
    https://en.wikipedia.org/wiki/Ray_Charles

  • บ้านนี้ช่างหนาวเหน็บ

    บ้านนี้ช่างหนาวเหน็บ

    ผมไม่ได้ดูทีวีมาเกือบสิบปีแล้ว เวลาที่จะเสพข่าวสารก็จะอาศัยสองช่องทางผ่านอินเทอร์เน็ตคือ ข่าวการเมือง สังคม เศรษฐกิจจากทวิตเตอร์ ซึ่งหากต้องการรายละเอียดเขาก็จะมีลิงก์โยงไปสำนักข่าวโดยตรงให้ ส่วนข่าวทั่วๆไปก็จะดูจากยูทูป เพราะสำนักข่าวทั้งหลายจะมารวมกันอยู่ที่นี่

    วันนี้เห็นข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กอีกแล้ว แม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่งใช้ไม้ตีลูกจนไม้หัก มีคนถ่ายคลิปวิดีโอแล้วนำมาเผยแพร่ สังคมมีคำวิพากย์วิจารณ์กันอย่างรุนแรง ไม่ว่าแม่ของเด็กจะบอกว่ารักลูก ห่วงความปลอดภัยและให้คำอธิบายอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการละเมิด ทารุณกรรม หรือกระทำความรุนแรงต่อเด็ก (Child Abuse) ซึ่งในบ้านเราปัจจุบันนี้ถือเป็นความผิดทางกฎหมายและจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบกับเรื่องนี้โดยตรงคอยดูแลอยู่

    ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กหลายกรณีด้วยกัน ที่สะเทือนความรู้สึกของสังคมมากที่สุดก็คือเหตุการณ์ที่พ่อเลี้ยงจับลูกเลี้ยงวัย 8 ขวบมัดมือโยง บังคับให้ดื่มน้ำปัสสาวะแล้วเฆี่ยนตีจนตาย กรณีนี้เริ่มจากการทารุณกรรมเด็กแล้วจบลงที่การฆาตกรรม ถือเป็นอาชญากรรม (Criminal) ซึ่งผู้ลงมือกระทำไม่สมควรได้รับการให้อภัยใดๆ อีกไม่กี่วันต่อมาก็มีข่าวพ่อแม่แท้ๆทุบตีแล้วเอาบุหรี่จี้ลูกวัยแค่ 4 ขวบจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และเรื่องราวเหล่านี้ก็คงไม่สิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น

    เมื่อเราย้อนกลับไปดูข่าวที่ผ่านมาหลายปีมานี้ จะเห็นว่ามีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าในสังคมของเรามีการกระทำความรุนแรงต่อเด็กแฝงอยู่ทุกที่จนแทบจะเป็นเรื่องปกติ ซึ่งแม้จะมีกฎหมายและบทลงโทษผู้กระทำก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลงไปเลย

    การทารุณกรรมเด็กคืออะไร

    การทารุณกรรมต่อเด็ก (Child Abuse) หมายถึงการกระทำความรุนแรงต่อเด็กโดยผู้ใหญ่ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งคนในครอบครัว พ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลภายนอกเช่นครู เพื่อนๆ พี่เลี้ยงเด็ก โคชกีฬา ฯลฯ รวมทั้งบุคคลอื่นที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับเด็กเลยก็ได้ การกระทำดังกล่าวหากเกิดขึ้นภายในครอบครัวก็จะรวมเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Abuse)

    การทารุณกรรมเด็กไม่ได้จำกัดเพียงแค่การกระทำโดยตรงต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการทำร้ายจิตใจ การกดดัน ดุด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง การเยาะเย้ย ล้อเลียนหรือทำให้อับอาย การละเลยไม่ดูแลเลี้ยงดูด้านความต้องการพิ้นฐานตามสมควรแก่ฐานะ ไม่ให้คำแนะนำสั่งสอนในด้านดีอย่างสม่ำเสมอ ละเลยต่อการให้ความรัก ความอบอุ่นและความปลอดภัย รวมถึงการทำให้เด็กเห็นความรุนแรงในครอบครัว และที่สำคัญคือการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก

    ในกรณีนักแต่งเพลงคนหนึ่งแสดงความรักต่อบุตรสาวผ่านทางโซเชียลมีเดีย แต่สังคมเห็นภาพแล้วมองว่าไม่เหมาะสม กรณีนี้หากเกิดในประเทศที่เจริญแล้วอาจเข้าข่ายละเมิดต่อเด็กได้ เพราะเมื่อสังคมวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ เด็กอาจถูกเพื่อนๆล้อเลียนจนเกิดผลกระทบต่อจิตใจของเด็กได้

    หยุดความรุนแรงด้วยบทกวีและเสียงเพลง
    Luka by Suzanne Vega
    MikeGarvey at English Wikipedia, CC BY-SA 3.0 , via Wikimedia Commons

    ในช่วงทศวรรษ 1980 นักกิจกรรมจำนวนมากได้รณรงค์ต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงภายในครอบครัว นักร้องนักแต่งเพลงหลายคนได้ออกผลงานเพื่อสะท้อนถึงปัญหานี้ให้สังคมตระหนักพร้อมทั้งเรียกร้องให้ออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อกรณีนี้โดยตรง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งและยังได้แพร่กระจายแนวคิดนี้ไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ทำให้สังคมโลกตระหนักและเห็นความสำคัญของปัญหามากยิ่งขึ้น

    หนึ่งในบทเพลงที่ต่อต้านการทารุณกรรมเด็กที่ได้รับการยอมรับอย่างมากเป็นผลงานของ Suzanne Vega ชื่อเพลง Luka เป็นเรื่องราวของเด็กชายที่อาศัยอยู่บนชั้นสองของอพาร์ทเม้นท์ เด็กน้อยถูกกระทำความรุนแรงจากบุคคลในครอบครัวอยู่เสมอแต่ยังพยายามปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอกที่อยากจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

    ..ผมชื่อลูก้า อาศัยอยู่ชั้นสองเหนือห้องของคุณ
    คุณก็คงเคยเห็นผมมาก่อนแล้ว
    ตอนดึกๆถ้าหากได้ยินเสียงอะไร
    แบบคล้ายๆมีปัญหาหรือเหมือนการต่อสู้กัน
    โปรดอย่าถามนะว่าเกิดอะไรขึ้น
    ..อย่าถามนะ..อย่าถาม !

    คิดว่าผมคงซุ่มซ่ามไปหน่อย
    พยายามไม่พูดดังเกินไปแล้ว
    หรืออาจเป็นเพราะผมติงต๊อง
    แต่ก็พยายามไม่ทำอะไรให้ดูเหมือนเย่อหยิ่ง

    พวกเขาก็แค่ตี..จนคุณร้องไห้
    ไม่ต้องถามนะว่าทำไม
    คุณอย่ามาซักไซ้ไล่เลียงอะไรอีก..
    ..อย่ามาถกเถียงกันอีกเลย

    แน่นอนผมคิดว่าผมโอเคนะ เดี๋ยวก็จะกลับไปเข้าห้องแล้ว
    ถ้าคุณจะถามว่าผมอยากบอกอะไรไหม
    มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรเลย
    คิดว่าผมอยากจะอยู่ตามลำพัง
    ไม่มีอะไรแตกหักเสียหาย ไม่มีอะไรถูกขว้างปา
    ไม่ต้องถามหรอกว่าผมเป็นยังไงบ้าง..ไม่ต้องถาม
    ผมชื่อลูก้า อาศัยอยู่บนชั้นสองเหนือห้องของคุณ…

    อย่ายุ่ง..นี่มันเรื่องของผัวเมีย
    Behind The Wall by Tracy Chapman
    © Hans Hillewaert / https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Tracy_Chapman_3.jpg

    ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสตรีเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงภายในครอบครัว ค่านิยม “ชายเป็นใหญ่” มักเป็นตัวการสำคัญและเป็นต้นตอของความรุนแรงนี้เสมอ ในหลายสังคมมองว่าสตรีและเด็กเป็นสมบัติที่ผู้ชายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวจะทำอย่างไรก็ได้ ค่านิยมลักษณะนี้มีสอดแทรกอยู่แม้ในส่วนของหลักศาสนา ถึงในปัจจุบันสังคมโลกจะยอมรับความเท่าเทียมกันของคนทุกคน แต่ในความเป็นจริงแล้วทัศนคตินี้ยังคงฝังหัวผู้คนอยู่อีกไม่น้อยเลย

