Category: Social

society, politic, economic

  • เมื่อศาลตัดสินด้วยอคติ เพื่อผลประโยชน์ หรือความต้องการของคนบางกลุ่ม

    เมื่อศาลตัดสินด้วยอคติ เพื่อผลประโยชน์ หรือความต้องการของคนบางกลุ่ม

    สารบัญ

    การตัดสินยุบพรรค และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลเมื่อวันพุธที่ 7 สิงหาคม โดย คำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญ ก่อให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม นักวิชาการรวมถึงนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงจำนวนมากอย่างรุนแรง รวมไปถึงการตั้งข้อสังเกตจากมิตรประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยผ่านสื่อโดยเปิดเผยอย่างที่เราแทบจะไม่เคยเห็นมาก่อน ย่อมมีนัยสำคัญต่อมาตรฐานของคำวินิจฉัยเหล่านี้อย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

    ก็คงไม่ต้องย้อนไปกล่าวถึงคำวินิจฉัยอีกหรอกครับ เพราะมันก็ไม่ได้หลุดไปจากความคาดหมายของสังคมเท่าไรนัก เอาเป็นว่าคนไทยไม่ควรสนใจหรือให้ราคาอะไร เพราะเราไม่เห็นว่าได้อ้างอิงหลักกฎหมายหรือกฏเกณฑ์ใดๆอย่างที่มาตรฐานควรจะเป็น

    ในต่างประเทศ แม้เป็นประเทศที่เจริญแล้ว จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ก็เคยผ่านเหตุการณ์ที่ศาลยุติธรรมหรือแม้กระทั่งศาลสูง ตัดสินคดีความผิดพลาด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น สาเหตุอาจเกิดจากอคติ หรือค่านิยมของคณะตุลาการเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความผิดพลาดเหล่านั้นก็มักได้รับการแก้ไขเยียวยาให้กลับเข้าสู่ความถูกต้องได้

    สหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกัน ศาลสูงของประเทศ (Supreme Court of the United States) เคยตัดสินคดีความผิดพลาดบกพร่อง จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมหลายครั้งหลายคราว บางครั้งถึงกับเป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองที่ทำให้ผู้คนล้มตายมากมาย โชคดีที่รัฐธรรมนูญของประเทศ ให้เสรีภาพในการพูด การวิจารณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงถูกนำมาถกเถียงจนนำไปสู่การศึกษา วิจัยเพื่อนำมาใช้ในการป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ไม่ให้เกิดซ้ำรอยขึ้นมาอีก

    ในที่นี้จะขอนำตัวอย่างคดีสำคัญ ที่เป็นที่โจษขานมากเป็นอันดับต้นๆ มานำเสนอเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นเป็นตัวอย่างว่า คำตัดสินแย่ๆของศาลนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม เกินกว่าที่เราจะจินตนาการถึงมากมายเพียงใด

    คดีเดร็ด สก็อตต์กับแซนด์ฟอร์ด (Dred Scott v. Sandford : 1857)

    Dred Scott. Harriet, wife of Dred Scott Abstract/medium: 1 print : wood engraving on paper
    Dred Scott and his wife, Century Company, publisher, Public domain, via Wikimedia Commons

    เดรด สก็อตต์ เป็นทาสชาวแอฟริกันอเมริกันที่ยื่นฟ้องต่อศาลสูงของอเมริกา เพื่อเรียกร้องอิสรภาพ โดยอ้างว่าเขาได้เคยอาศัยอยู่ในดินแดนที่เป็นเขตเสรีหรือรัฐที่ห้ามการมีทาส ดังนั้นไม่ว่าเขาจะเดินทางไปอยู่ที่ใดก็ควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นอิสระชน

    อย่างไรก็ตาม ศาลสูงภายใต้การนำของหัวหน้าผู้พิพากษา โรเจอร์ บี. ทานีย์ ตัดสินไม่เห็นด้วยกับสก็อตต์ ศาลวินิจฉัยว่าชาวแอฟริกันอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นเสรีชนหรือทาส ไม่สามารถเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกาได้ นอกจากนี้ยังประกาศว่าข้อตกลงมิสซูรี (Missouri Compromise) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การมีทาสเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในทุกดินแดนของสหรัฐอเมริกา

    ผลกระทบต่อคำตัดสินนี้ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างรัฐทางภาคเหนือและภาคใต้เพิ่มสูงขึ้น จนในที่สุดก็มีส่วนสำคัญที่นำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมืองในปี 1861

    ภูมิหลังของคดีเดรด สก็อตกับแซนด์ฟอร์ด

    คดีเดรด สก็อตต์ เป็นหนึ่งในคำตัดสินที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์ของศาลสูงสหรัฐอเมริกา จากสาระสำคัญของคดีที่เกี่ยวข้องกับทาสและสิทธิความเป็นพลเมืองของชาวแอฟริกันอเมริกัน หรือคนผิวดำ แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นลุลามไปไกลกว่าปัญหาหลักของคดี และได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองของอเมริกา กล่าวกันว่าประชากรร้อยละสองของประเทศ ต้องจบชีวิตลงในสงครามนี้

    เดรด สก็อตต์ เกิดในฐานะทาสในรัฐเวอร์จิเนียประมาณปี 1795 ต่อมาในปี 1832 เขาถูกซื้อโดย ดร. จอห์น เอเมอร์สัน (Dr. John Emerson) ศัลยแพทย์ทหาร ด้วยอาชีพทหารของเอเมอร์สัน ทำให้เขาสามารถพาสก็อตต์ไปยังดินแดนเสรี เช่นรัฐอิลลินอยส์และวิสคอนซิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ห้ามมีทาสภายใต้ข้อตกลงมิสซูรี (Missouri Compromise : 1820) ในช่วงเวลานี้ สก็อตต์ได้แต่งงานกับแฮเรียต โรบินสัน (Harriet Robinson) ซึ่งเป็นทาสเช่นกัน พวกเขามีลูกด้วยกันสองคน

    ในปี 1838 เอเมอร์สันกลับไปยังรัฐมิสซูรี ซึ่งเป็นรัฐที่อนุญาตให้มีทาส โดยพาครอบครัวสก็อตต์ไปด้วย ในจุดนี้เองที่สก็อตต์พยายามขอซื้ออิสรภาพให้กับตัวเองและครอบครัว แต่เอเมอร์สันปฏิเสธ การปฏิเสธนี้นำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายของสก็อตต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคดีที่จะไปถึงศาลสูงของอเมริกาในที่สุด

    การต่อสู้ด้วยกฎหมายของเดรด สก็อตต์

    การต่อสู้ทางกฎหมายของสก็อตต์เริ่มขึ้นในปี 1846 เมื่อเขายื่นฟ้องต่อศาลของรัฐมิสซูรี โดยอ้างว่าการที่เขาได้อาศัยอยู่ในดินแดนเสรีทำให้เขาเป็นเสรีชน ในตอนแรกศาลมิสซูรีตัดสินให้สก็อตต์ชนะคดี แต่คำตัดสินนี้ถูกกลับคำพิพากษาโดยศาลฎีการัฐมิสซูรีในปี 1852

    หลังจากความพ่ายแพ้นี้ ทนายของสก็อตต์ได้นำคดีขึ้นสู่ศาลสูงของสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States) พวกเขาอ้างว่าสก็อตต์เป็นพลเมืองของรัฐมิสซูรี และด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาคดีระหว่างเขากับเอเมอร์สัน ซึ่งในเวลานั้นได้ย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์กแล้ว ภายใต้เขตอำนาจศาลที่เรียกว่า diversity jurisdiction จนในที่สุดคดีเดร็ดสก็อตต์กับแซนด์ฟอร์ด ก็ขึ้นสู่ศาลสูงของสหรัฐอเมริกา

    คำตัดสินของศาลในคดีเดรด สก็อตต์กับแซนด์ฟอร์ด

    วันที่ 6 มีนาคม 1857 หัวหน้าผู้พิพากษา โรเจอร์ บี. ทานีย์ (Roger B. Taney) ได้อ่าน คำวินิจฉัยของศาล คำตัดสินนั้นไม่เป็นคุณกับสก็อตต์ในทุกด้าน และที่ร้ายกว่านั้นยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นเฉพาะของคดี แต่ยังได้มีการขยายไปถึงสถานะของชาวแอฟริกันอเมริกันและอำนาจของสภาคองเกรสในการควบคุมทาสอีกด้วย

    ประเด็นสำคัญของคำตัดสินในคดีเดรด สก็อตต์

    • ชาวแอฟริกันอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นเสรีชนหรือทาส มิได้เป็น และไม่สามารถเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกาได้ ทานีย์อ้างว่า ในช่วงเวลาที่มีการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ชาวแอฟริกันอเมริกันถูกมองว่าเป็น “สิ่งมีชีวิตที่ด้อยกว่า” และ “ไม่มีสิทธิใดๆ ที่คนผิวขาวจะต้องให้ความเคารพ”
    • เนื่องจากสก็อตต์ไม่ใช่พลเมือง เขาจึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลสูงของอเมริกา
    • ข้อตกลงมิสซูรี ซึ่งห้ามการมีทาสในบางดินแดน เป็นสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลวินิจฉัยว่าสภาคองเกรสไม่มีอำนาจในการห้ามการมีทาสในดินแดนต่างๆ
    • บทบัญญัติว่าด้วยกระบวนการอันชอบธรรมตามกฎหมาย (Due Process Clause) ในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5 คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของทาส รวมถึงตัวทาสด้วย ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลกลางไม่สามารถปลดปล่อยทาสที่ถูกนำเข้ามาในดินแดนของรัฐบาลกลางได้

    ผลกระทบและสิ่งที่ตามมาจากคดีเดรด สก็อตต์

    คำตัดสินในคดีเดรด สก็อตต์ ได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวางเนื่องจาก

    • ก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางการเมือง คำตัดสินนี้ทำให้การถกเถียงในระดับชาติเกี่ยวกับทาสและสิทธิของรัฐ ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพิ่มความแตกแยกระหว่างรัฐในภาคเหนือและภาคใต้ จนเรียกได้ว่าไม่อาจหาข้อยุติด้วยสันติวิธีได้
    • เป็นการการเสริมพลังให้กับขบวนการที่เคลื่อนไหวให้มีการเลิกทาส แม้จะเป็นความพ่ายแพ้สำหรับฝ่ายต่อต้านการมีทาส แต่คำตัดสินนี้กลับกระตุ้นให้นักเคลื่อนไหวเพื่อเลิกทาสมีพลังมากขึ้น และเพิ่มการสนับสนุนสำหรับขบวนการของพวกเขาเพื่อให้มีการเคลื่อนไหวให้เข้มแข็งกว่าที่เคยทำมาก่อนหน้านี้
    • พรรครีพับลิกันแข็งแกร่งขึ้น พรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรคหัวก้าวหน้าที่เพิ่งก่อตั้ง และมีนโยบายต่อต้านการขยายระบบทาส ได้รับการสนับสนุนมากขึ้นอันเป็นผลมาจากการต่อต้านของสาธารณชนต่อคำตัดสินนี้
    • เป็นเส้นทางนำไปสู่สงครามกลางเมือง การที่คำตัดสินนี้ทำให้ข้อตกลงมิสซูรีเป็นโมฆะ และอนุญาตให้มีทาสในทุกดินแดนโดยพฤตินัย ได้ขจัดความเป็นไปได้ของการประนีประนอมทางการเมืองเกี่ยวกับการขยายระบบทาส ทำให้เกิดความขัดแย้งโดยการใช้อาวุธมีความเป็นไปได้มากขึ้น
    • มรดกทางกฎหมาย คำตัดสินนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตัดสินที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของศาลสูงของสหรัฐ แม้ว่าต่อมาจะได้ถูกล้มล้างโดยปริยายภายหลังการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 และ 14 ซึ่งยกเลิกทาสและให้สิทธิพลเมืองแก่บุคคลทุกคนที่เกิดในสหรัฐอเมริกา โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ แต่ก็ต้องผ่านสงครามกลางเมืองที่ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเหลือคณานับ

    บทสรุปของคดีเดรด สก็อตต์กับแซนด์ฟอร์ด

    คดีเดร็ด สก็อตต์ ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนถึงการที่ศาลสูงสามารถเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดความเป็นไปของสังคม และการเมืองของอเมริกาได้ คดีนี้แสดงให้เห็นว่าคำตัดสินของศาล บางครั้งอาจทำให้ความขัดแย้งในสังคมเลวร้ายลง แทนที่จะช่วยคลี่คลายให้เกิดความเป็นธรรมและขจัดปัญหาที่เกิดขึ้น คดีนี้ยังคงได้รับการศึกษาไม่เพียงแต่ในความสำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวเตือนใจเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้อำนาจตุลาการเกินขอบเขตและความสำคัญของการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอีกด้วย

    คดีเพลสซี่กับเฟอร์กูสัน (Plessy v. Ferguson : 1896)

    This is the back side of the Plessy v. Ferguson marker installed Feb. 12, 2009.
    Plessy marker back side, Skywriter, CC BY-SA 3.0 , via Wikimedia Commons

    โฮเมอร์ เพลสซี่ (Homer Plessy) ซึ่งมีเชื้อสายแอฟริกันหนึ่งในแปดส่วน ได้ร่วมกิจกรรมท้าทาย “กฎหมายรถแยก” (Separate Car Act) ของรัฐลุยเซียนา ที่บัญญัติให้มีการแบ่งแยกตู้รถไฟสำหรับคนผิวดำและคนผิวขาวไม่ให้ปะปนกัน

    ศาลสูงของสหรัฐได้ตัดสินรับรองกฎหมายดังกล่าว และได้สถาปนาหลักการ “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน” (separate but equal : doctrine) ศาลวินิจฉัยว่าการแบ่งแยกเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเชื้อชาติต่างๆ มีความ “เท่าเทียมกัน”

    คำตัดสินนี้ทำให้การแบ่งแยกเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย และนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายจิม โครว์ (Jim Crow laws) อย่างแพร่หลายทั่วภาคใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติอย่างเป็นระบบเป็นเวลาติดต่อกันนานหลายทศวรรษ

    ภูมิหลังของคดีเพลสซี่กับเฟอร์กูสัน

    คดีเพรสซีกับเฟอร์กูสัน เป็นคดีที่ถูกวิพากษ์วิารณ์มากที่สุดอีกคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์การตัดสินคดีของศาลสูงของสหรัฐอเมริกา คำตัดสินมีผลกระทบต่อการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้สร้างหลักการ “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน” (separate but equal) ขึ้นมาเป็นบรรทัดฐาน ส่งผลให้การแบ่งแยกเชื้อชาติในสถานที่สาธารณะกลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายเป็นเวลาหลายทศวรรษ คดีนี้เกิดขึ้นในบริบทเมื่อสิ้นสุดยุคฟื้นฟูหลังสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐทางใต้หลายรัฐกำลังมีความพยายามในการออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิของชาวแอฟริกันอเมริกัน แม้ว่าจะได้มีการผ่านรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 13, 14 และ 15 แล้วก็ตาม

    ในปี 1890 รัฐลุยเซียนาได้ผ่าน “กฎหมายรถแยก” (Separate Car Act) ซึ่งกำหนดให้มีตู้รถไฟแยกสำหรับคนผิวดำและคนผิวขาว กฎหมายนี้เป็นหนึ่งในกฎหมายจิม โครว์ (Jim Crow laws) ซึ่งมีจำนวนหลายฉบับที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อบังคับใช้ในรัฐทางภาคใต้ เพื่อแบ่งแยกเชื้อชาติ และรักษาสถานภาพแห่งความเหนือกว่าของคนผิวขาว

    การทดสอบด้วยการท้าทายทางกฎหมาย

    โฮเมอร์ เพลสซี่ ชายที่มีเชื้อสายผสม (เขามีสายเลือดผิวขาวเจ็ดในแปดส่วนและผิวดำหนึ่งในแปดส่วน) ตกลงที่จะเข้าร่วมในการทดสอบกฎหมายของรัฐที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการพลเมือง (Citizens’ Committee) เพื่อท้าทายความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ “กฎหมายรถแยก”

    วันที่ 7 มิถุนายน 1892 เพลสซี่ได้ซื้อตั๋วโดยสารชั้นหนึ่งของขบวนรถไฟสาย East Louisiana Railway เขาจงใจเข้าไปนั่งในตู้ที่ถูกจัดไว้สำหรับเฉพาะผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น เมื่อมีเจ้าหน้าที่มาพบ และขอให้เขาย้ายไปยังตู้ที่จัดไว้สำหรับคนผิวสี เพลสซี่ปฏิเสธ เขาจึงถูกจับกุมและถูกส่งไปคุมขังที่สถานีตำรวจ

    ทนายของเพลสซี่โต้แย้งว่า “กฎหมายรถแยก” ละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 13 และ 14 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 13 คือยกเลิกการมีทาส ในขณะที่ฉบับที่ 14 ให้สัญชาติแก่บุคคลทุกคนที่เกิดในสหรัฐอเมริกาและรับประกัน “การคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน”

    การต่อสู้ด้วยกฎหมายในคดีเพลสซี่กับเฟอร์กูสัน

    คดีนี้เริ่มต้นการพิจารณาในศาลของรัฐลุยเซียนา โดยผู้พิพากษาจอห์น ฮาวาร์ด เฟอร์กูสัน (John Howard Ferguson) ตัดสินรับรองกฎหมายดังกล่าว เพลสซี่ถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกปรับ จากนั้นคดีได้ถูกนำขึ้นสู่ศาลฎีกาแห่งรัฐลุยเซียนา ซึ่งก็ยังคงตัดสินยืนตามศาลของรัฐ ในที่สุด คดีก็ถูกนำขึ้นสู่ศาลสูงของสหรัฐอเมริกาในปี 1896

    การตัดสินของศาลในคดีเพลสซี่กับเฟอร์กูสัน

    วันที่ 18 พฤษภาคม 1896 ศาลสูงของสหรัฐมีคำตัดสินด้วยเสียง 7 ต่อ 1 ไม่เห็นด้วยกับเพลสซี่ ผู้พิพากษาเฮนรี บิลลิงส์ บราวน์ (Henry Billings Brown) อ่านคำตัดสินของฝ่ายเสียงข้างมาก ซึ่งมีประเด็นสำคัญหลายประการดังนี้

    • ศาลวินิจฉัยว่า “กฎหมายรถแยก” มิได้ละเมิดรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 13 เนื่องจากไม่ได้เป็นการนำระบบทาส หรือการเกณฑ์แรงงานโดยไม่สมัครใจกลับมาใช้
    • เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14 ศาลโต้แย้งว่า แม้ว่าบทบัญญัตินี้ มีเจตนาที่จะรับประกันความเท่าเทียมกันของทั้งสองเชื้อชาติตามกฎหมาย แต่ไม่ได้มีเจตนาที่จะยกเลิกการแบ่งแยกตามสีผิวหรือบังคับใช้ความเท่าเทียมกันทางสังคมที่เป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว กฎหมายไม่สามารถเข้าไปบังคับได้ ซึ่งแตกต่างจากความเท่าเทียมกันทางการเมือง
    • ศาลได้นำเสนอหลักการ “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน (the separate but equal doctrine)” โดยระบุว่าการแบ่งแยกไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ตราบใดที่สิ่งอำนวยความสะดวกที่รัฐจัดให้คนแต่ละเชื้อชาติมีความเท่าเทียมกัน
    • คำตัดสินของฝ่ายเสียงข้างมากเสนอแนะว่า หากมีความรู้สึกด้อยค่าใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่แยกกัน นั่นเป็นเพราะคนเชื้อชาติผิวสีเลือกที่จะตีความเช่นนั้นเอง

    ผู้คัดค้านเพียงหนึ่งเดียว

    อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาจอห์น มาร์แชล ฮาร์แลน (John Marshall Harlan) เป็นผู้คัดค้านเพียงคนเดียวของคณะผู้พิพากษา คำคัดค้านอันทรงพลังของเขาโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญนั้นไม่แบ่งแยกสีผิว และสหรัฐอเมริกาก็ไม่มีระบบชนชั้น เขากล่าวอย่างมีลางสังหรณ์ไปถึงอนาคตว่า “การบิดเบือนไปแบบน้ำขุ่นๆ ของสิ่งอำนวยความสะดวกที่เรียกว่า “เท่าเทียมกัน” จะไม่สามารถหลอกใครได้ และจะไม่สามารถชดเชยความผิดที่ได้กระทำในวันนี้ได้”

    ผลกระทบและสิ่งที่ตามมาจากคดีเพรสซี่กับเฟอร์กูสัน

    คำตัดสินในคดีเพลสซี่กับเฟอร์กูสัน มีผลกระทบต่อสังคมของคนอเมริกันอย่างกว้างขวางและยาวนานหลายทศวรรษ เนื่องจากการตัดสินครั้งนี้ทำให้

    • การแบ่งแยกเป็นสิ่งถูกกฎหมาย คำตัดสินนี้ให้การรับรองทางกฎหมายสำหรับการแบ่งแยกเชื้อชาติ จนนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายจิม โครว์ ซึ่งมีบทบัญญัติที่กดขี่คนผิวสี ให้แพร่หลายทั่วภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา
    • เกิดหลักการ “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน” หลักการที่เป็นผลจากคดีของเพรสซี่นี้กลายเป็นผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อสังคมของคนอเมริกัน เพราะมันได้กลายเป็นพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับการแบ่งแยกในสถานที่สาธารณะ รวมถึงโรงเรียน ระบบขนส่ง ห้องน้ำ และน้ำดื่ม ซึ่งในทางปฏิบัติ สถานที่ซึ่งจัดให้สำหรับชาวอเมริกันผิวดำมักจะด้อยกว่าของคนผิวขาวเสมอ
    • การเหยียดเชื้อชาติอย่างเป็นระบบ การตัดสินดังกล่าวได้ทำให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติอย่างเป็นระบบที่แท้จริง โดยอนุญาตให้รัฐและธุรกิจเอกชนสามารถใช้วิธีการเลือกปฏิบัติต่อชาวอเมริกันผิวดำ โดยได้รับการอนุมัติจากศาลสูงสุดของประเทศ
    • การถดถอยของสิทธิพลเมือง การตัดสินดังกล่าวเป็นการถดถอยที่สำคัญสำหรับขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง โดยมีผลทำให้ความก้าวหน้าและพัฒนาการหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงยุคการฟื้นฟูเป็นโมฆะ
    • ผลกระทบทางสังคมในระยะยาว การตัดสินดังกล่าวช่วยฝังรากลึกในการแบ่งแยกเชื้อชาติและการเลือกปฏิบัติในสังคมอเมริกันมานานกว่าครึ่งศตวรรษ
    • บรรทัดฐานทางกฎหมาย คดีเพรสซี่กับเฟอร์กูสัน ได้สร้างบรรทัดฐานที่นำมาใช้เป็นเหตุผลในการออกกฎหมายและการปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติอื่นๆ อีกมากมาย

    การกลับคำตัดสินในคดีของเพลสซี่

    บรรทัดฐานทางกฎหมายจากผลการตัดสินในคดีของเพรสซี่ได้ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องกว่าครึ่งศตวรรษ จนกระทั่งในปี 1954 ในคำตัดสินคดีสำคัญ บราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา (Brown v. Board of Education) ศาลสูงของสหรัฐอเมริกา จึงได้พลิกคำตัดสิน “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน” ที่คำตัดสินคดีของเพลสซี่ ได้วางรากฐานไว้ คำตัดสินในคดีของบราวน์ ระบุว่าสถานศึกษาที่แยกจากกันนั้นไม่เท่าเทียมกันโดยเนื้อแท้ ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกการแบ่งแยกเชื้อชาติและนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองยุคใหม่

    บทสรุปในคดีเพลสซี่กับเฟอร์กูสัน

    คดีเพลสซี่กับเฟอร์กูสัน ถือเป็นหนึ่งในคำตัดสินที่น่าอับอายที่สุดในประวัติศาสตร์ของศาลสูงของสหรัฐอเมริกา คำตัดสินนี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจของศาลในการกำหนดความเป็นไปของสังคม และอันตรายของการใช้กฎหมายที่เกิดจากอคติ คดีนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนถึงการต่อสู้ของอเมริกากับความไม่เท่าเทียมกันทางเชื้อชาติและการเดินทางอันยาวนานเพื่อสิทธิพลเมือง การพลิกคำตัดสินในที่สุดในคดี บราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา ถือเป็นจุดเปลี่ยนในกฎหมายและสังคมอเมริกัน

    คดีบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษาแห่งโทพีกา (Brown v. Board of Education of Topeka : 1954)

    Quote on Segregation from Supreme Court Decision - Brown v. Board of Education Historic Site - Topeka - Kansas - USA
    Brown v BOE quote, Adam Jones from Kelowna, BC, Canada, CC BY-SA 2.0 , via Wikimedia Commons

    คดีนี้รวมเอาคดีฟ้องร้องหลายคดีที่ท้าทายการแบ่งแยกเชื้อชาติในโรงเรียนของรัฐ โจทก์อ้างว่าการจัดการศึกษาแบบ “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน” นั้นไม่มีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงมาตั้งแต่ต้น

    การพิจารณาคดีและ คำวินิจฉัยของศาล สูง แห่งสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของหัวหน้าผู้พิพากษา เอิร์ล วอร์เรน (Earl Warren) มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าการแบ่งแยกเชื้อชาติในโรงเรียนรัฐบาลที่กำหนดโดยรัฐนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลวินิจฉัยว่า “สถานศึกษาที่แยกกันนั้น โดยเนื้อแท้แล้วไม่มีความเท่าเทียมกัน”

    ความสำคัญของคำตัดสินนี้คือ มันได้ล้มล้างคำตัดสินในคดี เพรสซี่กับเฟอร์กูสัน รวมถึงหลักกฎหมาย “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน” และเปิดทางสู่การยกเลิกการแบ่งแยกเชื้อชาติ คำตัดสินนี้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสังคมอเมริกันในช่วงทศวรรษ 1960

    คดีบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา เป็นคดีสำคัญอีกคดีหนึ่งของศาลสูงสหรัฐอเมริกาที่ตัดสินในปี 1954 คำตัดสินนี้ได้ล้มล้างหลักการ “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน” ซึ่งถือกำเนิดจากคดี เพลสซี่กับเฟอร์กูสันในปี 1896 โดยประกาศว่าการแบ่งแยกเชื้อชาติในโรงเรียนรัฐบาลที่กำหนดโดยรัฐนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ คำตัดสินนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมือง เปิดทางสู่การบูรณาการและท้าทายพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับการแบ่งแยกในสถานที่สาธารณะทั้งหมด

    ภูมฺิหลังของคดีบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา

    ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 การแบ่งแยกเชื้อชาติในโรงเรียนของรัฐเป็นเรื่องปกติทั่วอเมริกา โดยเฉพาะในภาคใต้ สิ่งนี้ถูกอ้างความชอบธรรมด้วยหลักการ “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน” จากคดี เพรสซี่กับเฟอร์กูสัน ซึ่งอนุญาตให้มีการแบ่งแยกเชื้อชาติได้ ตราบใดที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเชื้อชาติต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งในความเป็นจริง โรงเรียนสำหรับเด็กผิวสีมักได้รับเงินทุนน้อยกว่า และด้อยกว่าโรงเรียนสำหรับเด็กผิวขาว

    สมาคมแห่งชาติเพื่อความก้าวหน้าของคนผิวสี (National Association for the Advancement of Colored People : NAACP) ซึ่งได้ดำเนินงานมาหลายทศวรรษเพื่อท้าทายการแบ่งแยกเชื้อชาติและการเลือกปฏิบัติ พวกเขาได้พัฒนากลยุทธ์ในการโจมตีการแบ่งแยกโรงเรียนรัฐบาล โดยเชื่อว่าการศึกษาเป็นสนามรบที่สำคัญสำหรับสิทธิพลเมือง

    สำหรับคดีบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษานั้น ที่จริงแล้วเป็นการรวบรวมห้าคดีที่แยกกันมาอยู่ภายใต้ชื่อเดียวคือ

    • Brown v. Board of Education of Topeka (แคนซัส)
    • Briggs v. Elliott (เซาท์แคโรไลนา)
    • Davis v. County School Board of Prince Edward County (เวอร์จิเนีย)
    • Gebhart v. Belton (เดลาแวร์)
    • Bolling v. Sharpe (วอชิงตัน ดี.ซี.)

    คดีเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนท้าทายความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการแบ่งแยกเชื้อชาติในโรงเรียนของรัฐ คดีหลักคือ บราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา โดยโอลิเวอร์ บราวน์ (Oliver Brown) ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการศึกษาเมืองโทพีกา รัฐแคนซัส ในนามของลินดาบุตรสาวของเขา ลินดาต้องเดินหกช่วงตึกไปยังป้ายรถประจำทางเพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนที่จัดไว้ให้สำหรับคนผิวสีซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกมาก ในขณะที่โรงเรียนสำหรับคนผิวขาวอยู่ห่างจากบ้านของเธอเพียงเจ็ดช่วงตึกเท่านั้น

    การต่อสู้ด้วยกฎหมายของบราวน์

    คดีถูกนำเสนอต่อศาลสูงครั้งแรกในปี 1952 ศาลมีความเห็นแยกออกจากกันและขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ในปี 1953 โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14 มีเจตนาที่จะห้ามการแบ่งแยกในโรงเรียนรัฐบาลหรือไม่

    ในช่วงเวลานั้น หัวหน้าผู้พิพากษาเฟรด วินสัน (Fred Vinson) ซึ่งมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการกลับคำพิพากษาในคดีเพรสซี่ ได้เสียชีวิตลง หัวหน้าผู้พิพากษาเอิร์ล วอร์เรน (Earl Warren) จึงได้เข้ามารับตำแหน่งแทน ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการบรรลุมติเอกฉันท์ในการต่อต้านการแบ่งแยกเชื้อชาติ

    The members of the Warren Court, taken in 1953
    Warren Court 1953, United Press International telephoto, Public domain, via Wikimedia Commons

    คำตัดสินของศาลในคดีของบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา

    วันที่ 17 พฤษภาคม 1954 หัวหน้าผู้พิพากษาเอิร์ล วอร์เรน ได้อ่านคำตัดสินเป็นเอกฉันท์ของศาล ประเด็นสำคัญของคำตัดสินประกอบด้วย

    • ศาลวินิจฉัยว่า “สถานศึกษาที่แยกกันนั้นไม่มีความเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ” ซึ่งเป็นการล้มล้างคดีเพลสซี่กับเฟอร์กูสัน โดยตรง
    • ศาลพบว่าการแบ่งแยกในโรงเรียนรัฐบาลละเมิดบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน (Equal Protection Clause) ของรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14
    • คำตัดสินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาในสังคมสมัยใหม่และผลเสียของการแบ่งแยกที่มีต่อเยาวชนที่เป็นชนกลุ่มน้อย
    • ศาลไม่ได้อาศัยเพียงแค่บรรทัดฐานทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังอ้างอิงถึงงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายทางจิตวิทยาที่เกิดจากการแบ่งแยก

    การนำผลของคำวินิจฉัยไปปฏิบัติ

    ในปี 1955 ที่รู้จักกันในนามบราวน์ 2 จากถ้อยคำในคำสั่งของศาลที่ให้มีการยกเลิกการแบ่งแยก “ด้วยความรอบคอบโดยเร็ว” (all deliberate speed) คำพูดนี้ค่อนข้างคลุมเครือ ทำให้บางรัฐสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการชะลอการบูรณาการ หรือการทำให้เป็นโรงเรียนที่รวมนักเรียนทุกเชื้อชาติอยู่ด้วยกัน ออกไปอีกเป็นเวลาหลายปี

    ผลกระทบและสิ่งที่ตามมา

    • บรรทัดฐานทางกฎหมาย คดีบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา ได้ล้มล้างหลักการ “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน” และกลายเป็นรากฐานทางกฎหมายสำหรับการยกเลิกการแบ่งแยกที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะในโรงเรียน แต่รวมไปถึงการให้บริการสาธารณะอื่นๆทุกประเภทด้วย
    • เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของขบวนการสิทธิพลเมือง คำตัดสินนี้เพิ่มพลังให้กับขบวนการที่มีกิจกรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมืองและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการท้าทายการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติต่อไป
    • การต่อต้าน รัฐทางใต้และนักการเมืองหลายคนต่อต้านคำตัดสินนี้อย่างรุนแรง นำไปสู่ช่วงเวลาที่รู้จักกันในชื่อ “การต่อต้านอย่างมหาศาล(Massive Resistance)”
    • การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา เมื่อเวลาผ่านไป คำตัดสินดังกล่าวส่งผลให้มีการผนวกรวมโรงเรียนของรัฐทั่วประเทศ แม้ว่ากระบวนการนี้จะค่อนข้างล่าช้าและเผชิญกับการต่อต้านก็ตาม ตัวอย่างของการเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงเช่น กรณีของรูบี บริดเจส (Ruby Bridges) นักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ที่ศาลต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้ความคุ้มครองตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน หรือกรณี Little Rock Nine ที่รัฐบาลกลางโดยคำสั่งของประธานาธิบดี ต้องส่งกองกำลังทหารเข้ามาคุ้มครองจนเกือบเป็นข้อขัดแย้งกับรัฐที่ตั้งของโรงเรียน
    • ผลกระทบทางสังคมที่กว้างขึ้น คดีของบราวน์ ได้ท้าทายระบบการแบ่งแยกตามเชื้อชาติทั้งหมดและสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มที่ถูกกีดกันอื่นๆ ต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเขาเช่นกรณี Montgomery Bus Boycott ในปี 1955 และกรณี Sit-in movement ในปี 1960 เป็นต้น
    • อิทธิพลระหว่างประเทศ คำตัดสินดังกล่าวทำให้ภาพลักษณ์ของอเมริกาในต่างประเทศดีขึ้นในช่วงสงครามเย็น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อความเท่าเทียมกัน

    มรดกในระยะยาว

    แม้ว่าคดีบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา จะเป็นชัยชนะที่สำคัญสำหรับสิทธิพลเมือง แต่คำมั่นสัญญาของคดีเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันทางการศึกษายังไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเต็มที่ โรงเรียนหลายแห่งยังคงแยกกันอยู่เนื่องจากรูปแบบการอยู่อาศัยและปัจจัยทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังของศักยภาพของกฎหมายที่จะส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคมและความเท่าเทียมกัน

    บทสรุปจากคดีบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา

    คดีบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา ถือเป็นหนึ่งในคำตัดสินที่สำคัญที่สุดของศาลสูงแห่งสหรัฐอเมริกาในประวัติศาสตร์ การที่ศาลประกาศว่าสถานศึกษาที่แยกจากกันนั้นไม่เท่าเทียมกันโดยเนื้อแท้ ถือเป็นการต่อต้านขบวนการเหยียดเชื้อชาติโดยตรง และปูทางไปสู่ความก้าวหน้าด้านสิทธิพลเมืองในทศวรรษต่อๆ มา แม้ว่าในระยะเริ่มแรกการนำไปปฏิบัติจะเผชิญกับความท้าทายและเป้าหมายบางส่วนยังไม่บรรลุผล แต่คดีของบราวน์ ได้เปลี่ยนแปลงพื้นฐานภูมิทัศน์ทางกฎหมายและสังคมของคนอเมริกัน โดยยืนยันหลักการที่ว่าชาวอเมริกันทุกคนไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใดล้วนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย ในอีกทางหนึ่งก็เป็นการเรียกคืนศักดิ์ศรีและมาตรฐานของศาลเอง ให้เป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่นในหมู่ประชาขนโดยทั่วไปยิ่งขึ้นไปอีก

    คดีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของกฎหมายอเมริกันที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงผลกระทบอันลึกซึ้งที่เกิดขึ้นกับสังคม เน้นย้ำให้เห็นว่าคำตัดสินของศาลสูงสามารถสะท้อนและกำหนดบรรทัดฐานทางสังคมได้อย่างไร ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลกระทบในวงกว้างและเป็นเวลายาวนาน

    ความทรงจำของประชาชนสู่บทเพลงประทับใจ

    ในประเทศที่เจริญแล้ว คำตัดสินของศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลสูงของประเทศ จะส่งผลกระทบต่อประชาชน สังคม และความมั่นคงของรัฐ หากคำตัดสินเป็นคุณกับคนทั้งประเทศ ผู้คนก็จะให้ความชื่นชมสรรเสริญ แต่ในทางกลับกัน หากคำตัดสินนั้นมาจากอคติ เพื่อผลประโยชน์หรือความต้องการของคนเพียงบางกลุ่ม ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ ติติงในข้อเท็จจริงได้อย่างเสรี เนื่องจากพวกเขาได้รับผลกระทบโดยตรง สิ่งเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้เป็นเอกสารที่คนรุ่นหลังสามารถนำมาศึกษาได้ในสถานที่สาธารณะเช่นห้องสมุด หอจดหมายเหตุ ทั้งของรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งถ้าเป็นในปัจจุบันก็จะเก็บบันทึกไว้ในแฟ้มดิจิทัลรูปแบบที่ต่างกันไป และจะถูกนำขึ้นไว้บนอินเทอร์เน็ต

    สำหรับภาคประชาชน สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นความประทับใจ ความผิดหวัง อึดอัด คับข้องใจ ไปจนถึงความโกรธเกรี้ยวหรือความเสียใจ ก็ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของศิลปะต่างๆเช่น บทกวี บทเพลง หรืออื่นๆ

    สองปีหลังการตัดสินคดีบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา พีท ซีเกอร์ (Pete Seeger) นักร้องเพลงสไตล์พื้นบ้าน (folk song) และนักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวอเมริกัน ได้บันทึกเสียงเพลงที่ชื่อว่า Black And White เพลงนี้เขียนในปี 1954 โดยเดวิด ไอ. อาร์คินและเอิร์ล โรบินสัน (David I. Arkin and Earl Robinson) มีเนื้อหาถึงการแบ่งแยกเชื้อชาติผิวสีว่า สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และในทางธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคำตัดสินของศาลในคดีนี้ คำร้องส่วนหนึ่งได้กล่าวถึงเนื้อหาและข้อเท็จจริงเช่น

    The schoolroom doors were closed so tight
    ประตูห้องเรียนถูกปิดสนิท หมายถึงเด็กผิวดำไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนของเด็กผิวขาวได้โรงเรียนของเด็กผิวขาวกับโรงเรียนของเด็กผิวดำต้องสร้างแยกจากกันไม่สามารถเรียนร่วมกันได้

    And now a child can understand
    This is the law of all the land all the land
    และตอนนี้เด็กๆจะได้เข้าใจแล้วว่ามันเป็นกฎหมายของทั้งแผ่นดิน มีความหมายถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ทุกรัฐต้องเคารพและปฏิบัติตาม