    Tracy Chapman เป็นนักร้องนักแต่งเพลงอีกคนหนึ่งที่มักมีผลงานกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาต่างๆ จนถือว่าเป็นนักกิกรรมคนหนึ่งที่ทำเพื่อสังคมอยู่เสมอ เพลง Behind The Wall (ที่จริงน่าจะเรียกว่าบทกวีมากกว่า) บทเพลงที่เธอแต่งและขับร้องโดยไม่มีเสียงดนตรี เป็นบทเพลงเพื่อรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงต่อสตรี (Violence Against Women) เสียงร้องที่เยือกเย็นและหดหู่จนสามารถจินตนาถึงภาพของผู้หญิงหลังกำแพงคนนั้นได้เลย

    ..เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่นจากหลังกำแพงนั่น(อีกแล้ว)
    เป็นอีกคืนที่ไม่อาจข่มตาลงได้
    ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะโทรแจ้งตำรวจ
    ซึ่งกว่าจะมาถึงก็รอกันเป็นชาติ..ถ้าพวกเขามานะ

    เมื่อมาถึงก็จะบอกว่า
    พวกเขาไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงเรื่องภายในครอบครัว
    ระหว่างสามีภรรยา และเมื่อพวกเขาเดินออกประตูไป
    ..น้ำตาก็ไหลพรากๆอาบแก้มของเธอ

    เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงกรีดร้อง..จากนั้นก็เงียบสนิทไป
    รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงวิญญาณได้แต่สวดภาวนาว่าฝันไป
    เมื่อเห็นรถพยาบาลบนถนน
    และตำรวจบอกว่าพวกเขามาเพื่อระงับเหตุ

    หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว
    พวกเราจะข่มตาหลับกันได้อีกไหมนะ..

    คุณเคยเห็นพวกเขาไหม เด็กชายลูก้ากับผู้หญิงหลังกำแพงนั่น

    แม้ในปัจจุบันสังคมจะมีความตระหนักในเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว มีกฎหมายคุ้มครองปกป้องอยู่ก็ตาม แต่หากยังคงมีทัศนคติที่มีใครถือความเป็นใหญ่เหนือกว่าคนอื่น ยังชื่นชมบูชาลัทธิอำนาจนิยม(Authoritarianism) การแบ่งชนชั้นในสังคม (Hierarchical) เหตุการณ์อย่างนี้ก็จะยังคงวนเวียนอยู่ในสังคมนี้ต่อไปไม่ลดน้อยลงไปได้

    วันนี้พวกเราได้หยุดตั้งใจมองดูบ้างไหมว่า เด็กชายลูก้า และหญิงสาวหลังกำแพงนั่น พวกเขาอยู่รอบๆตัวเรา ในหมู่บ้าน ในคอนโดฯ ในชุมชนรอบๆตัวเราบ้างหรือเปล่า..
    ..หรือว่าอยู่ในบ้านของเรานี่เอง !


    ลิงก์ที่เกี่ยวข้องเพื่อการอ้างอิง

    ฟังเพลง Luka : Suzanne Vega
    https://www.youtube.com/watch?v=VZt7J0iaUD0

    ฟังเพลง Behind The Wall : Tracy Chapman
    https://youtu.be/huez5QyZ5lI

    Suzanne Vega – Luka | The story behind the song | Top 2000 a gogo
    https://www.youtube.com/watch?v=sKGoqpqJ-MM

    What is child abuse?
    https://www.government.nl/topics/child-abuse/what-is-child-abuse

    Violence against women
    https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/violence-against-women

    Worksheet written by Prof. Mena Bianco, Naples
    http://www.tuneintoenglish.com/behindthewall.pdf
    This worksheet is to be used for educational purposes only
    Activity © Tune into English 2010 – www.tuneintoenglish.com

  • จากดวงใจที่บอบช้ำ

    จากดวงใจที่บอบช้ำ

    เดือนแห่งความรักก็ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับเดือนนี้เป็นเดือนของสตรี จริงๆอยากจะหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับการต่อสู้ของสุภาพสตรีที่โลกบันทึกไว้มาเขียนเหมือนกัน แต่วันนี้จะยังขอต่อจากครั้งที่แล้วอีกนิดหนึ่งนะครับถือเสียว่าติดพันกันมาก็แล้วกัน