    Nine judges all, set down their names
    To end the years and years of shame
    Years of shame
    ผู้พิพากษาทั้งเก้า ได้จารึกชื่อของพวกท่าน
    เพื่อยุติห้วงเวลาแห่งความน่าอับอาย
    เป็นการสดุดีถึงคำพิพากษาในคดีของบราวน์ ส่วนคำว่าห้วงเวลาแห่งความน่าอับอาย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือห้วงเวลาแห่งความอัปยศ (years of shame) นั้นหมายถึงระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษแห่งความขัดแย้งและเกลียดชังกันระหว่างคนในสังคม ที่เป็นผลพวงจากคำตัดสินในคดีเพลสซี่กับเฟอร์กูสัน

    their robes were black
    Their heads were white
    เสื้อคลุมของพวกเขาเป็นสีดำ
    ศีรษะของพวกเขาเป็นสีขาว
    เป็นสัญลักษณ์แทนผู้พิพากษา เนื่องจากเสื้อคลุมหรือชุดครุยที่ศาลสวมในขณะพิจารณาคดีมักเป็นสีดำ ส่วนคำว่าศีรษะสีขาวหมายถึงวิกที่ผู้พิพากษาสวมใส่ ซึ่งศาลของสหรัฐฯเลิกสวมวิกมาตั้งแต่ต้นศวรรษที่ 19 แล้วเพื่อแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาเป็นสาธารณะรัฐและเป็นประเทศประชาธิปไตย

    บทเพลง Black And White ของพีท ซีเกอร์แม้ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แต่ก็ถูกนำมาบันทึกใหม่อีกหลายครั้งโดยนักร้องอื่น ซึ่งก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเช่นกัน จนกระทั่งในปี 1972 วงดนตรีชื่อ Three Dog Night ได้นำมาบันทึกใหม่โดยมีการตัดทอนเนื้อร้องบางส่วนออกไป บทเพลงของพวกเขาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนสามารถขึ้นถึงอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงป๊อปของสหรัฐอเมริกา

    สารส่งท้ายจากผู้เขียน

    ศาลถือเป็นสถาบันของสังคม ต่างจากองค์กรทั่วไป เพราะคำว่าสถาบันจะต้องยึดโยงกับประชาชนของรัฐ (ส่วนในทางปฏิบัติจะเป็นอย่างไรคงต้องดูที่บริบทของระบอบการปกครอง) และทุกการกระทำต้องรับผิดชอบต่อผู้คนทั้งประเทศ คำพิพากษา คำวินิจฉัย หรือแม้คำแนะนำของศาลในมุมมองและสายตาของประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าท่าน เป็นเสมือนผู้ให้ ผู้ธำรงความยุติธรรมเพื่อนำความสันติ ความมั่นคง และความปลอดภัยมาสู่สังคม เป็นเทพผู้ประสาทความยุติธรรม หรือเป็นเพียงแค่ร่างทรงของทรราช ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของพวกท่านทั้งหลายนั่นเอง


    บทความนี้ใช้ Claude AI ช่วยในการค้นหาและเรียบเรียงข้อมูลบางส่วน

    ลิงก์เพื่อการอ้างอิง

    Dred Scott v. Sandford
    https://en.wikipedia.org/wiki/Dred_Scott_v._Sandford

    American Civil War
    https://en.wikipedia.org/wiki/American_Civil_War

    Plessy v. Ferguson
    https://en.wikipedia.org/wiki/Plessy_v._Ferguson

    Brown v. Board of Education
    https://en.wikipedia.org/wiki/Brown_v._Board_of_Education

  • สิทธิลงคะแนนเสียง ของคนผิวสียุคจิมโครว์ ที่ถูกกีดกัน กับการสรรหา วุฒิสมาชิกไทย

    สิทธิลงคะแนนเสียง ของคนผิวสียุคจิมโครว์ ที่ถูกกีดกัน กับการสรรหา วุฒิสมาชิกไทย

    บทความนี้เขียนในช่วงของการรับสมัครสมาชิกวุฒิสภาปี 2024 ซึ่งถ้าใครมีโอกาสได้ศึกษา “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561” รวมถึงกฎระเบียบซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการในฐานะคณะกรรมการตามมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีความไม่ปกติ ผิดวิสัยของการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวตามรูปแบบที่เป็นสากลเป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ความพยายามไม่เรียกการคัดเลือกว่า “การเลือกตั้ง” ทั้งที่เป็นการคัดเลือกโดยการลงคะแนนอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้มีสิทธิสมัครตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ผู้มีสิทธิสมัครรับการคัดเลือกเท่านั้นจึงจะสามารถใช้ สิทธิลงคะแนนเสียง เลือกคนที่เห็นว่าเหมาะสมเข้าไปเป็น สมาชิกวุฒิสภาได้ (รวมทั้งตัวเองด้วย) มีการเรียกเก็บเงินจำนวน 2,500 บาท และมีการกำหนดโทษของการทุจริต หรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎระเบียบที่ยิบย่อย ซ้ำซ้อน สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ รวมถึงผู้ที่ประสงค์ที่จะไปใช้สิทธิเลือกคนที่ตนเห็นว่ามีความสามารถต้องถูกตัดสิทธิ หรือเกรงกลัวว่าอาจจะไปกระทำผิดตามกฏเกณฑ์ที่ยิบย่อยโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ไม่กล้าที่จะลงสมัคร

    สารบัญ

    เลือกสมาชิกวุฒิสภา อะไรคือปัญหา ?

    ตามความเห็นของบุคคลต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมากที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ถึงกฎเกณฑ์เหล่านี้ผ่านทางสื่อสารมวลชน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วิธีการดังกล่าวมีความซับซ้อน ยุ่งเหยิง รวมถึงมีการปกปิดข้อมูลที่ประชาชนควรได้รับรู้ กีดกันไม่ให้บุคคลทั่วไปเข้าไปรู้เห็นหรือสังเกตการณ์การดำเนินการเพื่อคัดเลือกในครั้งนี้ หลายคนถึงกับกล่าวว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่พิสดารที่สุดในโลก ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน

    จากการที่เป็นคนชอบศึกษาประวัติศาสตร์ต่างประเทศผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเรื่องสิทธิพลเมือง (Civil Right) ทั้งในอเมริกา ยุโรป และอินเดีย โดยส่วนตัวมีความเห็นว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีความซับซ้อน (complex or complicated) เพื่อให้การสรรหามีคุณภาพหรือประสิทธิภาพอะไร แต่เป็นการจงใจออกแบบมาเพื่อให้เกิดความยุ่งยาก สับสน (confused) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “มั่ว” วิธีการลักษณะนี้ไม่ใช่เพิ่งปรากฏขึ้นในโลกปัจจุบัน แต่เกิดขึ้นมานานนับร้อยปีแล้ว และมักใช้เพื่อเป็นการกีดกัน หรือระงับ สิทธิลงคะแนนเสียง เลือกตั้งสำหรับพลเมืองบางกลุ่มหรือบางส่วนที่ผู้มีอำนาจทางสังคมดั้งเดิมเห็นว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงกับสถานภาพของกลุ่มของพวกตน โดยเฉพาะสถานภาพในอำนาจทางการเมืองและการปกครอง

    คงไม่สามารถบอกได้หรอกนะครับว่า กฎเกณฑ์ที่ออกแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาของไทยปัจจุบัน ผู้ออกแบบมีจุดประสงค์อะไรซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ แต่การที่อำนาจของวุฒิสภานั้นแทบไม่มีขอบเขตจำกัด มีมากกว่าสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเสียด้วยซ้ำไป กลุ่มอำนาจเดิมคงยากที่จะยอมให้เครื่องมือนี้หลุดรอดไปเป็นของกลุ่มอื่นๆหรือของประชาชนอย่างแน่นอน

    อยากจะขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศที่ถือกันว่า ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากที่สุดในโลกเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้วมาให้นำมาใช้เปรียบเทียบกันครับ

    Red white blue image with American Flag and Ballot Box for Voting
    CC0 Public Domain

    สหรัฐอเมริกาดินแดนแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียม?

    สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ชาวอเมริกันมีความภาคภูมิใจเหลือเกินว่าเป็นดินแดนแห่งเสรี เพลงชาติของอเมริกา “The Star-Spangled Banner” ทุกบรรทัดสุดท้ายของแต่ละท่อนจะบอกว่า “O’er the land of the free and the home of the brave” ซึ่งคนทั่วโลกก็ให้การยอมรับและมีไม่น้อยที่ใฝ่ฝันอยากจะได้เป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ส่วนในปัจจุบันความเชื่อนี้จะยังคงเป็นจริงอยู่หรือไม่ คงต้องพิจารณากันเองครับ

    การใช้สิทธิลงคะแนนเพื่อเลือกตัวแทนเข้าไปทำงานในรัฐบาลเป็นคุณลักษณะสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนซึ่งพลเมืองของประเทศนี้ใช้มาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ หลังการต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากเจ้าเหนือหัวอังกฤษ สิทธิในการลงคะแนนเสียงเป็นหลักพื้นฐานของประเทศที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งให้สัตยาบันในปี 1789 (ปีเดียวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส) แต่ก็มิได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าใครบ้างที่ได้สิทธินี้ ส่วนใหญ่แล้วจึงไปตกอยู่ที่ชายผู้ครอบครองทรัพย์สินเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหายุ่งยากอะไร เพราะความเป็นพลเมืองของประเทศจำกัดอยู่เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น

    "The Rail Splitter Repairing the Union" — a political cartoon of Andrew Johnson and Abraham Lincoln from 1865, during the Reconstruction era of the United States (1863–1877).
    Lincoln and Johnson : Joseph E. Baker, Public domain, via Wikimedia Commons

    หลังสงครามกลางเมือง ในช่วงยุคฟื้นฟู (Reconstruction Era :1865-1877) ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญสามครั้งคือ ครั้งที่สิบสามเพื่อยกเลิกการมีทาสทั้งหมด ครั้งที่สิบสี่มีหลายส่วนที่สำคัญคือกำหนดให้บุคคลทุกคนที่เกิดหรือแปลงสัญชาติในสหรัฐอเมริกา และอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลดังกล่าว เป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา (แน่นอนว่ารวมถึงอดีตทาสด้วย) รวมถึงการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่เท่าเทียมกัน และครั้งที่สิบห้าในเรื่องการให้สิทธิแก่ชายอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันหรือคนผิวสีในการลงคะแนนเสียง

    คนผิวขาวในรัฐทางใต้ส่วนใหญ่ที่เป็นอดีตสมาพันธรัฐ มีความไม่พอใจคนผิวสีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะมีทัศนคติว่าพวกตนเป็นใหญ่ ส่วนคนผิวสีซึ่งส่วนใหญ่เป็นทาส มิได้มีสถานภาพเป็นพลเมือง แต่เป็นเพียงแค่ทรัพย์สิน (property) เท่านั้น สงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในปี 1861 ถึงปี 1865 ซึ่งได้คร่าชีวิตชาวอเมริกันกว่าร้อยละสองรวมถึงความเสียหายอีกมากมาย ก็มีสาเหตุจากเรื่องนี้ การที่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันได้สิทธิต่างๆเท่าเทียมกับพวกตนจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แต่เมื่อเป็นผู้แพ้สงครามจึงต้องเก็บความไม่พอใจไว้ในใจเท่านั้น

    ระหว่างยุคฟื้นฟู รัฐบาลกลางยังคงกำลังทหารไว้ในรัฐภาคใต้ ทำให้คนผิวสีซึ่งได้รับความคุ้มครองอยู่มากกว่าครึ่งล้านคน ได้เข้าร่วมลงคะแนนเสียง ส่งผลให้พวกเขาเกือบสองพันคน ได้เข้ารับตำแหน่งในองค์กรสาธารณะ มีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน 17 คนได้รับเลือกสู่สภาคองเกรส (วุฒิสมาชิก 2 คนและผู้แทนราษฎร 15 คน) นับเป็นความสั่นสะเทือนทางสถานภาพของคนผิวขาวเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องหาวิธีการมาใช้เพื่อกีดกันหรือจำกัดสิทธิการเลือกตั้งของคนเหล่านี้ จนเมื่อรัฐบาลกลางถอนกำลังกลับไปเมื่อสิ้นสุดยุคฟื้นฟูในปี 1877 จึงเป็นโอกาสให้สามารถใช้วิธีการหรือกฎหมายของรัฐเพื่อแบ่งแยกและจำกัดสิทธิคนผิวสีอย่างเป็นระบบ มีการเผยแพร่ ส่งต่อกันในเขตภาคใต้เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติ วิธีการเหล่านี้เรียกว่า จิมโครว์ (Jim Crow) หากออกมาเป็นกฎหมายก็เรียกว่า Jim Crow Laws ซึ่งได้มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทศวรรษ 1960

    จิมโครว์คืออะไร (What was Jim Crow?)

    จิมโครว์ (Jim Crow) ไม่ใช่ชื่อของบุคคล แต่เป็นชื่อของระบบวรรณะทางเชื้อชาติซึ่งดำเนินการอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เฉพาะในรัฐทางตอนใต้และชายแดนเท่านั้น ระหว่างปี 1877 ถึงกลางทศวรรษที่ 1960 จิมโครว์เป็นมากกว่ากฎการต่อต้านคนผิวสีที่เข้มงวด แต่เป็นวิถีชีวิตของผู้คน ภายใต้วิถีของจิมโครว์ ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันถูกลดสถานะให้เป็นเพียงแค่พลเมืองชั้นสอง จึงอาจกล่าวได้ว่า จิมโครว์ เป็นตัวแทนของความชอบธรรมในการเหยียดเชื้อชาติ และการต่อต้านคนผิวสี

    การกีดกัน สิทธิลงคะแนนเสียง เลือกตั้งของคนผิวสีในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

    หลังยุคฟื้นฟู (Reconstruction era) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน หรือคนผิวสีต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการใช้สิทธิลงคะแนนเสียงของตน แม้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 15 ในปี 1870 ซึ่งห้ามการปฏิเสธ สิทธิลงคะแนนเสียง โดยการอ้างถึง เชื้อชาติ สีผิว หรือสภาพความเป็นทาสในอดีต แล้วก็ตาม

    ช่วงรอยต่อระหว่างหลังสงครามกลางเมืองไปจนสิ้นสุดยุคฟื้นฟู รัฐทางภาคใต้ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสมาพันธรัฐเดิม (Confederation) มีการใช้วิธีการหลายวิธีของรัฐ โดยออกเป็นกฎหมายหรือกฎเกณฑ์เพื่อใช้เพิกถอนหรือขัดขวางสิทธิของผู้ลงคะแนนเสียงชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ทั้งนี้พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ วิธีการดังกล่าวประกอบไปด้วย

    Poll Tax receipt for Rosa Boyles of Jefferson County, Alabama, October 22, 1920
    Poll Tax receipt County, Alabama, 1920 : Public domain, via Wikimedia Commons

    ภาษีการเลือกตั้ง(Poll Taxes)

    รัฐทางใต้หลายแห่งบังคับใช้ภาษีการเลือกตั้ง โดยกำหนดให้ประชาชนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการลงคะแนนเสียง ภาษีเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างไม่สมส่วนต่อชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นคนยากจนข้นแค้นเนื่องจากการเลือกปฏิบัติทางประวัติศาสตร์และความแตกต่างทางเศรษฐกิจ คนเหล่านี้จำนวนมากแม้มีสิทธิในการเลือกตั้งตามกฎหมาย แต่ก็ไม่สามารถจ่ายภาษีได้ พลเมืองที่เป็นคนผิวสีจำนวนมากจึงขาดโอกาสในการใช้สิทธิเพื่อลงคะแนนเสียง

    ภาษีการเลือกตั้ง(Poll Taxes) คือเงินที่พลเมืองผู้ใหญ่ทุกคนจ่ายรายหัวเป็นจำนวนเท่ากัน (poll หมายถึงหัว) โดยไม่คำนึงถึงสัดส่วนของรายได้หรือสถานการณ์เฉพาะใดๆ ก่อนกลางศตวรรษที่ 20 ยังมีบางรัฐกำหนดให้ประชาชนต้องจ่ายภาษีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการลงคะแนนเสียง

    ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ภาษีการเลือกตั้งเป็นค่าธรรมเนียมที่ประชาชนต้องจ่ายเพื่อลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งสาธารณะ หากพวกเขาไม่สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมได้ พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงคะแนนเสียง ภาษีเลือกตั้งถูกนำมาใช้ทั่วรัฐทางใต้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อเป็นช่องทางในการเพิกถอนสิทธิของผู้ลงคะแนนเสียงชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักมีฐานะยากจน เนื่องจากเพิ่งได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาส ภาษีเหล่านี้มักมาพร้อมกับข้อกำหนดของท้องถิ่นที่เข้มงวดในการกำหนดเวลาการชำระเงิน ซึ่งทำให้กระบวนการลงคะแนนเสียงสำหรับชุมชนชายขอบมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นวิธีการกีดกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพอีกวิธีหนึ่ง เพราะเมื่อพลเมืองผิวสีจำนวนมากไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ ก็จะไปบ่อนทำลายอำนาจทางการเมืองของพวกเขา และทำให้อำนาจสูงสุดของคนผิวขาวยังคงดำรงอยู่ต่อไป

    อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงมิได้มีเพียงคนผิวสีเท่านั้นที่มีฐานะยากจน คนผิวขาวเองจำนวนไม่น้อยก็ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือคนผิวขาวที่มีฐานะยากจนที่มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถจ่ายภาษีเลือกตั้งได้ จึงได้มีการออกกฎหมายที่เรียกว่า “กฎหมายบรรพบุรุษ” (Grandfather Clauses) บัญญัติให้ยกเว้นผู้ที่บรรพบุรุษเคยมีสิทธิเลือกตั้งก่อนสงครามกลางเมืองไม่ต้องจ่ายภาษีการเลือกตั้ง ซึ่งก็จะมีแต่เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้

    เหตุการณ์สำคัญประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับภาษีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในกรณีของ บรีดเลิฟ กับ ซัตเทิลส์ (Breedlove v. Suttles 1937) ซึ่งศาลสูงของสหรัฐได้ตัดสินโดยยึดถือตามกฎหมายภาษีการเลือกตั้งของรัฐจอร์เจีย การตัดสินครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงความเข้มแข็งของกระบวนการเพื่อเพิกถอนสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในภาคใต้ได้เป็นอย่างดี

    นักเคลื่อนไหวและองค์กรอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน เช่น NAACP ได้ดำเนินการต่อสู้เพื่อให้มีการยกเลิกภาษีการเลือกตั้งด้วยวิธีทางกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 24 ในปี 1964 จึงได้มีการยกเลิกการใช้ภาษีการเลือกตั้งในการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลาง และต่อมาศาลสูงของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้ภาษีเหล่านี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญในการเลือกตั้งระดับรัฐในคดีของ ฮาร์เปอร์ กับ คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งรัฐเวอร์จิเนียในปี 1966

    การยกเลิกภาษีเลือกตั้ง (Abolishing Poll Taxes)

    ภาษีการเลือกตั้งยังคงมีการบังคับใช้อยู่ในภาคใต้จนถึงกลางศตวรรษที่ 20 บางรัฐยุติการเก็บภาษีการเลือกตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่บางรัฐยังคงเก็บภาษีดังกล่าวอยู่ ในที่สุดภาษีเลือกตั้งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในสหรัฐอเมริกาก็ถูกยกเลิกในทศวรรษ 1960 จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 24 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 1964 บัญญัติให้การใช้ภาษีเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญในการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งอื่นๆเช่นการเลือกตั้งท้องถิ่น ยังคงมีการบังคับใช้ภาษีเลือกตั้งอยู่ จนกระทั่งปี 1966 ศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาได้มีคำตัดสินในคดีของฮาร์เปอร์ กับ คณะกรรมการเลือกตั้งของรัฐเวอร์จิเนีย (Harper v. Virginia Board of Electors) ซึ่งระบุว่าไม่สามารถกำหนดให้ประชาชนต้องเสียภาษีการเลือกตั้งเพื่อลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั้งในระดับรัฐและในระดับท้องถิ่น ศาลถือว่าภาษีเลือกตั้งละเมิดต่อบทบัญญัติของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่สิบสี่ (the Fourteenth Amendment) ซึ่งรับประกันการคุ้มครองที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคนภายใต้กฎหมาย

    Cartoon showing Uncle Sam writing on wall, "Eddikashun qualifukashun. The Black man orter be eddikated afore he kin vote with US Wites, signed Mr. Solid South."
    Cartoon showing Uncle Sam writing on wall : Image from Library of Congress, No known restrictions on publication.

    การทดสอบการรู้หนังสือ(Literacy Tests)

    กลยุทธ์ทั่วไปอีกประการหนึ่งคือการกำหนดให้มีการทดสอบการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงความสามารถในการอ่านและตีความส่วนหนึ่งส่วนใดของรัฐธรรมนูญ หรือเอกสารที่ซับซ้อนอื่นๆ การทดสอบเหล่านี้มักดำเนินการในลักษณะที่เลือกปฏิบัติ โดยชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันต้องเผชิญกับคำถามที่ยากกว่าหรือจงใจให้ข้อความที่สับสนในการตีความ

    การทดสอบการรู้หนังสือถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในรัฐทางตอนใต้หลังยุคฟื้นฟู (Reconstruction era) โดยมักจะอ้างว่ามีไว้เพื่อให้แน่ใจว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความสามารถในการรับข้อมูลต่างๆอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การทดสอบเหล่านี้มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน โดยพวกเขาต้องเผชิญกับคำถามที่ยากกว่าที่ควรจะเป็น หรือจงใจสร้างข้อความที่ทำให้เกิดความสับสนจนไม่สามารถผ่านการทดสอบได้ ในขณะที่คนผิวขาวจะได้รับคำถามง่ายๆ ไม่มีความซับซ้อนใดๆ หรืออาจได้รับการช่วยเหลือจากกรรมการคุมสอบเพื่อให้สามารถผ่านการทดสอบไปได้

    อัตราการไม่รู้หนังสือในหมู่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในขณะนั้นมีสัดส่วนที่สูงมาก เนื่องจากความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษาในอดีตอันเป็นผลมาจากการเป็นทาสและการแบ่งแยก ในบางรัฐมีบทลงโทษทาสที่แอบเรียนหนังสือ ด้วยการใช้ประโยชน์จากความแตกต่างนี้ รัฐทางตอนใต้จึงสามารถตัดสิทธิผู้ลงคะแนนเสียงผิวดำและรักษาอำนาจทางการเมืองของคนผิวขาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    Political cartoon from The Caucasian of Raleigh criticizing the Suffrage Amendment's literacy test in North Carolina for potentially disenfranchising the poor and creating a political oligarchy
    Political cartoon from The Caucasian of Raleigh : unknown, The Caucasian, Public domain, via Wikimedia Commons

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาเช่นเดียวกับการจ่ายภาษีเลือกตั้งสำหรับคนผิวขาวในเรื่องการอ่านออกเขียนได้ก็มีอยู่มากเช่นเดียวกัน เพราะไม่ใช่ว่าคนผิวขาวทุกคนจะรู้หนังสือ กฎหมายบรรพบุรุษจึงมีบทบัญญัติยกเว้นในเรื่องนี้ไว้ด้วยเช่นเดียวกัน

    ปัจจุบันในโลกออนไลน์ มีผู้ทดลองนำเอาแบบทดสอบเหล่านั้นมาทำ แล้วนำเสนอผ่านเว็บไซต์ หรือทาง YouTube จำนวนมาก ตัวอย่างเช่น แบบทดสอบการรู้หนังสือของรัฐลุยเซียนาปี 1964 ซึ่งใช้ทดสอบผู้ที่ไม่สำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ 5 มีจำนวน 30 ข้อ ต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 10 นาที หากทำผิดแม้แต่เพียงข้อเดียวถือว่าสอบไม่ผ่าน ลองหาแบบทดสอบนี้ทำดูนะครับ

    กฎหมายบรรพบุรุษ (Grandfather Clauses)

    ในบางรัฐได้ตรา “กฎหมายบรรพบุรุษ” ซึ่งกำหนดให้มีการยกเว้นบุคคลจากการทดสอบการรู้หนังสือหรือการเสียภาษีเลือกตั้ง หากบรรพบุรุษของพวกเขาเคยมีสิทธิลงคะแนนเสียงก่อนสงครามกลางเมือง เป็นที่รู้กันดีว่าชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันส่วนใหญ่ตกเป็นทาส หรือถูกปฏิเสธสิทธิในการลงคะแนนเสียงก่อนเกิดสงครามกลางเมือง(ก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 15) กฎเกณฑ์เหล่านี้จึงเป็นประโยชน์เฉพาะคนผิวขาวที่มีฐานะยากจนหรือไม่รู้หนังสือซึ่งในขณะนั้นก็มีจำนวนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน แต่มันจะไม่มีผลดีอะไรต่อสิทธิในการเลือกตั้งของคนผิวสีเลย เพราะพวกเขายังต้องจ่ายภาษีเลือกตั้งและต้องทดสอบการรู้หนังสืออยู่เหมือนเดิม

    กฎหมายบรรพบุรุษ ถูกนำมาใช้ในรัฐทางใต้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อเป็นหนทางในการหลีกเลี่ยงการละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 15 และรักษาอำนาจสูงสุดทางการเมืองของคนผิวขาว กฎเกณฑ์เหล่านี้ยกเว้นบุคคลจากการทดสอบการอ่านออกเขียนได้หรือภาษีการเลือกตั้ง หากบรรพบุรุษของพวกเขามีสิทธิลงคะแนนเสียงก่อนสงครามกลางเมือง โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อช่วยเหลือคนผิวขาวที่มีฐานะยากจน ให้ได้รับการยกเว้นจากการจ่ายภาษีเลือกตั้ง และเพื่อให้คนผิวขาวที่ไม่รู้หนังสือได้รับการยกเว้นจากการทดสอบการรู้หนังสือ

    เนื่องจากชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันส่วนใหญ่ตกเป็นทาสหรือปฏิเสธสิทธิในการลงคะแนนเสียงก่อนเกิดสงครามกลางเมือง กฎหมายบรรพบุรุษจึงแยกพวกเขาออกจากการลงคะแนนเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ปกป้องสิทธิในการลงคะแนนเสียงของพลเมืองผิวขาว สิ่งนี้ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางเชื้อชาติและนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิ์ของคนผิวสีในเวลาเดียวกัน

    กรณีของไจล์ส กับ แฮร์ริส (Giles v. Harris 1903) ทำให้เห็นได้ว่าศาลสูงของสหรัฐสนับสนุนกฎหมายบรรพบุรุษของรัฐอลาบามา ซึ่งตอกย้ำสิทธิของรัฐในการเพิกถอนสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันผ่านกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ

    การใช้กฎหมายเพื่อต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม เช่นในคดีบูคานัน กับ วอร์ลี่ (Buchanan v. Warley 1917) มีส่วนทำให้เกิดการเซาะกร่อนบ่อนทำลายกฎหมายบรรพบุรุษอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ กฎหมายสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนปี 1965 (the Voting Rights Act of 1965) ยังมุ่งเป้าไปที่แนวทางปฏิบัติในการลงคะแนนเสียงแบบเลือกปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงแนวทางปฏิบัติที่มาจากกฎหมายบรรพบุรุษ โดยจัดให้มีการกำกับดูแลขั้นตอนการเลือกตั้งของรัฐบาลกลางในรัฐที่มีประวัติการกีดกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน

    ในกรณีของ กวินน์ กับ สหรัฐอเมริกา (Guinn v. United States 1915) ศาลสูงของสหรัฐได้ตัดสินให้กฎหมายบรรพบุรุษของรัฐโอคลาโฮมา ซึ่งยกเว้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาวที่ไม่รู้หนังสือจากการทดสอบการอ่านออกเขียนได้ ขณะเดียวกันก็ตัดสิทธิ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวดำที่ไม่รู้หนังสือเป็นโมฆะ การตัดสินครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อวิธีการและกระบวนการที่ใช้เพื่อกีดกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ร้ายแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่ง

    Political cartoon "Of Course He Wants To Vote The Democratic Ticket" (October 1876), from page 848 of Harper's Weekly, showing Democrats in what is presumably Tennessee trying to intimidate a voter into voting for the Democrats under duress at gunpoint.
    Frost, Public domain, via Wikimedia Commons

    การใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ (Violence and Intimidation)

    ชาวแอฟริกันอเมริกันที่พยายามใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงมักเผชิญกับภัยคุกคาม การคุกคาม และความรุนแรงจากกลุ่มที่ถือลัทธิเชิดชูคนผิวขาว เช่นกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า Ku Klux Klan ซึ่งเป็นองค์กรลับก่อตั้งขึ้นเพื่อคุกคามชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและป้องกันไม่ให้พวกเขาใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียง การลงประชาทัณฑ์ การทุบตี และการข่มขู่เป็นรูปแบบที่ใช้ทั่วไปอย่างกว้างขวางโดยที่เจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนการยุติธรรมเพิกเฉย หรือบางครั้งก็ให้ความช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเสียเอง

    Ku Klux Klan Robe and Hood - Birmingham Civil Rights Institute - Birmingham - Alabama - USA
    Ku Klux Klan Robe and Hood : Adam Jones from Kelowna, BC, Canada, CC BY-SA 2.0 , via Wikimedia Commons

    การคุกคามและความรุนแรงสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ลงคะแนนเสียงชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ทำให้พวกเขาท้อแท้จากการพยายามลงทะเบียนหรือลงคะแนนเสียง ความรุนแรงนี้ยังเป็นวิธีการรักษาการควบคุมทางการเมืองของคนผิวขาวและเสริมสร้างลำดับชั้นทางเชื้อชาติให้ดำรงอยู่ต่อไปในสังคม

    การเดินขบวนประท้วงจากเซลมาถึงมอนต์โกเมอรี่ในปี 1965 อาจเป็นตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดของการต่อต้านการข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเดินขบวนเหล่านี้นำโดยผู้นำด้านสิทธิพลเมือง เช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) มีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงความสนใจของสังคมไปที่การใช้ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวสีที่ต้องเผชิญอยู่ในรัฐทางภาคใต้ และท้ายที่สุดนำก็ไปสู่การผ่านกฎหมายสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนในปีนั้นเอง

    ชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและพันธมิตรได้จัดการประท้วงด้วยสันติวิธี การประท้วง และการรณรงค์การทำอารยะขัดขืนของพลเมืองเพื่อเผชิญหน้ากับการข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเรียกร้องสิทธิในการลงคะแนนเสียงที่เท่าเทียมกัน การแทรกแซงของรัฐบาลกลาง เช่น การส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) เพื่อปกป้องผู้เดินขบวนระหว่างการเดินขบวนที่เซลมาถึงมอนต์โกเมอรี่ ยังช่วยต่อต้านกลยุทธ์การข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกทางหนึ่งด้วย

    วิธีการอื่นๆ (Other Methods)

    พรรคขาวล้วน (All-white primaries) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ในการตัดสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เป็นแนวทางปฏิบัติที่ใช้โดยพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเดโมแครต (Democratic Party) เพื่อกีดกันชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันไม่ให้เข้าร่วมในการเลือกตั้งขั้นต้น (primary elections) ส่งผลให้พวกเขาไม่มีเสียงในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครอย่างมีประสิทธิภาพ

    พรรคขาวล้วนถูกฟ้องร้องในศาลโดยนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและองค์กรสิทธิพลเมือง โดยยืนยันว่าการกระทำเหล่านี้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 15 ซึ่งรับประกันสิทธิในการลงคะแนนเสียงโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ในคดี Smith v. Allwright (1944) ศาลสูงของสหรัฐอเมริกาตัดสินว่าการกระทำของพรรคเดโมแครตในเท็กซัสนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิในการลงคะแนนเสียงของชาวแอฟริกันอเมริกัน

    วิธีการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองของคนผิวสี

    การเพิกถอนสิทธิ การกีดกัน และการต่อต้านเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนและเป็นที่ถกเถียงกันของสิทธิในการลงคะแนนเสียงของชาวแอฟริกันอเมริกันในสหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำถึงการต่อสู้อย่างต่อเนื่องเพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติและเพื่อความยุติธรรม

    แม้จะมีอุปสรรคมากมาย ชาวแอฟริกันอเมริกันและพันธมิตรก็ใช้วิธีการต่างๆ เพื่อต่อต้านการกีดกัน การเพิกถอนสิทธิ และต่อสู้เพื่อสิทธิในการลงคะแนนเสียงของตนโดยการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มจัดให้มีกิจกรรมต่างๆดังนี้

    นักเคลื่อนไหวและองค์กรชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน เช่น NAACP (National Association for the Advancement of Colored People)ซึ่งรวมตัวกันก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 กิจกรรมของคนกลุ่มนี้นอกจากให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายต่อชาวคนผิวดำแล้ว กิจกรรมหลักจะเป็นการทดสอบการใช้กฎหมายโดยการอ้างอิงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีทางกฎหมายต่อกฎหมายของรัฐใดที่มีการเลือกปฏิบัติในการลงคะแนนเสียง กรณีสำคัญๆ เช่น Guinn v. United States (1915) และ Smith v. Allwright (1944) การดำเนินการเช่นนี้จะเป็นการช่วยขจัดข้อจำกัดในการลงคะแนนเสียงในยุคจิมโครว์ได้ในระดับหนึ่ง

    การให้การศึกษาและการระดมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง(Voter Education and Mobilization)

    ผู้นำด้านสิทธิพลเมืองและผู้จัดงานระดับรากหญ้า จะจัดให้มีกิจกรรมการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อแจ้งให้ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันทราบเกี่ยวกับสิทธิของตน และให้กำลังใจ ปลุกความเชื่อมั่นในตนเอง เพื่อให้พวกเขาเอาชนะอุปสรรคต่างๆ เช่น การทดสอบการอ่านออกเขียนได้ ความพยายามในการลงทะเบียนผู้ลงคะแนนเสียงผิวสี กิจกรรมเหล่านี้จะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ ถือเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการสิทธิพลเมืองในช่วงทศวรรษ 1950 ถึง 1960

    On March 21, 1965, demonstrators began marching from Selma to Montgomery for voting rights.
    Selma to Montgomery marching : TradingCardsNPS, CC BY 2.0 , via Wikimedia Commons

    อารยะขัดขืนและการประท้วง(Civil Disobedience and Protest)

    ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและพันธมิตรของพวกเขา มีส่วนร่วมในการกระทำอารยะขัดขืน และการประท้วงเพื่อดึงความสนใจของสังคมไปที่ความอยุติธรรมของวิธีการและกระบวนการที่ใช้เพื่อกีดกันการผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกกระบวนการต่างๆเหล่านั้น เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ เช่น การเดินขบวนระหว่างเซลมาถึงมอนต์โกเมอรี่ในปี 1965 (Selma to Montgomery marches 1965) เน้นย้ำให้เห็นถึงความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติที่ผู้ลงคะแนนเสียงผิวดำในภาคใต้ต้องเผชิญได้เป็นอย่างดี

    การแทรกแซงของรัฐบาลกลาง (Federal Intervention)

    รัฐบาลกลางมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิในการลงคะแนนเสียงของชาวอเมริกันเชื้อสายแอริกันผ่านทางกฎหมาย เช่น กฎหมายสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนปี 1965 (Voting Rights Act of 1965) กฎหมายสำคัญฉบับนี้ห้ามการลงคะแนนเสียงแบบเลือกปฏิบัติ รัฐบาลกลางมีอำนาจในการกำกับดูแลขั้นตอนการเลือกตั้งโดยเฉพาะในรัฐที่มีประวัติการกีดกันผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

    แม้จะมีความพยายามเหล่านี้ แต่ความท้าทายต่อสิทธิในการลงคะแนนเสียงของชาวแอฟริกันอเมริกันยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยเน้นย้ำถึงการต่อสู้อย่างต่อเนื่องเพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติและความยุติธรรมในสหรัฐอเมริกา

    NAACP คืออะไร

    NAACP (National Association for the Advancement of Colored People) เป็นองค์กรอเมริกันชาติพันธุ์ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการยกเลิกการแบ่งแยกและการเลือกปฏิบัติในด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา การจ้างงาน การลงคะแนนเสียง และการขนส่ง เพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และเพื่อให้มั่นใจว่าชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ NAACP ก่อตั้งขึ้นในปี 1909 โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประกอบด้วย W.E.B. Du Bois, Ida Bell Wells-Barnett, Mary White Ovington และคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง

    Holding a poster against racial bias in Mississippi in 1956, are four of the most active leaders in the NAACP movement.
    NAACP leaders with poster NYWTS : New York World-Telegram and the Sun staff photographer: Al Ravenna, Public domain, via Wikimedia Commons

    ในด้านปัญหาสิทธิการเลือกตั้ง NAACP มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการเพิกถอนสิทธิที่ชาวแอฟริกันอเมริกันต้องเผชิญ ซึ่งรวมถึงความท้าทายต่างๆ เช่น การเลือกตั้งขั้นต้นที่เป็นคนผิวขาวทั้งหมด ภาษีการเลือกตั้ง การทดสอบการอ่านออกเขียนได้ และการกีดกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรูปแบบอื่นๆ

    กิจกรรมสำคัญที่ดำเนินการโดย NAACP

    กองทุนป้องกันทางกฎหมาย (Legal Defense Fund / LDF) ของ NAACP ใช้การดำเนินคดีเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการท้าทายกฎหมายและแนวปฏิบัติในการลงคะแนนเสียงที่เลือกปฏิบัติในศาล พวกเขาเลือกกรณีเชิงกลยุทธ์ที่อาจมีผลกระทบในวงกว้างต่อสิทธิพลเมืองและความเท่าเทียมกันทางเชื้อชาติ กรณีสำคัญๆ เช่น Guinn v. United States (1915), Smith v. Allwright (1944) และ Brown v. Board of Education (1954) เป็นหนึ่งในหลายกรณีที่ถูก NAACP ติดตามเพื่อต่อสู้กับการปราบปรามผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเพิ่มสิทธิพลเมือง

    การสนับสนุนและการล็อบบี้ (Advocacy and Lobbying)

    NAACP มีส่วนร่วมในการสนับสนุนเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การปราบปรามผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และระดมการสนับสนุนสำหรับการปฏิรูปกฎหมาย พวกเขาล็อบบี้สมาชิกสภานิติบัญญัติในระดับรัฐและรัฐบาลกลางเพื่อตรากฎหมายที่คุ้มครองสิทธิในการลงคะแนนเสียง และยกเลิกแนวทางปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ เช่น ภาษีการเลือกตั้ง การทดสอบการอ่านออกเขียนได้ และการเลือกตั้งขั้นต้นของคนผิวขาว