    ครั้งก่อนเราพูดถึงเรื่องกว่าจะมาเป็นความรักได้มันก็ต้องมีเรื่องราวมีอุปสรรคนานาประการ เพราะจริงๆแล้วความรักของหนุ่มสาวนี่มันเป็นตรรกะที่เชื่อมกันด้วย “และ” แบบตรรกะพีชคณิต (Boolean algebra) ที่เราเคยเรียนกันสมัยมัธยมต้นนั่นแหละครับ สมมติแทนค่าประพจน์ด้วยหญิงกับชายก็จะเป็น หญิงรักและชายรัก ผลคือสมหวัง, หญิงรักและชายไม่รัก ผลคือ ผิดหวัง, หญิงไม่รักและชายรัก ผลคือ ผิดหวัง, หญิงไม่รักและชายไม่รัก ผลคือ ผิดหวัง เห็นไหมครับว่าโอกาสที่จะให้คนสองคนมารักกันนี่ไม่ใช่ง่ายๆเลย

    The Love Effect ก็คือผลลัพท์จากผลกระทบที่เกิดขึ้นของความรักซึ่งอาจเป็นได้ทั้งมีความสุข สมหวังจนร่วมกันสร้างเป็นครอบครัวได้ (อันนี้ก็คงจะไม่เอามากล่าวถึงตอนนี้นะครับ) หรือผิดหวังจนเกิดอาการเศร้าโศกเสียใจ เจ็บแค้น จิตตก ซึมเศร้า เรื่องราวเหล่านี้ถูกสะท้อนออกมาเป็นบทเพลงหรือบทกวีต่างๆมากมาย ซึ่งสำหรับคนที่ผิดหวังจากความรัก ก็มักจะมีปฏิกิริยาจากผลกระทบเหล่านี้ให้เห็นได้ในหลายรูปแบบอย่างที่จะเล่านี่แหละครับ

    Woman in city Photo by Molly Porter on Unsplash

    แบบแรกคือเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า ลักษณะนี้น่าจะเกิดกับทุกคนเป็นอันดับแรกเพราะเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเผชิญหน้ามาใหม่ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายคนก็ยังคงจมอยู่กับความรู้สึกเดิมๆอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เห็นสถานที่ ผู้คน สิ่งของต่างๆที่ตนเองเคยสัมผัสเคยพบร่วมกับอดีตคนรักยิ่งตอกย้ำความรู้สึกโหยหาความสุขที่ผ่าน มาไม่สามารถตัดใจให้ลืมลงได้

    ความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ถูกฉายให้เห็นเป็นภาพชัดผ่านบทเพลง “I Go to Pieces” ของเดล แชนนอล (Del Shannon) ราวกับเขาหรือเธอผู้อาภัพรักกำลังบอกเล่าเรื่องราวความในใจออกมาตรงหน้าของคุณ

    “พลันที่ฉันเห็นเธอเดินผ่านมาไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม ร่างกายของฉันมันสั่นไหว หมดเรี่ยวแรง บอกกับสองตาว่าอย่าหันไปมองดูเธอนะ แต่ดูเหมือนมันดวงตาเจ้ากรรมจะไม่สนใจฟังเสียงของฉันเอาเสียเลย เคยบอกกับสองมือว่าให้ไปเกี่ยวก้อยกับใครบางคนที่อาจจะรักเราจริงบ้าง แต่มันยังขัดขืนไม่ทำตามคำสั่ง เฝ้ารอที่จะขอเกาะเกี่ยวกับมือน้อยๆของเธอเพียงผู้เดียวเท่านั้น..ก็เธอไม่อยู่แล้วนี่…ความรู้สึกราวกับร่างกายแตกเป็นเสี่ยงๆเหมือนกับคนใกล้ตาย เฝ้าแต่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ทุกวี่วัน…”

    Robin singing for spring
    Photo by Jan Meeus on Unsplash

    บางคนก็ตรงกันข้ามแทนที่จะมัวมาอาลัยอาวรณ์กับผู้คน สิ่งของ สถานที่ที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของตน หรือของคนทั่งหลาย กลับขุ่นข้องหมองใจที่ได้เห็น ที่ได้ยิน ถึงขั้นพาลพาโลโกเกเอาก็มี

    Lesley Gore บรรยายความรู้สึกผ่านบทเพลง “Just Let Me Cry” ไว้ว่า “โอ้ดวงดาวทั้งหลายบนฟากฟ้า ต่อไปไม่ต้องส่องประกายมาถึงฉันเลย…ก็เขาบอกลาไปแล้ว ฉันต้องมานั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่นี่ไงเห็นไหม ?