    A group of African-American children gather around a sign and booth to register voters. Early 1960s.
    Register to vote : Kheel Center, Cornell University, CC BY 2.0 , via Wikimedia Commons

    การให้การศึกษาและการลงทะเบียนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voter Education and Registration)

    NAACP ดำเนินการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อแจ้งให้ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันทราบเกี่ยวกับสิทธิของพวกเขา และให้อำนาจพวกเขาเอาชนะอุปสรรคในการลงคะแนนเสียง พวกเขาจัดหาทรัพยากรและความช่วยเหลือเพื่อช่วยให้พลเมืองผิวสีดำเนินกระบวนการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเข้าใจสิทธิทางกฎหมายของพวกเขา

    การจัดระเบียบชุมชน (Community Organizing)

    NAACP ทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่นและองค์กรระดับรากหญ้าเพื่อจัดการประท้วง การคว่ำบาตร และการดำเนินการโดยตรงในรูปแบบอื่นๆ เพื่อเรียกร้องให้ยุติการกีดกันผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในหมู่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน

    NAACP ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการเป็นตัวแทนแก่บุคคลที่เผชิญกับการเลือกปฏิบัติหรือการข่มขู่เมื่อพยายามใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียง พวกเขาต่อสู้กับกลวิธีข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและปกป้องสิทธิของชาวแอฟริกันอเมริกันในการเข้าร่วมอย่างเต็มที่ในกระบวนการประชาธิปไตย

    โดยรวมแล้ว ความพยายามของ NAACP มีส่วนสำคัญในการท้าทายแนวทางปฏิบัติในการลงคะแนนเสียงแบบเลือกปฏิบัติ และส่งเสริมสาเหตุของสิทธิพลเมืองและความยุติธรรมทางเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกา ชัยชนะทางกฎหมายและงานสนับสนุนของพวกเขามีส่วนสำคัญในการผ่านกฎหมายสำคัญๆ ในที่สุด เช่น กฎหมายสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนปี 1965 ซึ่งให้ความคุ้มครองที่สำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสียงข้างน้อย และช่วยขจัดอุปสรรคที่เป็นระบบต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง

    ต้องต่อสู้จึงจะได้มา

    สิทธิการเลือกตั้งนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีตัวแทนเข้าไปบริหารประเทศ เพราะหากประชาชนกลุ่มใดไม่มีตัวแทนเข้าไป สมดุลย์ทางอำนาจย่อมสูญเสียไปด้วย ยิ่งกลุ่มของตนเป็นประชากรเสียงส่วนน้อย สิทธิและผลประโยชน์ในทุกด้านก็อาจถูกเพิกเฉยไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ต้องการ

    การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการเลือกตั้ง และสิทธิพลเมืองทุกด้านเช่น ความเท่าเทียมทางการศึกษา การสาธารณสุข รวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา ยิ่งเมื่อเป็นประชากรเสียงส่วนน้อย ความยากลำบากย่อมมากขึ้นเป็นทวีคูณ ในสหรัฐอมริกาช่วงทศวรรษ 1960 มีประชากรชาวผิวขาวร้อยละ 85 คนผิวสีร้อยละ 11 ที่เหลือเป็นชาวลาติน คนพื้นเมืองและคนเชื้อชาติอื่นๆ คนเหล่านี้ล้วนตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน จึงมีการต่อสู้ในรูปแบบที่คล้ายกันโดยยึดเอาวิธีการของคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันเป็นแม่แบบ การจัดตั้งองค์กรเช่น NAACP ต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ใช้วิธีการทางกฎหมาย ที่สำคัญคือสามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เสียสละ และอดทนมาอย่างยาวนานส่งต่อไปยังรุ่นต่อรุ่น จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับและยกย่องไปทั่วโลก

    การคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาไทยสัญญาณบอกเหตุสิทธิพลเมืองที่ถดถอย

    สิทธิในการเลือกตั้งของประชาชนไทย นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 1932 (ปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475) ถือว่ามีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก หากเทียบกับประเทศต่างๆในเอเซียด้วยกันแล้ว ประเทศไทยถือเป็นลำดับต้นของความเป็นประชาธิบไตยแบบตัวแทน ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งคือ สตรีไทยมีสิทธิเลือกตั้งพร้อมกับชายไทยมาตั้งแต่เริ่มต้นโดยไม่ต้องต่อสู้เหมือนกับสตรีในยุโรปและอเมริกา

    บทความงานวิจัยเรื่อง “สิทธิสตรีในประเทศไทย: ความท้าทายทางประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Women’s Suffrage in Thailand: A Southeast Asian Historiographical Challenge) เขียนโดยแคเธอรีน โบวี่ (Katherine Bowie) อาจารย์ด้านมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “ประเทศไทยถูกระบุว่าสตรีไทยได้รับสิทธิลงคะแนนเสียงในปี 1932 … อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปี 1932 จะเป็นครั้งแรกที่ชายและหญิงชาวไทยสามารถลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งรัฐสภาที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่ได้นับเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงไทยสามารถลงคะแนนเสียงได้ ฉันต้องประหลาดใจที่ค้นพบว่า ในระหว่างดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับกฎหมายการเลือกตั้งหมู่บ้าน บทบัญญัติอย่างเป็นทางการสำหรับการลงคะแนนเสียงของผู้หญิงในการเลือกตั้งของหมู่บ้านในประเทศไทยมีขึ้นตั้งแต่พระราชบัญญัติการปกครองส่วนท้องถิ่นปี 1897” “ประเทศไทยมีสิทธิที่จะอ้างว่าเป็นประเทศที่สองของโลกที่ประกาศให้สิทธิลงคะแนนเสียงกับสตรี”

    Thai military at Chang Phueak Gate in Chiang Mai. The two ladies at the right hand side of the image are bringing the contingent of soldiers stationed at Chang Phueak Gate lunch.
    Thailand coup : Takeaway, CC BY-SA 3.0 , via Wikimedia Commons

    จะเห็นได้ว่าประเทศไทย ตั้งแต่ยังเป็นประเทศสยาม มีพัฒนาการในด้านความเป็นประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนมาเกือบศตวรรษแล้ว ถือเป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เมื่อมีการรัฐประหารบ่อยครั้งจนอยู่ในลิสต์สถิติโลก และมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดบ่อยครั้ง เราจึงได้เห็นความถดถอยของประเทศได้เป็นลำดับต่อเนื่องกันมา

    กระบวนการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาครั้งล่าสุดนี้ หากมองเผินๆเหมือนกับนำเอาวิธีการในการกีดกันสิทธิเลือกตั้งของคนผิวสีในอเมริกามาขยำรวมกัน ผลที่ออกมาจึงเป็นตัวชี้วัด (indicator) ที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงความถดถอยของระบบการเลือกตั้งของไทยซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมืองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และเป็นสิ่งที่จะถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ให้ลูกหลานได้ศึกษาในอนาคตอย่างแน่นอน

    ลิงก์เพื่อการอ้างอิง

    การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
    https://www.ect.go.th/ect_th/th/db_119_ect_th_6/2967

    ทำความรู้จัก ส.ว.ชุดใหม่ พร้อมที่มาแบบใหม่โดยการให้ “เลือกกันเอง”
    https://www.ilaw.or.th/articles/6002

    Reconstruction era
    https://en.wikipedia.org/wiki/Reconstruction_era

    What was Jim Crow
    https://jimcrowmuseum.ferris.edu/what.htm

    Poll taxes in the United States
    https://en.wikipedia.org/wiki/Poll_taxes_in_the_United_States

    Literacy test
    https://en.wikipedia.org/wiki/Literacy_test

    Grandfather clause
    https://en.wikipedia.org/wiki/Grandfather_clause

    NAACP
    https://en.wikipedia.org/wiki/NAACP

    The Ku Klux Klan and Violence at the Polls
    https://billofrightsinstitute.org/essays/the-ku-klux-klan-and-violence-at-the-polls

    Voter suppression in the United States
    https://en.wikipedia.org/wiki/Voter_suppression_in_the_United_States

    The State of Louisiana Literacy Test
    https://sharetngov.tnsosfiles.com/tsla/exhibits/aale/pdfs/Voter%20Test%20LA.pdf

    Harvard Takes the 1964 Louisiana Literacy Test
    https://www.youtube.com/watch?v=L44aX-pUTGE

    Women’s Suffrage in Thailand: A Southeast Asian Historiographical Challenge
    https://www.cambridge.org/core/journals/comparative-studies-in-society-and-history/article/womens-suffrage-in-thailand-a-southeast-asian-historiographical-challenge/69B0137CC9FAABC33C0325FC3EA97EB5

  • พลังคนหนุ่มสาว พลังผู้เปลี่ยนโลก

    พลังคนหนุ่มสาว พลังผู้เปลี่ยนโลก

    สารบัญ

    ทหารตะกั่วกำลังมา สี่คนจบชีวิตที่โอไฮโอ

    “ทหารตะกั่วกับนิกสันกำลังมา
    ทีสุดเราก็ถูกโดดเดี่ยว
    ฤดูร้อนนี้ฉันได้ยินเสียงกลองศึก
    สี่คนจบชีวิตลงที่โอไฮโอ..”

    ท่อนแรกของบทเพลงชื่อ “โอไฮโอ (Ohio)” ของวงครอสบี้ สตีล แนช แอนด์ ยัง (CSN & Y) นีล ยัง (Neil Young) ขึ้นเพลงนี้ด้วยเสียงกีต้าร์เกรี้ยวกราด ดุดัน พร้อมเสียงร้องที่สะท้อนความเจ็บปวดคั่งแค้น ได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรกจำไม่ได้เหมือนกันว่าเมื่อไร แต่คงอยู่ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ต่อต้นทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ตอนนั้นไม่รู้ความหมายและที่มาของเพลง ดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบเพลงนี้ด้วยซ้ำไป แต่เพราะมันอยู่ในอัลบั้มรวมเพลงฮิตของนีล ยัง บนตลับเทปเดียวกันเวลาเปิดฟังมันก็ต้องฟังต่อกันไปจนจบหน้า เหมือนโดนบังคับให้ฟังแบบนั้นแหละครับ

    Neil Young and Promise of the Real at the main stage of Stavernfestivalen in Norway on 07. July 2016
    Neil Young,Tore Sætre, CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons

    ตอนที่ซื้อเทปมาก็เพราะอยากฟังเพลงอื่นๆเช่น After the Gold Rush, Heart of Gold, Comes a Time ประมาณนี้ แต่พอฟังบ่อยๆจนติดหูแล้วก็ชอบไปเอง ตอนนั้นยังคงไม่รู้ที่มาของเพลงอยู่ดีเพราะสมัยนั้น เราจะรู้เรื่องราวของเพลงสากล ก็จะมาจากที่เดียวคือ นักวิจารณ์เพลงซึ่งเขียนคอลัมน์ในนิตยสาร กับดีเจที่เปิดเพลงในแนวนี้ทางสถานีวิทยุต่างๆ ซึ่งมีไม่กี่แห่ง ที่สำคัญถ้าเพลงไหนยังไม่ฮิตหรือเป็นที่ติดหูคนฟัง เราจะไม่มีโอกาสรู้เรื่องราวพวกนี้เลย ต่างจากยุคนี้ที่เราอยากรู้เรื่องอะไร ก็เสิร์ชดูจากอินเทอร์เน็ตได้ทันที

    มารู้เรื่องราวที่มาของเพลงโอไฮโอ ก็ตอนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้แล้วนี่แหละครับ เลยไม่แปลกใจที่ทั้งเสียงร้องและเสียงดนตรีของเพลงนี้ถึงได้เกรี้ยวกราดแบบนั้น นีล ยัง แต่งเพลง โอไฮโอ ขึ้นหลังเหตุการณ์กราดยิงในมหาวิทยาลัยเคนท์สเตต (Kent State Shootings) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม (May 4 Massacre) หรือการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตต (Kent State Massacre) ในเมืองเคนท์ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เมื่อกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) ของรัฐโอไฮโอ เปิดฉากยิงเข้าใส่กลุ่มนักศึกษาที่กำลังชุมนุมประท้วงอยู่ภายในมหาวิทยาลัย เพื่อต่อต้านการที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ตัดสินใจขยายสงครามเข้าไปในประเทศกัมพูชาซึ่งประกาศตัวเป็นกลางในช่วงสงครามเวียดนาม โดยปราศรัยผ่านทางโทรทัศน์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 1970 ทำให้นักศึกษาสี่คนเสียชีวิต อีกเก้าคนได้รับบาดเจ็บ หนึ่งในนั้นต้องกลายเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต

    นักศึกษาที่ถูกยิงเสียชีวิต บางคนเป็นผู้ประท้วงต่อต้านการรุกรานกัมพูชาของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม นักศึกษาคนอื่นๆ ที่ถูกยิงเพียงแค่เดินผ่านเพราะต้องเปลี่ยนคาบเรียน หรือแค่สังเกตการประท้วงจากระยะไกลเท่านั้นเอง ทันทีหลังเกิดเหตุ มีการตอบโต้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสำคัญในระดับชาติ พลังคนหนุ่มสาว นักศึกษา นักเรียนทั้งจากมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายหลายร้อยแห่งหยุดเรียนทั่วสหรัฐอเมริกาเพื่อทำการเดินขบวนประท้วง ประมาณกันว่ามีนักเรียน นักศึกษามากกว่าสี่ล้านคนที่ออกมาประท้วงในครั้งนั้น เหตุการณ์นี้ทำให้ความคิดทางการเมืองของคนในสหรัฐอเมริกา แตกแยกกันมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองเป็นต้นมา

    การต่อต้านสงครามเวียดนามของ พลังคนหนุ่มสาว

    หลังสงครามโลกครั้งที่สองลัทธิคอมมิวนิสต์เริ่มคุกคามรัฐบาลของประเทศเสรีทั่วโลก เมื่อสงครามในเวียดนามเริ่มต้นขึ้น ชาวอเมริกันจำนวนมากเชื่อว่าการปกป้องเวียดนามใต้จากการรุกรานของคอมมิวนิสต์นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น หากสหรัฐอเมริกาไม่เข้าแทรกแซง ฝ่ายคอมมิวนิสต์อาจสนับสนุนให้มีการปฏิวัติในที่อื่นๆไปทั่วโลก แต่เมื่อสงครามยืดเยื้อ ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มตระหนักถึงการบาดเจ็บล้มตายของทหาร และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จึงเกิดขบวนการต่อต้านสงครามกลุ่มเล็กๆขึ้น โดยให้เหตุผลทางศีลธรรมเช่นความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ การใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม และความสูญเสียทางเศรษฐกิจซึ่งสหรัฐไม่มีส่วนได้อะไรในสงครามนี้เลย

    Florida State University students marching for anti-war protest : Tallahassee, Florida 1970
    Florida State University students marching for anti-war protest, State Archives of Florida, Florida Memory, via Wikimedia Commons

    นักศึกษาและ พลังคนหนุ่มสาว ต่อต้านการเกณฑ์ทหาร

    ความไม่พอใจในหมู่เยาวชนและนักศึกษาที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือการเกณฑ์ทหาร โดยเฉลี่ยทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปเวียดนามมีอายุ 19 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก แม้จะมีการผ่อนผันให้กับผู้ที่กำลังศึกษาอยู่บ้าง แต่คนที่ได้รับประโยชน์ก็มักเป็นผู้มั่งคั่งในครอบครัวที่มีชื่อเสียง เมื่อถูกเกณฑ์เข้าสู่กองทัพแล้วคนที่มีการศึกษาสูงกว่าก็จะได้รับตำแหน่งที่ดีกว่า พลทหารส่วนใหญ่มาจากครอบครัวคนชั้นล่าง คนผิวสี หรือคนลาตินซึ่งมักจะถูกส่งไปในแนวหน้าที่มีอันตรายมากกว่าคนอเมริกันผิวขาว ในช่วงของสงครามเวียดนาม มีชายชาวอเมริกันมากกว่าสองแสนคนคนที่หลบหนีการเกณฑ์ทหาร ซึ่งมีทั้งไม่ไปแสดงตัวรับหมายเกณฑ์ หรือหนีไปประเทศอื่นเช่นแคนาดาเป็นต้น กลุ่มที่ต่อต้านสงครามเวียดนามและการเกณฑ์ทหารแสดงออกด้วยการปฏิเสธดื้อๆ หรือการฉีกหมายเกณฑ์ทิ้ง ในจำนวนนี้รวมถึงนักมวยแชมป์โลก มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali) ซึ่งคนเหล่านี้มีความผิดตามกฎหมายต้องรับโทษทั้งปรับเป็นเงินและถูกจำคุก

    แม้ว่าการชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามในตอนแรกจะมีผู้เข้าร่วมไม่มากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสงครามทวีความรุนแรงขึ้นชาวอเมริกันหลายล้านคนเฝ้าดูความสูญเสียของทหารของตน ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ทุกวัน ศพของทหารอเมริกันคนแล้วคนเล่าทยอยถูกส่งกลับบ้านเกิด ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีจอห์นสันก็ยิ่งเพิ่มความมุ่งมั่นในสงครามมากยิ่งขึ้น สงครามเริ่มยืดเยื้อไม่มีท่าทีจะยุติลงเสียที ขบวนการสันติภาพจึงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ปลายทศวรรษ 1960 เริ่มเกิดความรุนแรงขึ้น เมื่อตำรวจใช้กำลังเข้าจับกุมกลุ่มผู้ประท้วงที่ชุมนุมอย่างสันติ การเข้าปราบปรามทุกครั้งจะถูกตอบโต้และความรุนแรงก็เริ่มลุกลามมากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้ขยายตัวจากกลุ่มนักศึกษาคนหนุ่มสาว ไปสู่นักเรียนมัธยมปลาย มัธยมต้น จนถึงนักเรียนในระดับประถมศึกษา โดยการนำของกลุ่มนักศึกษาฝ่ายซ้ายที่เรียกตัวเองว่า “นักศึกษาเพื่อสังคมประชาธิปไตย (Students for a Democratic Society : SDS)” ซึ่งมีการจัดตั้งและทำการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ

    การที่มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางการศึกษาของอเมริกา สิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางในการจัดระเบียบ ประเมิน และถ่ายทอดความรู้สู่สังคมภายนอก แหล่งข้อมูลของมหาวิทยาลัยสามารถนำมาใช้เพื่อให้ความรู้แก่มวลชนและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตสำนึกทางสังคม ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นส่วนสำคัญของการเคลื่อนไหวของนักศึกษา ซึ่งแน่นอนว่าจะถูกจับตามองจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

    April 30. 1970, Washington, DC, USA - President Richard Nixon during a television address explaining his Cambodia policy.
    President Richard Nixon : Tommy Japan1 via Flickr.com

    การเลือตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในปี 1968

    การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 1968 ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) จากพรรครีพับริกันได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 37 ของสหรัฐอเมริกา ในการหาเสียงเขาได้ให้คำมั่นที่จะฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อย การเน้นที่คำว่า “กฎหมายและระเบียบ” ก็เพื่อส่งสัญญาณถึงความตั้งใจที่จะปราบปรามนักศึกษาผู้ที่ออกมาประท้วง นักเคลื่อนไหว และผู้ที่ท้าทายสภาพที่เป็นอยู่แบบดั้งเดิมของสังคมอเมริกัน สิ่งนี้สามารถเรียกความนิยมจากชาวอเมริกันชนชั้นกลางผิวขาวที่กังวลและหวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ นโยบายอีกประการหนึ่งคือการยุติสงครามในเวียดนามซึ่งฝ่ายต่อต้านสงครามจับตามองอยู่ นิกสันเองก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากคนกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้ท้ายที่สุดเขาจึงเป็นผู้มีชัยในการเลือกตั้ง และเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 1969

    นิกสันขยายสงครามสู่กัมพูชา

    ในช่วงต้นของการเข้ารับตำแหน่งของนิกสัน การปฏิบัติตามคำสัญญาในเรื่องการยุติสงครามเวียดนามยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมใดๆ ในทางกลับกัน สงครามดูเหมือนจะขยายตัวออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านของเวียดนามซึ่งประกาศตัวเป็นกลาง ทั้งในลาว และกัมพูชา วันที่ 30 เมษายน 1970 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ออกแถลงการณ์ผ่านเครือข่ายโทรทัศน์ ประกาศว่าเขาได้สั่งให้กองกำลังของสหรัฐเข้าปฏิบัติการในดินแดนของกัมพูชาเมื่อวันที่ 28 เมษายน ก่อนหน้านี้สองวัน โดยให้เหตุผลว่ามีฐานปฏิบัติการใหญ่ของฝ่ายคอมมิวนิสต์อยู่ในพื้นที่นั้น ทำให้ชาวอเมริกันที่ต่อต้านสงครามไม่พอใจ เพราะแทนที่จะพยายามยุติสงคราม แต่ตรงกันข้ามกลับขยายสงครามออกไปยังพื้นที่อื่นๆอีก และได้กล่าวหาว่านิกสันใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย ละเมิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อมาความไม่พอใจนี้ได้ขยายตัวเป็นการชุมนุมประท้วงในที่ต่างๆขึ้นในเกือบจะทันที

    18 x 25.5 inch screen print poster, which says "Dare to Struggle, Dare to Win! Strike May 4th". On May 4, 1970
    “Dare to Struggle, Dare to Win! Strike May 4th” Unknown author, Public domain, via Wikimedia Commons

    การชุมนุมที่มหาวิทยาลัยเค้นท์สเตต รัฐโอไฮโอ

    วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 1970 นักศึกษามหาวิทยาลัยเค้นท์สเตต (Kent State University) รัฐโอไฮโอ ประมาณ 500 คนเริ่มต้นการชุมนุมประท้วงต่อการตัดสินใจของนิกสัน มีการนำเอาสำเนารัฐธรรมนูญมาฝังเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการฆาตกรรม พร้อมทั้งนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมซึ่งเป็นวันเปิดเรียนวันแรกของสัปดาห์ ในช่วงเย็นของวันนั้น ผู้ชุมนุมมีการดื่มและพูดคุยถึงเรื่องนี้ด้วยความขุ่นเคือง จากนั้นได้เคลื่อนตัวไปยังใจกลางเมือง มีรายงานถึงความวุ่นวาย โดยการขว้างปาขวด ทุบทำลายกระจกหน้าต่างบ้านเรือน ร้านค้า จนตำรวจปราบจลาจลต้องเข้าสลายฝูงชนที่สี่แยกถนนสายหลัก ไล่ให้นักศึกษากลับเข้าไปในมหาวิทยาลัย เลอรอย ซาตรอม (Leroy Satrom) นายกเทศมนตรีของเมืองได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน มีการประกาศปิดบาร์ทุกแห่งในเมือง ส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจจนเกิดเป็นการจลาจลย่อยๆ จนถึงเวลา 02:30 เหตุการณ์จึงได้สงบลง

    ทหารตะกั่วของนิกสันกำลังมา

    วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม นักศึกษาออกไปช่วยกันทำความสะอาดตัวเมือง มีข่าวลือไปทั่วว่าผู้ประท้วงหัวรุนแรงได้ข่มขู่ผู้ประกอบการในเมือง แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวต่อผู้ชุมนุมของชาวเมืองบางคน เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยได้รับคำสั่งห้าม มิให้มีการทำให้ทรัพย์สินหรือตัวอาคารได้รับความเสียหาย ประกาศห้ามนี้ปรากฏในใบปลิวที่ถูกเผยแพร่โดยสำนักงานกิจการนักศึกษา จากความกังวลว่าเหตุความรุนแรงจะลุกลามบานปลาย เลอรอยได้ร้องขอให้ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ เจมส์ โรสด์ (James Rhodes) เพื่อขอให้ส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปช่วย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับในทันที โดยกองทหารเข้ามายังมหาวิทยาลัยในช่วงเย็นของวันนั้น

    หลังเวลาสองทุ่มได้ไม่นานนัก มีผู้คนนับพันคนรายล้อมอาคารซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยฝึกอบรมกำลังสำรองในมหาวิทยาลัย (Army Reserve Officer Training Corps : ROTC) ขณะนั้นเองมีผู้ชุมนุมสองสามคนเข้าไปจุดไฟเผาอาคาร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่สามารถดับไฟได้ทัน เมื่อถึงเที่ยงคืน กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิได้เข้าเคลียร์พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย บังคับให้นักศึกษาและผู้ที่ไม่ใช่นักศึกษากลับไปยังที่พัก ซึ่งมีหลายคนที่ต้องพักค้างคืนที่นั่น

    วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม เมืองและมหาวิทยาลัยที่เคยเงียบสงบแห่งหนึ่ง ถูกยึดครองโดยกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิมากกว่า 1,000 นาย สถานการณ์อยู่ในความตึงเครียด ในตอนเช้า ผู้ว่าการโรดส์เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปถึงเมืองเคนท์ มีการจัดงานแถลงข่าวต่อผู้สนับสนุนในตัวเขา ซึ่งเขาก็ได้ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก โดยได้เรียกผู้ประท้วงว่า “เป็นคนประเภทที่แย่ที่สุดในอเมริกาที่พวกเราต้องอาศัยอยู่ด้วย” และ “เรากำลังต่อต้านกลุ่มปฏิวัติที่แข็งแกร่งที่สุด ฝึกฝนมาอย่างดี และเข้มแข็งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในอเมริกา” เขาได้สั่งห้ามการชุมนุมประท้วงตามที่วางแผนไว้ในวันถัดไป การเผชิญหน้ากันระหว่างนักศึกษาและกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเกิดขึ้นในคืนนั้น หลังจากที่ผู้ประท้วงรวมตัวกันที่ลานสาธารณะใกล้กับระฆังแห่งชัยชนะ (The Victory Bell) ซึ่งปกติแล้วจะใช้เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในการแข่งขันกีฬาของมหาวิทยาลัย การชุมนุมประท้วงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท้องถิ่น และมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมก็เริ่มทวีจำนวนมากขึ้น ปัญหาความขัดแย้งก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ใกล้ค่ำ มีความพยายามในการสลายฝูงชนที่รวมตัวกันบริเวณระฆังแห่งชัยชนะแต่ไม่สำเร็จ จนถึงเวลา 21:00 น. มีการอ่านพระราชบัญญัติการจลาจลของรัฐโอไฮโอให้ผู้ชุมนุมฟัง และทหารเริ่มมีการยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุม

    ผู้ประท้วงรวมตัวกันอีกครั้งที่สี่แยกของถนนสายหลักทางทิศตะวันออกและถนนลินคอล์น ทำให้การจราจรติดขัด พวกเขาเชื่อว่าสามารถที่จะเจรจากับเจ้าหน้าที่ได้ แต่ก็ไม่มีใครออกมารับฟัง ตอนนี้ดูเหมือนฝูงชนกลายเป็นศัตรูไปแล้ว ในเวลา 23:00 น. มีการอ่านพระราชบัญญัติการจลาจลอีกครั้ง และเริ่มมีการใช้แก๊สน้ำตาอีก เหตุการณ์เป็นไปด้วยความสับสนมีผู้บาดเจ็บทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่หลายราย

    การเผชิญหน้ากันในคืนวันอาทิตย์ ทำให้เกิดการต่อต้านและไม่พอใจจากทุกฝ่าย ในวันจันทร์ซึ่งเป็นวันเปิดเรียน ผู้ประท้วงยังคงมุ่งมั่นที่จะจัดการชุมนุมในตอนเที่ยงตามที่ได้นัดหมายกันไว้ แม้ว่าจะไม่ได้รับอนุญาตก็ตาม ขณะเดียวกันทหารก็ได้รับคำสั่งให้ใช้กำลังสลายการชุมนุมใดๆที่จะเกิดขึ้นในวันถัดไป

    Photo by John Paul Filo, Mary Ann Vecchio gestures and screams as she kneels by the body of a student, Jeffrey Miller
    Pulitzer prize-winning photo by John Paul Filo

    สี่คนต้องจบชีวิตลงที่ โอไฮโอ

    วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม เมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน ผู้ชุมนุมราวสองพันคนได้มารวมตัวกันที่บริเวณลานสาธารณะของมหาวิทยาลัยตามหมายกำหนดการเดิมที่เคยประกาศไว้ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ทราบถึงคำสั่งห้ามการชุมนุม แต่ผู้ที่เข้ามาสมทบจากภายนอกส่วนใหญ่ไม่ทราบเรื่องนี้ เวลา 12:00 น. ผู้ชุมนุมได้ลั่นระฆังแห่งชัยชนะเพื่อเริ่มต้นการชุมนุม และให้ผู้ปราศรัยคนแรกขึ้นพูด

    ทหารได้มีการประกาศอย่างแข็งกร้าวให้ผู้ชุมนุมสลายตัว จากนั้นไม่นานแก๊สน้ำตาก็ถูกยิงเข้าไปในฝูงชน แต่ก็ไม่เกิดผลอะไรมากนัก กองทหารจึงเคลื่อนเข้าหาผู้ชุมนุมพร้อมไรเฟิลติดดาบปลายปืน ทำให้ผู้ชุมนุมต้องถอยไปจนถึงเนินใกล้กับเทย์เลอร์ฮอลล์ แต่ทหารก็ยังผลักดันผู้ชุมนุมให้ถอยต่อไปอีกจนถึงบริเวณสนามซ้อมกีฬา และได้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่อีกครั้ง ซึ่งก็ถูกตอบโต้ด้วยก้อนหินและคำด่าทอ

    ถึงตอนนี้แถวทหารได้ถอยกลับไปทางที่เดิม มีผู้ชุมนุมบางคนเดินตามไป แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ห่างจากแถวของทหาร 60 ถึง 75 หลา โดยที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อกองทหารเคลื่อนไปถึงยอดเนินเวลาขณะนั้นคือ 12:24 น. ทันใดนั้นเอง ทหาร 28 นายหันกลับมายังผู้ชุมนุมแล้วเริ่มเปิดฉากยิงเข้าใส่ ทหารบางนายยิงปืนขึ้นฟ้า แต่บางส่วนก็เล็งมาที่กลุ่มผู้ชุมนุม ประมาณกันว่ามีกระสุน 61 ถึง 67 นัดถูกยิงออกมาช่วงเวลา 13 วินาทีนั้น เมื่อสิ้นเสียงปืน นักศึกษา 4 คนล้มลงและเสียชีวิต อีก 9 คนได้รับบาดเจ็บ เหยื่อคมกระสุนคนที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างแถวทหาร 20 หลา ส่วนคนที่อยู่ไกลที่สุดอยู่ห่างออกไปถึง 250 หลา ทั้ง 13 คนเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเคนท์สเตต ผู้ที่เสียชีวิตได้แก่ เจฟฟรีย์ มิลเลอร์, อัลลิสัน เคราส์, วิลเลียม ชโรเดอร์ และแซนดรา ชูเออร์ นักศึกษาที่ได้รับบาดเจ็บเก้าคน ได้แก่ โจเซฟ ลูอิส, จอห์น เคลียร์รี, โธมัส เกรซ, อลัน แคนฟอรา, ดีน คาห์เลอร์, ดักลาส เรนท์มอร์, เจมส์ รัสเซลล์, โรเบิร์ต สแตมป์ และโดนัลด์ แม็คเคนซี สำหรับดีน คาห์เลอร์ ต้องกลายเป็นอัมพาตถาวรจากอาการบาดเจ็บในครั้งนั้น

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงให้กับทุกฝ่าย เนื่องจากไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า กองทหารที่มีอาวุธสงครามร้ายแรงครบมือ จะเปิดฉากยิงเข้าใส่ฝูงชนที่ปราศจากอาวุธ ความตื่นตระหนกโกลาหลเกิดขึ้นไปทั่วบริเวณ เหยื่อกระสุนได้รับการช่วยเหลือและปฐมพยาบาลอย่างฉุกละหุก เสียงกรีดร้อง ความวุ่นวาย และความโกรธแค้น ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงสองถึงสามร้อยคนรวมตัวกันบนทางลาดใกล้ๆลานสาธารณะเพื่อตอบโต้กองทหาร แต่ก็ถูกสั่งให้เคลื่อนย้ายออกไปไม่เช่นนั้นจะถูกยิงอีก ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายรุนแรงไปกว่านั้น คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยหลายท่านนำโดยอาจารย์ เกล็น แฟรงค์ (Glenn W. Frank) ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยา รีบเข้าไปพูดโน้มน้าวให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังโกรธแค้น แยกย้ายสลายตัวกันออกไป ก่อนที่จะเกิดการสูญเสียอีกครั้ง

    “ผมไม่สนใจว่าในชีวิตนี้ พวกคุณจะไม่เคยเชื่อฟังใครมาก่อนหรือไม่ แต่ผมขอร้องคุณเดี๋ยวนี้ ถ้าพวกคุณไม่แยกย้ายกันไปตอนนี้ พวกเขาก็จะเข้ามาอีก แล้วมันก็จะไม่พ้นต้องเข่นฆ่ากันอีก ได้โปรดฟังผมหน่อยได้ไหม พระเจ้า ผมไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนี้”

    คำพูดขอร้องของอาจารย์แฟรงค์ด้วยความห่วงใยนี้ ทำให้นักศึกษาสลายตัวแยกย้ายกันออกไปได้สำเร็จ ซึ่งต่อมาเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ยุติการเผชิญหน้าที่รุนแรงหลังเหตุกราดยิง และสามารถปกป้องชีวิตของนักศึกษาอีกจำนวนมากหากมีการปะทะกันอีก

    ขณะที่รถพยาบาลของมหาวิทยาลัยวิ่งไปทั่วบริเวณ มีการประกาศคำสั่งของอธิการบดีไวท์ (Robert I. White) ผ่านเสียงตามสาย ให้มหาวิทยาลัยปิดทำการ และนักศึกษาควรเก็บของและออกจากมหาวิทยาลัยโดยเร็วที่สุด บ่ายวันนั้น อัยการเขตได้รับคำสั่งให้ปิดมหาวิทยาลัยอย่างไม่มีกำหนด กิจกรรมตามปกติของมหาวิทยาลัยจะไม่มีการดำเนินการต่อไป จนกว่าจะถึงภาคฤดูร้อนที่จะถึงทำให้มหาวิทยาลัยปิดการเรียนการสอนไปเป็นเวลาถึง 6 สัปดาห์

    ผลกระทบหลังเหตุการณ์กราดยิง

    ภาพถ่ายของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตต ซึ่งถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และวารสารต่างๆ ทั่วโลกได้ตอกย้ำความรู้สึกของสังคมที่มีต่อสงครามเวียดนาม และการที่สหรัฐฯได้ขยายสงครามเข้าไปในกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของ แมรี แอนน์ เวคีโอ (Mary Ann Vecchio) เด็กสาววัย 14 ปี ที่กำลังคุกเข่ากรีดร้องอยู่ข้างศพของ เจฟฟรีย์ มิลเลอร์ (Jeffrey Miller) ซึ่งถูกยิงเข้าที่ปาก และเสียชีวิตอยู่บนพื้นถนน ซึ่งจอห์น ฟิโล (John Filo) นักศึกษาวารสารศาสตร์การถ่ายภาพของมหาวิทยาลัยเคนท์สเตตถ่ายไว้ได้ ต่อมาภาพถ่ายนี้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ และได้กลายเป็นภาพเหตุการณ์ที่นำมาใช้มากที่สุดภาพหนึ่งของขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม

    เหตุกราดยิงนำไปสู่การประท้วงในวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา มีการการนัดหยุดเรียนของนักศึกษา ทำให้วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมากกว่า 450 แห่งทั่วประเทศต้องปิดตัวลง มีการเดินขบวนประท้วงซึ่งมีทั้งที่รุนแรง และชุมนุมกันอย่างสงบ ลุกลามไปทั้งประเทศ นักศึกษามหาวิทยาลัยนิวยอร์กแสดงความรู้สึกร่วมกันโดยเขียนป้ายข้อความว่า “พวกเขาไม่สามารถฆ่าเราทั้งหมดได้” ห้อยอยู่นอกหน้าต่างอาคาร วันที่ 8 พฤษภาคม นักศึกษามหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก 11 คนได้รับบาดเจ็บ จากการถูกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของรัฐนิวเม็กซิโก แทงด้วยดาบปลายปืนในการเผชิญหน้ากับนักศึกษาที่มาชุมนุมประท้วง

    สิบวันหลังจากเหตุกราดยิงที่รัฐเคนท์ ในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่มหาวิทยาลัยแจ็คสัน รัฐมิสซิสซิปปี้ นักศึกษาสองคนเสียชีวิต และอีก 12 คนได้รับบาดเจ็บ หลังถูกตำรวจระดมยิงเข้าไปในหอพักนักศึกษา แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้กระตุ้นความสนใจของคนทั่วประเทศเช่นเดียวกับการยิงในเมืองเคนท์ ซึ่งมีผู้ให้ความเห็นในภายหลังว่า อาจเป็นเพราะนักศึกษาเหล่านี้เป็นคนแอฟริกัน-อเมริกัน ซึ่งในขณะนั้นการเหยียดผิวยังคงเข้มข้นในสังคมอเมริกันอยู่

    Hard hats on cabinet table after Nixon meeting with construction trades group (05/26/1970) less than three weeks after the New York City Hard Hat Riot
    General Services Administration. National Archives and Records Service. Office of Presidential Libraries. Office of Presidential Papers. (01/20/1969 – ca. 12/1974), Public domain, via Wikimedia Commons

    การตอบโต้ของนิกสันและผู้สนับสนุน

    เพียงห้าวันหลังจากเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตต มีผู้คนราว 100,000 คนรวมตัวประท้วงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อต่อต้านสงครามและการสังหารนักศึกษาที่ปราศจากอาวุธ นิกสันและผู้สนับสนุนในรัฐบาลมองว่าการประท้วงไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล บรรดาผู้ใกล้ชิดนิกสันซึ่งมีตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง ได้ออกมาตำหนิการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและประชาชนว่า การต่อต้านสงครามเป็นเรื่องไร้เหตุผล ผู้ประท้วงเป็นพวกที่ชอบก่อความวุ่นวาย ไม่รักชาติ จนถึงกล่าวหาว่าเป็นขบวนการที่นิยมคอมมิวนิสต์