    เจ้านกน้อยข้างบนนั่นก็เหมือนกัน อย่าให้ฉันได้ยินเสียงร้องของเธออีกนะ บทเพลงนั่นจะไพเราะเพราะพริ้งไปได้อย่างไรกัน ดอกไม้แสนสวยทั้งหลายนั่นก็เก็บไปเลย..ไม่อยากเห็น จันทราแห่งฝันเธอไม่ต้องออกมาให้ฉันเห็นอีกแล้ว หนุ่มๆสาวๆทั้งหลายถึงพวกเธอจะรักกันหวานแหววขนาดไหนก็ตาม ขอร้องละอย่ามาแสดงให้ฉันเห็นเลย อะไรๆที่เคยพลัดพรากฉันจะไม่คิดถึงมันอีกแล้ว…ก็เขาบอกลาไปแล้วนี่ แง..แง..

    In Love
    Photo by Victor Xok on Unsplash

    บางคนคิดว่าคนรักนั้นเป็นสมบัติของตัวเอง ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ แม้จะเลิกรากันไปแล้วก็ยังเห็นว่ายังเป็นหรือเคยเป็นของตนเองอยู่ เฝ้ารอให้เขาหรือเธอหวนคืนกลับมาอีกครั้ง คนแบบนี้ถ้าเป็นคนที่ขาดวุฒิภาวะก็อาจเป็นคนอันตรายได้เหมือนกัน เพราะไม่แน่ว่าจะไปก่อความรุนแรงได้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

    “Take Good Care of My Baby” (เขียนโดย Carole King และ Gerry Goffin) สะท้อนความรู้สึกของชายหนุ่มที่ต้องสูญเสียคนรักให้ชายอื่นไป เจ้าตัวยอมรับการตัดสินใจของหญิงสาวแต่คงยังทำใจไม่ได้ ด้วยความรัก ความผูกพันทำให้เขายังโหยหาถึงเธอเสมอ เขาได้ส่งสาส์นผ่านบทเพลงถึงคนรักใหม่ของเธอ ขอร้องให้เขามอบความรักความจริงใจและคอยดูแลปกป้ององคุ้มครเธอให้ดีที่สุด ปฏิบัติต่อเธออย่างนุ่มนวลอย่าให้เธอต้องเสียใจ บอกว่าตอนที่เธอยังเป็นของเขาอยู่นั้น ถ้าเขาดีกับเธอเหมือนอย่างที่บอกนี้ เธอคงไม่ทิ้งไปมีคนรักใหม่อย่างแน่นอน พร้อมกับย้ำว่าถ้าเมื่อใดที่เขา (หมายถีงคนรักใหม่ของเธอ) ค้นพบว่าจริงๆแล้วไม่ได้รักเธอ ขอได้โปรดส่งเธอกลับคืนไปให้ด้วย

    ผมไม่ค่อยเจอเพลงฝรั่งที่จะมีใครแสดงความเป็นเจ้าของคนอื่นนะครับ อาจเป็นเพราะเขาให้ความสำคัญและเคารพในสิทธิและเสรีภาพของทุกๆคนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ต่างจากเพลงไทย เราจะพบเจอเนื้อหาประเภทเธอเป็นของฉัน ฉันเป็นของเธอมากมายเต็มไปหมด เพลง “คีรีบูนบิน” ของคุณสุเทพ วงศ์กำแหง เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ชายแม้จะรักเธอมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อเธอต้องการเป็นอิสระเขาก็ไม่ต้องการที่จะปล่อยเธอไป อ้างว่าโลกภายนอกอันตรายไม่ปลอดภัย เธออ่อนแอเกินไปจะเป็นอันตรายได้ สารพัดที่จะอ้าง

    ในความเป็นจริงไม่ว่าใครอยากเป็นอิสระด้วยกันทั้งนั้น การถูกกักขังในสภาพแวดล้อมที่สุขสบายแค่ไหนก็คงไม่มีใครปรารถนา “Go” ของ Tina Charles ท่อนหนึ่งยังบอกไว้เลยว่า “ให้ฉันเป็นปลาเพียงตัวเดียวในทะเลของเธอ ฉันก็อยากเป็นอิสระอยู่ดี” ความคิดที่จะครอบครองเพื่อเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคนอื่นจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย

  • รักนี้มีที่มา

    รักนี้มีที่มา

    เขาว่าเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรัก คงเพราะวันวาเลนไทน์อยู่ในเดือนนี้ก็เลยเหมาเอาทั้งเดือนเป็นเดือนแห่งความรักไปเลย วันที่เขียนเรื่องนี้ก็เกือบถึงสิ้นเดือนแล้วถ้าไม่พูดถึงบ้างคงเสียดายแย่

    หนุ่มสาว (รวมถึงหนุ่ม-หนุ่มและสาว-สาวด้วย) ไม่ว่าจะเริ่มก่อร่างสร้างรักกันมาตั้งแต่เมื่อใดก็ตาม จะเริ่มต้นหรือกระชับความสัมพันธ์ให้หนักแน่นเป็นเรื่องเป็นราวกันในช่วงนี้ ผ่านดอกกุหลาบบ้าง สติกเกอร์, ข้อความบนการ์ดรูปหัวใจหรือของขวัญที่คิดว่าคนรักคงถูกใจบ้างเป็นเรื่องปกติทุกๆปี มีบางคนบอกว่าวันนี้ไม่เฉพาะแค่เป็นเดือนแห่งความรักของหนุ่มสาวเท่านั้นนะ แต่มันรวมถึงความรักต่อพ่อแม่ ต่อคนอื่นๆ ลามไปถึงรักชาติรักอะไรไปนู่น ส่วนตัวผมมองว่ามันเป็นเดือนของหนุ่มสาวครับ รักพ่อแม่ รักเพื่อนพ้องผู้คนอันนี้พอรับได้ แต่ที่บอกรักชาติรักอะไรไปโน่นมันออกจะดูเลอะเทอะหมกมุ่นเกินไปหน่อย

    คนเราจะรักกันนี่มันก็ต้องมีจุดเริ่มเหมือนกัน ไม่ใช่เห็นหน้ากันปุ๊บก็รักกันปั๊บได้เลย ต้องรู้จักกันก่อนเริ่มส่งผ่านความรู้สึกที่ดีต่อกันจนถึงขั้นสานสัมพันธ์หวังให้เกิดเป็นความรักต่อกัน ช่วงนี้ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าจีบกันนั่นแหละครับ ส่วนจะสมหวังกันไหมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    “Knock Three Times” บทเพลงในอัลบัม Candida ของ Tony Orlando and Dawn สะท้อนภาพความพยายามในการสร้างสัมพันธ์รักของหนุ่มสาวคู่หนี่งที่อาศัยในอพาร์ตเม้นต์เดียวกัน ห้องตรงกันแต่คนละชั้น สาวเจ้าอยู่ชั้นล่างส่วนเจ้าหนุ่มคนที่แอบชอบเธอนั่นอยู่ชั้นบน เวลาที่เจอกันก็ไม่กล้าทักได้แต่แอบชอบอยู่เงียบๆ ทุกวันเมื่อเธอกลับมาที่ห้องพักแล้วเปิดเพลงเต้นรำอยู่คนเดียว เขาก็จะแอบฟังพร้อมกับจินตนาการถึงท่าทางของเธอเวลาที่พริ้วไหวไปตามเสียงเพลงอย่างมีความสุข จนเมื่อไฟรักมันร้อนรุ่มเกินทน จึงได้ตัดสินใจส่งผ่านสาส์นรักไปกับจดหมายน้อยผูกเชือกห้อยลงไปทางหน้าต่างให้เธอเก็บไปอ่าน

    ข้อความเป็นอย่างไรเพลงเขาไม่ได้บอกไว้ แต่มีโค้ดลับเพื่อให้เธอตอบกลับส่งไปด้วย ในโค้ดบอกประมาณว่า “ถ้าเธอเองก็สนใจและอยากตอบรับความสัมพันธ์ด้วยก็ให้เคาะที่เพดานสามครั้ง เราจะได้มาพบกันที่โถงทางเดินแล้วร่วมสานสายสัมพันธ์กันต่อไป แต่ถ้าไม่สนใจ ไม่อยากตอบรับก็ให้เคาะที่ท่อน้ำ(ที่น่าจะอยู่ในห้องน้ำ) มาสองครั้งก็แล้วกัน แล้วฉันจะไม่ไปวุ่นวายกับเธออีกเลย”

    ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าหนุ่มนี่จะสมหวังหรือเปล่า ถ้าดูจากความตั้งใจจากความจริงใจ โชคก็อาจเป็นของเขาได้ แต่ถ้าวิเคราะห์กันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์หน่อยนี่ก็น่าหนักใจเหมือนกัน เพราะถ้าเธอจะตอบรับรักนี่ก็ต้องออกแรงไม่ใช่น้อย ต้องหาเก้าอี้มาต่อขาเพื่อเคาะเพดานให้ถึง เกิดผิดพลาดพลั้งร่วงลงมาคอหักซะก่อนก็จบกัน การเข้าไปเคาะท่อน้ำในห้องน้ำนี่มันง่ายกว่ากันเยอะเลยนะครับ

    Image By Martin Vorel

    บางคนแอบรักคนที่ใกล้ชิดกันอยู่ รู้จักมักคุ้นสนิทสนมกันมานานแสนนานจนใครๆก็ดูออกว่าเป็นคู่รักกันแต่กลับไม่กล้าบอกถึงความรู้สึกให้อีกฝ่ายได้รับรู้เลย “Living Next Door to Alice” เขียนโดย Nicky Chinn และ Mike Chapman บรรยายถึงชายหนุ่มกับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน ทั้งคู่สนิทสนมเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก วิ่งเล่นในสวนสาธารณะด้วยกัน ช่วยกันแกะสลักชื่อทั้งสองคนบนโคนไม้บันทึความทรงจำร่วมกันและอื่นๆอีกมากมายจนใครๆเห็นสองคนนี่เป็นเงาซึ่งกันและกันเลยก็ว่าได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์อย่างนี้มา 24 ปี ตลอดมาเจ้าหนุ่มแอบหลงรักเธอแต่ไม่เคยเอ่ยปากบอกความรู้สึกเช่นนี้กับเธอเลย เฝ้าแต่หวังว่าสักวันอีกไม่นานนี้คงได้มีโอกาสสารภาพกับเธอเสียที

    แล้ววันหนึ่งเธอก็จากไปโดยไม่ได้กล่าวลา วันนั้นเพื่อนสาวแก๊งเดียวกันที่บ้านอยู่ใกล้ๆบ้านเขาโทรมาหา “นึกว่าเธอรู้แล้วเสียอีก” เธอบอก หนุ่มน้อยทำได้แค่เพียงมองออกนอกหน้าต่างเพื่อจะได้สบตากับสาวเจ้าเพียงแว่บเดียวก่อนที่เธอจะจากไปกับรถคันใหญ่ที่แล่นออกไปอย่างช้าๆจนลับตา ยี่สิบสี่ปีกับสาวข้างบ้าน ยี่สิบสี่ปีที่รอคอยโอกาสเพียงแค่สักครั้งที่จะบอกถึงความรู้สึกที่มีต่อเธอ คิดเข้าข้างตัวเองว่าบางทีอาจจะมีโอกาสที่หวนมาอีกสักครั้งเพราะเขาก็ทำใจยากเหลือเกินที่ต้องรู้ว่าต่อไปนี้จะไม่มีเธออยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

    น่าเห็นใจนะ..รักเขาข้างเดียวข้าวเหนียวนึ่ง แต่ท่อนจบของเพลงอาจทำเรื่องเศร้ากลับเป็นเรื่องที่ให้ความหวังกับใครบางคนก็เป็นได้ เมื่อเพื่อนสาวคนที่โทรหานอกจากแสดงให้เห็นถึงเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของเขาดี ปลอบใจเขาด้วยความนุ่มนวลแล้ว ยังได้ฝากคำพูดปริศนาให้กับเขาด้วยว่า..
    “…ตอนนี้เธอ(หมายถึงคนที่เขาแอบรัก)ก็จากไปแล้ว แต่ฉันยังอยู่ที่นี่ ตลอดเวลายี่สิบสี่ปีที่ผ่านมาเธอเองก็รู้ดีนะว่าฉันรอคอยอะไรอยู่…”

    พล็อตละครไทยหลังข่าวเป๊ะเลยว่าไหมครับ

  • แนะนำตัว

    แนะนำตัว

    “ดนตรีเล่าความ” เป็นส่วนหนึ่งของบล็อกใน “จิ๊กุ่งดอทคอม” แห่งนี้ ผมเองในฐานะผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากการฟังเพลงหลากสไตล์ หลายๆภาษามาตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน หลายแนวก็ชื่นชอบ บางแนวก็ฟังผ่านๆไป ไม่ได้เป็นนักวิจารณ์หรือกูรูอะไรในด้านนี้เป็นพิเศษครับแค่ชอบฟังเท่านั้น