    ผู้สนับสนุนนิกสันถึงขั้นจัดตั้งมวลชนขึ้นมา เพื่อใช้ปะทะกับกลุ่มผู้ประท้วง ในการชุมนุมต่อต้านสงคราม และการสังหารที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตต บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ (Federal Hall) ในนิวยอร์กเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ฝูงชนได้พบกับการต่อต้านการชุมนุม จากกลุ่มคนงานก่อสร้างผู้สนับสนุนนิกสัน ที่ได้รับการจัดตั้งโดย ปีเตอร์ เบรนแนน (Peter J. Brennan) ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของสหรัฐฯ (United States Secretary of Labor) โดยประธานาธิบดีนิกสัน ทำให้เกิดการปะทะกันจนกลายเป็นการจลาจลซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า “การจลาจลของพวกหมวกแข็ง (Hard Hat Riot)” กลุ่มคนงานที่รวมตัวกับพนักงานจากสำนักงานในบริเวณนั้นบางส่วนที่เข้าร่วมสมทบ เปิดฉากเข้าทำร้ายนักเรียนนักศึกษาที่กำลังชุมนุมกันอยู่รวมไปถึงอาจารย์ที่อยู่ในสถานศึกษาบริเวณใกล้เคียง โดยตำรวจที่มารักษาความสงบไม่พยายามทำหน้าที่อย่างจริงจัง การปะทะกันส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 100 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ชุมนุมกันอย่างสงบ นักศึกษาชายหลายคนถูกทุบตีจนสลบ หนึ่งในสี่ของผู้บาดเจ็บเป็นนักศึกษาหญิง หลังเหตุการณ์ตำรวจจับกุมนักศึกษา 6 คนไปดำเนินคดี แต่จับกุมพวกคนงานไปเพียงคนเดียวเท่านั้น

    ความรับผิดชอบต่อการสังหารที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตต

    ในเดือนมิถุนายน 1970 นิกสันได้ตั้งคณะกรรมการของประธานาธิบดี (รู้จักกันดีในนามคณะกรรมาธิการสแครนตัน) เพื่อสอบสวนเหตุกราดยิงที่รัฐเคนท์และรัฐแจ็กสัน ตลอดจนความรุนแรงในวิทยาเขตต่างๆทั่วประเทศ รายงานของคณะกรรมาธิการซึ่งตีพิมพ์ในเดือนกันยายนสรุปว่าเป็น “การยิงตามอำเภอใจ” ของทหารในกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ และเป็นการกระทำที่ “ไม่จำเป็น ไม่สมควร และยกโทษให้ไม่ได้” แต่การกระทำที่ “รุนแรงและละเมิดต่อกฎหมายอาญา” ของผู้ประท้วงมีส่วนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นกัน รายงานยังยืนกรานที่จะห้ามไม่ให้ใช้อาวุธปืนที่บรรจุกระสุนจริงในการเผชิญหน้ากับผู้ประท้วงในอนาคตอีกด้วย

    เดือนตุลาคม 1970 นักศึกษายี่สิบสี่คนและอาจารย์หนึ่งคน (the “Kent 25”) ถูกตั้งข้อหาอาญาในการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเหตุวุ่นวายในมหาวิทยาลัยเคนท์สเตต ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเผาอาคาร ROTC แต่คณะลูกขุนใหญ่ที่ตั้งข้อกล่าวหากับนักศึกษาเหล่านั้น กลับไม่ได้ตั้งข้อหาใดๆกับทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ โดยสรุปว่าพวกเขา “ใช้อาวุธด้วยความบริสุทธิ์ใจเพราะเชื่อว่า จะได้รับอันตรายร้ายแรงหากไม่ทำเช่นนั้น” ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 1971 จำเลยสองคนสารภาพความผิดในข้อหาก่อจลาจล อีกคนถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานเข้าไปขัดขวางการปฏิบัติงานของนักผจญเพลิง ที่เหลือถูกยกฟ้องเนื่องจากขาดพยานหลักฐานที่ชัดเจน

    ต่อมากระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้เปิดการพิจารณาคดีขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม 1973 เพื่อสอบสวนบทบาทของเจ้าหน้าที่ทหารในการตัดสินใจยิงผู้ชุมนุม อดีตทหารแปดนายถูกตั้งข้อหาละเมิดสิทธิพลเมืองต่อกลุ่มนักศึกษา ต่อมาในเดือนพฤศจิกายนปี 1974 ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐ Frank J. Battisti ตัดสินให้ทั้งแปดคนพ้นผิด เพราะไม่สามารถการพิสูจน์ได้ว่าทหารของกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ตั้งใจที่จะทำให้นักศึกษาสี่คนถูกสังหารและอีกเก้าคนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งคำตัดสินนี้ขัดแย้งและแตกต่างจากการสืบสวนของฝ่ายเอกชนที่ได้ดำเนินการคู่ขนานแทบจะโดยสิ้นเชิง หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐพลิกคำตัดสินก่อนหน้านี้ทำให้เหยื่อและครอบครัวของพวกเขา ไม่สามารถฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐโอไฮโอ และเจ้าหน้าที่ของกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิได้อีก อย่างไรก็ตามในเดือนมกราคม 1979 ได้มีการตกลงกันนอกศาล โดยรัฐโอไฮโอได้มอบเงินรวม 675,000 เหรียญ เป็นค่าสินไหมทดแทนให้กับเหยื่อทุกรายในเหตุการณ์กราดยิงที่มหาวิทยาลัยเคนท์เมื่อ 4 พฤษภาคม 1970 ซึ่งเงินทั้งหมดมาจากภาษีของประชาชนในรัฐโอไฮโอ มิได้มาจากผู้ลงมือกระทำแต่อย่างใด

    การจัดงานเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 4 พฤษภาคม 1970

    ทุกปีในวันที่ 4 พฤษภาคม มหาวิทยาลัยเคนท์สเตต จัดให้มีกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์กราดยิงเมื่อปี 1970 โดยตั้งแต่ปี 1971 ถึงปี 1975 ฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยเคนท์สเตต ได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นกลุ่มที่ประกอบด้วยนักศึกษาและสมาชิกในชุมชน ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดงานโดยตรง ได้ดำเนินการจัดงานรำลึกแทนตั้งแต่ปี 1976 จนถึงปัจจุบัน กิจกรรมโดยทั่วไปประกอบไปด้วยการเดินขบวนโดยสงบรอบมหาวิทยาลัย การจุดเทียนรำลึก พิธีลั่นระฆังแห่งชัยชนะ การบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของผู้สูญเสีย และกิจกรรมการแสดงดนตรี

    Exhibit in the Royal Ontario Museum, Toronto, Ontario, Canada.
    Tin Soldier, Daderot, CC0, via Wikimedia Commons

    ทหารตะกั่ว (Tin Soldier) หมายถึงอะไร

    มีหลายคนสงสัยคำว่า “Tin soldier” ซึ่งได้ให้ความหมายว่า “ทหารตะกั่ว” ที่ปรากฏในบรรทัดแรกของเพลงโอไฮโอ ซึ่ง นีล ยัง แต่งและร้องหมายถึงอะไร เพราะหากเราจะแปลกันอย่างตรงตัวคำว่า “tin” จะหมายถึง “ดีบุก” ส่วนคำว่า “soldier” ก็คือ “ทหาร” นั่นเอง แต่ทำไมผู้เขียนจึงใช้คำว่า “ทหารตะกั่ว” แทนที่จะเป็น “ทหารดีบุก” ?

    “Tin soldier” หากเป็นคำนามจะหมายถึงของเล่นหุ่นจำลองทหาร ลักษณะเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆสวมเครื่องแบบทหาร ถืออาวุธในท่าทางต่างๆ ได้รับความนิยมจากนักสะสมมากพอสมควร โดยทั่วไปทำจากดีบุกผสมตะกั่ว ส่วนใหญ่มักจะเป็นตะกั่วเพราะราคาถูกและขึ้นรูปได้ง่าย หรือบางครั้งก็เป็นโลหะอื่นๆ หรือพลาสติกก็ได้ ในสมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็กเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว ตุ๊กตาทหารแบบนี้ทำจากพลาสติกแถมมากับถุงขนม เด็กๆจะเอามาผูกเชือกที่ต่อกับแผ่นพลาสติกทำเป็นร่มชูชีพแล้วนำมาขว้างเล่นกัน

    Tin soldier ในอีกความหมายหนึ่งหมายถึง ผู้ที่ชอบเล่นเป็นทหาร (one who plays at soldiering)

    ส่วนความหมายของ “ทหารตะกั่ว” จากเนื้อร้องในตอนต้นของเพลง “โอไฮโอ” ที่ นีล ยัง แต่งนั้น อ้างถึงทหารจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิที่ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามกฎหมายหรือหลักการใดๆ รวมถึงมิได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะตามมาในภายหลัง เป็นการกระทำเพียงเพื่อตอบสนองต่อคำสั่งของหัวหน้า หรือผู้มีอำนาจให้ได้รับความพึงพอใจเท่านั้น บุคคลเหล่านี้จึงเป็นเพียงคนที่ไม่มีสำนึก ไม่มีหัวใจ เป็นเพียงคนโง่ที่หากจะใช้คำว่า “ทหารดีบุก” ก็ยังมีค่ามากเกินไป

    ในความเห็นส่วนตัว “ทหารตะกั่ว” ไม่น่าจะจำกัดอยู่แค่ทหาร หรือบุคลากรในกองทัพเท่านั้น เจ้าหน้าที่รัฐในส่วนอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ต่อประชาชนไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ฝ่ายปกครอง อัยการ ศาล หรือเจ้าหน้าที่อื่นๆที่กฎหมายให้อำนาจไว้ หากได้ปฏิบัติตามคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพียงเพื่อให้หัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาพึงพอใจ ส่งผลให้เกิดความสูญเสีย หรือเสียหายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในลักษณะเดียวกัน ก็ควรจะเรียกว่า “ทหารตะกั่ว” หรือ “Tin soldier” ได้เช่นเดียวกัน

    ในทางกลับกัน บุคคลหรือประชาชนที่ยินดีปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบ หรือกฎหมายซึ่งมีที่มาอย่างไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ หรือมาตรฐานสากล โดยไม่สงสัย ตั้งคำถาม หรือต่อต้านขัดขืนใดๆ แม้จะรู้ว่าคำสั่งหรือกฎระเบียบเหล่านั้นไม่ถูกต้องก็ตาม เราเรียกบุคคลเหล่านี้ว่าพวก “เชื่องกฎ” หรือ “ประชากรเชื่องกฎ” (Blind Obedience)

    สหรัฐอเมริกาถอนทหารจากเวียดนามในปี 1973

    หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1969 ริชาร์ด นิกสัน มีความพยายามในการยุติสงครามเวียดนาม ตามคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ตอนหาเสียงโดยได้กล่าวไว้ว่า “ผมขอสัญญากับท่านทั้งหลายว่าเราจะต้องยุติสงครามในเวียดนามอย่างมีเกียรติ (I pledge to you that we shall have an honorable end to the war in Vietnam)” ตั้งแต่ปี 1969 ถึงปี 1972 สหรัฐค่อยๆลดกำลังทหารลง โดยส่งมอบภารกิจให้ทหารเวียดนามใต้เข้ามารับหน้าที่แทน ในเดือนกุมภาพันธ์ 1972 ผู้แทนสหรัฐโดย ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของนิกสัน กับ เลดึ๊กโถ่ (Le Duc Tho) สมาชิกอาวุโสของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ ได้มีการเจรจาสันติภาพกันอย่างลับๆในกรุงปารีส ตั้งแต่ปี 1969 ถึงปี 1970 มีการปฏิบัติการทางทหารและทิ้งระเบิดในกัมพูชาอย่างลับๆ จนถึงเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตต ต่อมาในปี 1971 มีการปฏิบัติการทางทหารในลาวเพื่อตัดเส้นทางโฮจิมินห์

    เดือนธันวาคม 1972 นิกสันสั่งโจมตีทางอากาศครั้งที่รุนแรงที่สุดของสงครามในปฏิบัติการไลน์แบคเกอร์ (Operation Linebacker) มีการโจมตีอย่างรุนแรงในเขตที่มีประชากรหนาแน่นของฮานอยและไฮฟอง ระเบิดประมาณ 20,000 ตันถูกทิ้งลงทั่วภูมิภาคนี้ เพื่อกดดันให้เวียดนามเหนือกลับมาเจราจาสันติภาพอีกครั้ง

    27 มกราคม 1973 นิกสันลงนามใน สนธิสัญญาสันติภาพปารีส ยุติการมีส่วนร่วมโดยตรงของสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม เวียดนามเหนือยอมหยุดยิง กุมภาพันธ์ถึงเมษายน 1973 เวียดนามเหนือปล่อยตัวเชลยศึกชาวอเมริกัน 591 คน ในวันที่ 29 มีนาคม 1973 ทหารอเมริกันคนสุดท้ายเดินทางออกจากเวียดนาม มีเพียงเพียงพลเรือนติดอาวุธ 7,000 นายที่คงไว้เพื่อปกป้องสถานที่สำคัญหรือแหล่งผลประโยชน์ของอเมริกัน และไม่มีกองกำลังทหารของสหรัฐฯในเวียดนามอีกต่อไป ตลอด 8 ปีที่สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมในสงครามนี้ ส่งผลให้ทหารอเมริกันกว่า 58,000 คนเสียชีวิต อีกกว่า 300,000 คนได้รับบาดเจ็บ

    30 เมษายน 1975 เวียดนามเหนือและกองกำลังเวียดกงบุกยึดทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนามใต้ สงครามเวียดนามที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่า 19 ปี ยุติลงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    สหรัฐอเมริกายกเลิกการเกณฑ์ทหาร

    27 มกราคม 1973 สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ได้ลงนามในกฎหมายเพื่อยุติร่างกฎหมายการเกณฑ์ทหารอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามในช่วงสองปีถัดไปจนถึงปี 1975 ยังให้มีการการลงทะเบียนเพื่อเรียกเข้าเป็นทหารในแบบที่เรียกว่า Selective Service และได้ถูกยกเลิกอย่างถาวรในเดือนเมษายน 1975 อย่างไรก็ตามในปี 1980 ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (James E. Carter) ได้นำ Selective Service System มาใช้ใหม่ เพื่อตอบโต้การรุกรานอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียต และระบบ Selective Service ก็ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน

    ปี 1975 ประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ ได้อภัยโทษให้ผู้ที่หลบหนีการเกณฑ์ทหารในสงครามเวียดนามทั้งหมด

    ที่ผ่านมาสำหรับคนอเมริกันแล้ว ริชาร์ด นิกสัน อาจเป็นประธานาธิบดีที่ได้ชื่อว่า “แย่” ที่สุดคนหนึ่ง แต่หากมองถึงสิ่งที่เขาได้ทำให้กับชาวอเมริกัน เฉพาะแค่เรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และที่สำคัญคือการยุติสงครามเวียดนาม ล้วนเป็นสิ่งที่เขาได้รับปากไว้ในช่วงหาเสียงทั้งสิ้น การถอนทหารออกจากเวียดนามโดยกระบวนการเจรจาสันติภาพในปี 1973 เป็นไปโดยความต้องการของประชาชนชาวอเมริกัน ด้วยความพากเพียรและกล้าหาญของ พลังคนหนุ่มสาว มิใช่เพราะพ่ายแพ้ต่อศัตรู แต่เป็นการยุติสงครามอย่างมีเกียรติ ตามคำสัญญาที่เขาได้ให้ไว้ หากถือว่าเป็นความพ่ายแพ้ ก็เป็นการพ่ายแพ้ต่อประชาชนชาวอเมริกันเอง

    นิทรรศการ แขวน ระลึก 44 ปี 6 ตุลา 5 October 2020
    Chainwit., CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons

    ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในอีกฟากโลกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    เหตุการณ์กราดยิงที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตตสร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทั่วโลก ภายหลังได้มีการกำหนดมาตรการต่างๆขึ้นมาเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมในลักกษณะนี้ไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่มีใครยอมรับได้ เพราะเป็นการที่รัฐได้สังหารเด็กๆซึ่งเป็นประชาชนของตนเองเพียงเพราะพวกเขาต้องการแสดงออกทางการเมืองโดยสงบเท่านั้น สังคมโลกจึงมองว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้อีกในสังคมอารยะยุคใหม่ แต่..

    วันที่ 6 ตุลาคม 1976 ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย ขณะที่นักศึกษา นักเรียน กรรมกร และประชาชนได้รวมตัวกันเพื่อชุมนุมคัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลเผด็จการที่ถูกโค่นล้มจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 1973 ในตอนเช้ามืดตั้งแต่เวลา 5:30 น. กองกำลังตำรวจตระเวณชายแดนพลร่ม ร่วมกับตำรวจนครบาล และกลุ่มพลเรือนขวาจัดซึ่งถูกจัดตั้งขึ้น ได้เข้าปิดล้อมมหาวิทยาลัย จากนั้นได้เปิดฉากระดมยิงอาวุธสงครามนานาชนิดเข้าใส่กลุ่มนักศึกษาที่ปราศจากอาวุธ ทั้งปืนพก ไรเฟิลอัตโนมัติ เครื่องยิงลูกระเบิด ไปจนถึงจรวดต่อสู้รถถัง เหตุการณ์ยุติลงหลังการระดมยิงอย่างบ้าคลั่งผ่านไปเป็นเวลาถึง 6 ชั่วโมง นักศึกษาและประชาชนเสียชีวิตตามตัวเลขของทางการ 40 คน บาดเจ็บ 167 ราย ขณะที่รายงานอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า มีผู้ประท้วงเสียชีวิตมากกว่า 100 ราย นักศึกษาหลายคนถูกกลุ่มขวาจัดหัวรุนแรงลากไปเผาทั้งเป็น บางคนถูกแขวนคอกับต้นไม้รอบสนามหลวง ขณะที่นักศึกษาหญิงบางคนถูกล่วงละเมิดทางเพศก่อนถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด

    เหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนี้ (6 October 1976 massacre) เกิดขึ้นหลังการกราดยิงที่โอไฮโอเพียง 6 ปี เป็นความตั้งใจและตระเตรียมการไว้ล่วงหน้า โดยการทำโฆษณาชวนเชื่อผ่านสถานีวิทยุของรัฐมาเป็นเวลานานพอสมควร และถือเป็นความอัปยศที่สุดของชาติซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนในโลกมาก่อน จนถึงปัจจุบัน ผู้กระทำยังไม่เคยได้รับโทษ หรือแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

    แล้วมันก็ลงเอย
    ทหารยิงพวกเราล้มลง
    มันควรเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว
    จะเป็นอย่างไรถ้าคุณรู้จักเธอ
    แล้วเห็นเธอล้มลงสิ้นชีพบนพื้นตรงหน้า
    คุณจะวิ่งหนีไปอย่างนั้นหรือ?

    สี่คนจบชีวิตลงที่โอไฮโอ..
    ..อีกเท่าไหร่ถึงจะพอ?