    โดยส่วนตัวมองว่าดนตรีเป็นอีกภาษาหนึ่งที่สามารถสื่อสารบอกเล่าเรื่องราวต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์ คำว่า “ดนตรี” นี่จะรวมไปถึงเพลง, อัลบัมเพลงของศิลปินต่างๆทั้งหลาย ทั้งที่มีเนื้อร้องและบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเพียงอย่างเดียวเข้าด้วยกันทั้งหมด เนื้อร้องจะบรรยายให้เห็นเรื่องราวหรือความรู้สึกที่นักร้องหรือผู้แต่งต้องการสื่อสารส่วนดนตรีนั้นจะเป็นผู้สรรสร้างอารมณ์ ความรู้สึกและจินตนาการเพื่อให้บทเพลงนั้นสัมผัสและเข้าถึงสุนทรียภาพของผู้ฟังจนสามารถเห็นภาพและเรื่องราวแห่งบทเพลงนั้นอย่าชัดเจน

    “ดนตรีเล่าความ” ไม่ใช่การวิจารณ์เพลง แต่เป็นการเล่าเรื่องราวที่ผู้เขียนซึ่งหมายถึงตัวผมเองอยากจะแบ่งปันกับท่านในฐานะผู้อ่านแล้วนำเอาบทเพลงที่ให้ความหมายสอดคล้องกับเรื่องราวที่เขียนมาเป็นแบ็คกราวด์ มาเป็นส่วนเสริมเพื่อให้เรื่องราวที่เขียนมีสีสันมากขึ้น

    สิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารในแต่ละเรื่อง ก็จะมีบทเพลงที่เกิดจากความประทับใจอยากจะนำมาร่วมประสานเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ ซึ่งมันอาจจะไม่ตรงกับความรู้สึกของท่านอื่นๆ เพราะต่างคนก็ต่างมีทัศนคติจากความคิดและประสบการณ์ที่ต่างกันไปแต่ก็เชื่อว่าผู้ฟังก็คงอยากร่วมแบ่งปันความแตกต่างนี้ต่อกัน

    เพลงที่นำมาใช้ใน “ดนตรีเล่าความ” ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะเป็นเพลงสากล ไม่ใช่ว่ามีอคติกับเพลงไทย แต่อาจจะไปกังวลเกี่ยวกับการไปละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของเพลงมากเกินไปหน่อย อีกอย่างผมอยากให้เพลงที่นำมาใช้เป็น “ดนตรี” จริงๆแบบที่เครื่องดนตรีทุกชิ้นเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ ดูได้จากช่วงอินโทร โซโล่ และเอาท์โทร ซึ่งเพลงไทยจะไม่ค่อยมี โดยเฉพาะช่วงโซโล่แบบเป็นเรื่องเป็นราวโดยเครื่องดนตรีทุกชิ้นหรือเกือบทั้งหมดเพราะนี่คือแต่ละตัวตนของบทเพลงนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตัดเพลงไทยออกไปทั้งหมดเสียเลยยังมีโอกาสที่จะนำมาใช้อยู่เช่นกันครับ ส่วนการนำภาพถ่ายมาใช้ประกอบก็จะไม่เน้นภาพชองศิลปินหรือนักร้องนอกเสียจากภาพเหล่านั้นมีลิขสิทธิ์แบบสาธารณะ สำหรับวิดีโอเพลงไม่ว่าจะเป็น Youtube, Vimeo หรืออะไรก็ตามจะนำมาเฉพาะลิงก์เพื่อเข้าถึงจากแหล่งของเจ้าของที่แท้จริงเท่านั้นจะไม่ฝัง(Embed) ลงในหน้าเพจทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเคารพต่อผลงานของผู้เป็นเจ้าของ

    ผู้เขียนจะพยายามให้ “ดนตรีเล่าความ” นำเสนอต่อสายตาของท่านทั้งหลายให้ได้สัปดาห์ละครั้ง ทุกๆวันศุกร์แต่จะทำได้แค่ไหนคงต้องติดตามดูกันไปครับ