    ลิงก์เพื่อการอ้างอิง

    Kent State shootings
    https://en.wikipedia.org/wiki/Kent_State_shootings

    “Ohio” – Neil Young Lyrics Analysis
    http://thrasherswheat.org/fot/ohio.htm

    Should’ve Been Done Long Ago: “Ohio” Part 4
    https://singout.org/should-have-been-done-long-ago-ohio-part-4/

    The Antiwar Movement
    https://www.ushistory.org/us/55d.asp

    Chronology of Events, May 1-4, 1970
    https://www.library.kent.edu/special-collections-and-archives/may-4-chronology

    THE MAY 4 SHOOTINGS AT KENT STATE UNIVERSITY: THE SEARCH FOR HISTORICAL ACCURACY
    https://www.kent.edu/may-4-historical-accuracy

    “How can you run when you know?”: the national response
    https://www.britannica.com/event/Kent-State-shootings/How-can-you-run-when-you-know-the-national-response

    Students for a Democratic Society
    https://digilab.libs.uga.edu/exhibits/exhibits/show/civil-rights-digital-history-p/students-for-a-democratic-soci

  • กองทหารอาสาสยาม ยึดครองดินแดนเยอรมนี

    กองทหารอาสาสยาม ยึดครองดินแดนเยอรมนี

    เมื่อประมาณสองเดือนก่อนไปเห็นคลิปในยูทูปช่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ ดร.เฟลตัน (Dr.Mark Felton) ชื่อคลิปคือ “Thai Occupation of Germany – A Forgotten WW1 Operation” เป็นเรื่องราวที่ทหารอาสาในสงครามโลกครั้งที่ 1 ของสยามเข้ายึดครองดินแดนไรน์แลนด์ของเยอรมนีร่วมกับพันธมิตรมหาอำนาจอีกหลายประเทศ ต้องบอกว่าแปลกใจมากเพราะจำได้ว่าตอนที่เรียนประวัติศาสตร์สมัยมัธยมศึกษารู้แค่ว่าไทย (ตอนนั้นยังเป็นสยามอยู่) ประกาศสงครามกับมหาอำนาจกลางและร่วมส่งทหารเข้าไปช่วยพันธมิตรเพื่อทำการสู้รบในยุโรปก็ใกล้เวลาที่สงครามจะยุติแล้ว ทหารเรายังฝึกไม่ทันเสร็จด้วยซ้ำสงครามก็จบแล้ว ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าไทยเราเคยเข้าไปยึดครองดินแดนของประเทศใดมาก่อน หลังดูวิดีโอชุดนี้จบแล้วได้เข้าไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมจึงได้พบว่ามีบันทึกเรื่องราวเหล่านี้อยู่หลายแห่ง และที่น่าทึ่งก็คือมีบันทึกของทหารจาก กองทหารอาสาสยาม ที่ไปในครั้งนั้นบันทึกเรื่องราวต่างๆไว้ในรูปแบบที่เรียกว่าแหล่เทศน์ถือได้ว่าเป็นประจักษ์พยานหรือแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Source) ซึ่งบันทึกนี้สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ “ระบบคลังข้อมูลดิจิทัล กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม หนังสือชื่อ แหล่เทศน์ กองทหารบกรถยนตร์ซึ่งไปในงานพระราชสงคราม ทวีปยุโรป ภาค 1-2 ผู้แต่ง เคลือบ เกษร” ส่วนข้อมูลที่ค่อนข้างเป็นทางการอื่นๆได้ลงลิงก์ไว้ด้านล่างนี้แล้ว

    สงครามโลกครั้งที่ 1 หรือที่เรียกว่า “มหาสงคราม (Great War)” เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 1914 หลังการลอบสังหารอาร์ชดยุก ฟรันซ์ แฟร์ดีนันท์ รัชทายาทของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและภรรยาเสียชีวิตที่ซาราเยโวเมืองหลวงของบอสเนียเฮอร์เซโกวีนา ออสเตรียกล่าวหาว่าเซอร์เบียอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารในครั้งนี้และได้ยื่นคำขาด (ultimatum) 10 ข้อให้เซอร์เบียปฏิบัติตาม ทางการเซอร์เบียสามารถปฏิบัติได้เพียงบางข้อเท่านั้นที่เหลือไม่สามารถทำตามได้เพราะจะถือเป็นการสูญเสียเอกราชตามรัฐธรรมนูญของเซอร์เบียเอง เมื่อผ่านเส้นตายตามที่กำหนดออสเตรียจึงประกาศสงครามกับเซอร์เบียทันที ความขัดแย้งนี้ควรจะยุติลงแค่ระดับภูมิภาคแต่กลับลุกลามบานปลายไปทั่วยุโรป มีคนกล่าวว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเปรียบได้กับจิ๊กโก๋ตีกันในบาร์เพราะมีลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อนตีกับฝ่ายอริ อาจเป็นเพราะในยุคนั้นประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ปกครองด้วยระบบกษัตริย์ที่สามารถตัดสินใจในนามของประเทศได้ด้วยตนเอง เมื่อมีข้อพิพาทขัดแย้งกันก็สามารถลากเอาประชาชนทั้งประเทศไปเผชิญชะตากรรมได้ หลังสงครามสงบจึงมีหลายประเทศที่เปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นรูปแบบสาธารณะรัฐ

    สยามก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

    Siamese Army in Laos 1893
    Siamese Army in Laos 1893 : Unknown author, Public domain, via Wikimedia Commons

    ในช่วงก่อนที่จะเกิดมหาสงครามในครั้งนี้ สยามเองต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน แม้ว่าจะไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของใครแต่อำนาจอธิปไตยของประเทศก็ยังไม่มั่นคงนักเพราะยังขึ้นอยู่กับนโยบายของเพื่อนบ้านเจ้าอาณานิคมทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ย้อนไปไม่กี่ปีจากเวลานั้นสยามต้องถูกบังคับให้สละดินแดนบางส่วนหลังสงครามระหว่างฝรั่งเศส-สยามปี 1893 หรือที่เราเรียกว่าวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 และยังต้องถูกบังคับให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมปี 1909

    เมื่อสงครามอุบัติขึ้นทำให้เกิดอุปสรรคในการค้าขายระหว่างประเทศเป็นอย่างมากเนื่องจากต้องใช้เส้นทางเดินเรือระหว่างสยามกับยุโรปในการขนส่งสินค้าเป็นหลัก ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศถดถอยลงอย่างรวดเร็ว ในกรุงเทพฯมีชุมชนของนักการทูตและนักธุรกิจชาวยุโรปจำนวนมาก ในบรรดาชาวต่างชาติเหล่านี้ คนอังกฤษดูจะมีอิทธิพลมากกว่าใคร ในขณะที่ชาติอื่นๆก็พยายามแย่งชิงผลประโยชน์ที่มีอยู่มากมายในสยามเช่นเหมืองแร่ การทำป่าไม้ การขนส่งรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ สินค้าเทคโนโลยีของเยอรมันโดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงรวมถึงยารักษาโรคมีความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับนิยมซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในสยาม อีกทั้งเราเองไม่ได้มองเยอรมนีในฐานะเจ้าอาณานิคมในภูมิภาคนี้ ดังนั้นเมื่อเทียบความสัมพันธ์กับอังกฤษหรือฝรั่งเศสซึ่งเคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับดินแดนแล้วจึงมีความรู้สึกที่ดีกว่า สายการเดินเรือของเยอรมันยังสามารถครอบครองบริการด้านการขนส่งระหว่างกรุงเทพฯและประเทศคู่ค้าอื่นๆอีกด้วย

    ประกาศตัวเป็นกลาง

    เกือบจะทันทีที่สงครามเริ่มขึ้น รัฐบาลสยามได้ออกพระราชโองการเรื่องความเป็นกลางเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1914 เพราะเราเองก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรในสงครามนี้ อีกทั้งพื้นที่การสู้รบก็อยู่ห่างไกลจากประเทศของเรามาก อย่างไรก็ตามในอีกสามปีต่อมาความพยายามในการรักษาสถานภาพนี้ไว้ก็เป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ กรุงเทพฯได้กลายเป็นสมรภูมิของการโฆษณาชวนเชื่อจากคู่สงครามทั้งสองฝ่ายที่พยายามแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อดึงเอาสยามเข้าไปเป็นพวก ทั้งสองฝ่ายต้องการพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และผลประโยชน์ทางการค้าของตลาดเพียงแห่งเดียวในตะวันออกไกลที่ยังไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของใครในขณะนั้น เรือสินค้าของเยอรมัน 9 ลำได้ใช้โอกาสทอดสมอหลบภัยในน่านน้ำที่เป็นกลางของสยามอยู่หลังสันดอนทรายที่ปากน้ำ ซึ่งก็จะประกันความปลอดภัยจากเรือรบศัตรูของตนได้เป็นอย่างดี ในฝั่งพันธมิตรเองก็ได้มีการกระจายข่าวไปทั่วถึงการกระทำที่โหดร้ายทารุณ การสังหารหมู่ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนรวมถึงการใช้อาวุธเคมีของเยอรมันในสงครามครั้งนี้

    บรรดาเจ้านายและบุคคลชั้นสูงของเราเองก็มีทัศนคติต่อเรื่องนี้ต่างกันไป ในหลวงรัชกาลที่ 6 และพระองค์เจ้าเทวะวงศ์วโรปการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแม้จะนิยมอังกฤษอยู่แต่ก็มีจุดยืนที่จะวางตัวเป็นกลาง, เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสนาธิการทหารบกซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดทางทหารและพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากรที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของรัชกาลที่ 6 มีใจให้กับฝ่ายพันธมิตร ส่วนเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ มีความโน้มเอียงไปกับฝ่ายเยอรมนี ท้ายที่สุดเมื่อต้องเข้าร่วมสงคราม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 6 ก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร

    กองทหารอาสาสยาม เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1

    Siamese troops on the train
    Siamese troops on the train : Picture : National News Bureau of Thailand

    พระองค์ตัดสินใจเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรและประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลางหลังการถอนตัวของรัสเซียซึ่งเกิดปัญหาภายในประเทศจากการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง ในตอนต้นปี 1917 ซึ่งทำให้ฝ่ายมหาอำนาจกลางที่นำโดยเยอรมนีมีโอกาสที่จะเอาชนะสงครามได้มากขึ้น สหรัฐอเมริกาซึ่งมีผลประโยชน์จำนวนมากในยุโรปจึงได้ประกาศเข้าร่วมสงครามและได้ส่งกองกำลังรวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปในยุโรปเป็นจำนวนมาก ฝ่ายพันธมิตรจึงกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบและค่อนข้างมีความชัดเจนว่าจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ นอกจากนั้นพระองค์ยังได้รับทราบเรื่องราวความโหดร้ายของเยอรมันในยุโรปเช่นการกระทำต่อผู้คนชาวเบลเยี่ยม การใช้เรือดำน้ำโจมตีเรือของพลเรือนอย่างไม่เลือกหน้า การตัดสินใจที่จะส่งกองกำลังไปยังฝรั่งเศส เพื่อเข้าร่วมรบในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ในครั้งนี้ก็ยังเป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของกองทัพสยาม และเป็นการแสดงตัวตนของประเทศในเอเซียให้นานาชาติได้เห็นรวมถึงเป็นโอกาสที่สยามเองจะใช้เป็นเหตุผลในการแก้ไขสนธิสัญญาต่างๆที่เสียเปรียบกับชาติมหาอำนาจหลายประเทศที่เคยลงนามกันไว้ด้วย

    ยึดเรือจับคนเยอรมัน เยอรมันจับนักเรียนไทย

    วันที่ 22 กรกฎาคม 1917 สยามประกาศสงครามกับเยอรมันและออสเตรีย-ฮังการี ส่งผลให้บรรดาแหล่งผลประโยชน์และทรัพย์สินของศัตรูถูกรัฐบาลเข้ายึดในทันที เรือสินค้า 9 ลำของเยอรมันที่จอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือของสยามถูกยึด บางส่วนของลูกเรือและพลเรือนผู้มีสัญชาติในกลุ่มอำนาจกลาง (รวมทั้งเด็กและสตรี) ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทางการทูตซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศจากจำนวนทั้งหมด 320 คนถูกจับกุมในช่วงพักกลางวันและได้ถูกกักตัวไว้โดยไม่มีความรุนแรงแต่อย่างใด ชายชาวเยอรมันและออสเตรีย-ฮังการีที่อยู่ในวัยประจำการทางทหารจำนวน 193 คนถูกส่งไปกักตัวที่โรงพยาบาลทหารในใจกลางกรุงเทพฯที่เหลือซึ่งเป็นสตรีและเด็กๆรวมถึงภรรยาชาวไทยและลูกๆรวม 124 คนถูกส่งไปอยู่ที่สโมสรของชาวเยอรมันโดยมีความเป็นอยู่ที่ดีสะอาดมีอาหารและสิ่งจำเป็นอย่างพอเพียงผู้คุมก็มีความเป็นมิตรและให้การเอื้อเฟื้อเป็นอย่างดี ต่อมารัฐบาลได้รับแรงกดดันจากชาติพันธมิตรจึงจำเป็นต้องส่งคนเหล่านี้ไปยังประเทศอินเดียเพื่อรวมกับเพื่อนร่วมชาติ ที่ค่ายกักกันพลเรือนของบริติช-อินเดียซึ่งตั้งอยู่ที่นั่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 1918 ในฐานะเชลยศึกจนกระทั่งปี 1920 จึงถูกปล่อยตัวกลับเยอรมนี

    ในขณะเดียวกันเมื่อรัฐบาลเยอรมันได้รับรู้ถึงการการตัดสินใจเข้าร่วมกับสัมพันธมิตรและประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลางของรัฐบาลสยาม ก็ได้ติดตามและประเมินถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่เยอรมันรวมถึงสื่อมวลชนต่างมองว่าเรื่องนี้ไม่มีนัยสำคัญทางทหารหรือด้านอื่นๆต่อเยอรมันแต่อย่างใด การตัดสินใจของรัฐบาลสยามน่าจะเกิดจากแรงกดดันของอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งมีอิทธิพลสูงยิ่งในภูมิภาคนี้มากกว่า แม้ว่าจะมีชาวเยอรมันกังวลถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ก็ตาม อย่างไรก็ดีในขณะนั้นมีนักศึกษาชาวสยาม 9 คนที่เจ้าหน้าที่ของสยามไม่สามารถอพยพออกมาได้ทันถูกฝ่ายเยอรมันจับเป็นเชลยศึกฝ่ายพลเรือนและนำไปกักตัวไว้ที่ปราสาทเซลเล (Celle Castle) แต่ทั้งหมดได้รับการดูแลเป็นอย่างดีทั้งเสื้อผ้า อาหาร ไฟฟ้าและเครื่องทำความร้อนแถมยังมีเปียโนไว้ให้เล่นคลายเหงาอีกด้วย อย่างไรก็ตามมีนักศึกษาคนหนึ่งเสียชีวิตลงในตอนปลายเดือนตุลาคม 1918

    สยามเป็นประเทศเดียวในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้ในช่วงของการขยายอิทธิพลของมหาอำนาจในยุคล่าอาณานิคม และเป็นประเทศเดียวที่เข้าร่วมสงครามด้วยความต้องการของตนเองเช่นเดียวกับชาติมหาอำนาจในยุโรปแทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของจักวรรดิที่ปกครองอยู่ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร ฝรั่งเศสเพื่อนบ้านซึ่งมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสยามในอินโดจีนอยู่เสมอได้แนะนำให้สยามจัดตั้งหน่วยรถพยาบาลอาสาสมัครขึ้นและจัดหานักเรียนไทยเพื่อทำการศึกษาในฝรั่งเศส นอกจากนั้นยังแนะนำให้กองทัพบกสยามจัดหาพลขับรถยนต์รวมถึงนักบินและช่างเทคนิคอากาศยานเพื่อไปทำการฝึกที่ประเทศฝรั่งเศส รัฐบาลสยามพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเสนอของฝรั่งเศสนั้นสยามมีศักยภาพพอที่จะปฏิบัติได้และยังคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติเช่นเดียวกับพันธมิตรอื่นๆ โดยก่อนหน้านี้อังกฤษเคยได้ให้คำแนะนำเหมือนกันแต่ทางรัฐบาลไม่เห็นด้วย

    เนื่องจากในขณะนั้นกองทัพสยามเองไม่ได้มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมในสงครามใหญ่ทั้งด้านการฝึกรวมถึงการขาดแคลนอุปกรณ์และสัมภาระที่จำเป็น กองกำลังของสยามจึงจะได้รับเครื่องแบบรวมทั้งหมวกเหล็ก เอ็ม1915 เอเดรียนของฝรั่งเศสสำหรับใช้งานในกองทหารนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้จัดตั้งกองทหารสยามเพื่อปฏิบัติการนอกราชอาณาจักร (Siamese Expeditionary Forces) ขึ้นซึ่งต่อมาเรียกกันโดยทั่วไปว่า กองทหารอาสาสยาม หลังการฝึกเบื้องต้นที่กรุงเทพฯ พระองค์ทรงจัดส่งกองกำลังซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยขนส่งกองทหารบกรถยนต์และหน่วยแพทย์จำนวน 870 นาย หน่วยบินกองบินทหารบกจำนวน 414 นาย ทั้งหมดเป็นทหารอาสาสมัครที่ผ่านการคัดเลือกจากชายชาวสยามหลายพันคน โดยมีกองกำลังส่วนหน้าเป็นนายทหารซึ่งมีพลตรีพระยาพิชัยชาญฤทธิ์เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดเดินทางล่วงหน้าไปรอที่ฝรั่งเศสก่อนแล้ว ซึ่งท่านผู้นี้เคยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลาหลายปีโดยเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยทหารบกของฝรั่งเศสจึงมีความรู้ความชำนาญในภาษาฝรั่งเศสเป็นอย่างดี สำหรับผู้บังคับหน่วยทหารแต่ละหน่วยมีดังนี้คือ กองบินทหารบก พ.ต.หลวงทยานพิฆาต (ทิพย์ เกตุทัต), กองทหารขนส่ง หลวงรามฤทธิรงค์ (ต๋อย หัสดิเสวี), และหน่วยแพทย์ ร.ต.ชุ่ม จิตต์เมตตาเป็นผู้บังคับหน่วย

    ธงชาติใหม่ของสยาม

    ในช่วงนี้เองสยามได้มีการเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ประจำชาติที่สำคัญอย่างหนึ่งคือธงชาติ ในปี 1916 ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงเห็นว่าธงชาติพื้นแดงที่มีช้างเผือกอยู่ตรงกลางซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 นั้นรูปแบบไม่เป็นไปตามมาตรฐานเหมือนกับธงชาติที่นานาประเทศใช้กันอยู่ จึงได้ทรงเปลี่ยนเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามี 5 ริ้วโดยมีแถบยาวสีแดง 3 แถบสลับกับแถบสีขาว 2 แถบ มีรูปแบบเช่นเดียวกับธงชาติไทยในปัจจุบันเพียงแต่มีแค่สีแดงกับสีขาวเท่านั้น ต่อมาเมื่อได้เข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรและประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง พระองค์จึงให้มีการแก้ไขธงชาติเสียใหม่โดยเปลี่ยนสีของแถบกลางซึ่งเดิมเป็นสีแดงให้เป็นสีน้ำเงิน และได้นิยามความหมายของแต่ละสีไว้ว่า สีแดง หมายถึง เลือดอันยอมพลีให้แก่ชาติ สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์แห่งพระรัตนตรัยและธรรมะอันเป็นหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา สีน้ำเงิน หมายถึง สีส่วนพระองค์ขององค์พระมหากษัตริย์ (creed, crown and community) อีกทั้งสีทั้งสามนี้ยังเป็นสีของธงชาติของพันธมิตรหลักหลายประเทศเช่น รัสเซีย, ฝรั่งเศส, บริเตนใหญ่ และสหรัฐอเมริกา ทำให้เมื่อสยามเข้าไปร่วมสีของธงชาติจึงกลมกลืนไปกับบรรดาธงของมิตรประเทศส่วนใหญ่เหล่านี้

    สัมพันธมิตร (Allied powers) ในสงครามโลกครั้งที่ 1

    เว็บไซต์ Britannica ได้ให้คำอธิบายคำว่าสัมพันธมิตรไว้ว่าเป็นบรรดาประเทศที่เข้าร่วมกันในการต่อต้านฝ่ายมหาอำนาจกลาง (เยอรมนี, ออสเตรีย-ฮังการี, และตุรกี) ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หรือฝ่ายอักษะ (เยอรมนี, อิตาลี, และญี่ปุ่น) ในสงครามโลกครั้งที่สอง

    มหาอำนาจฝ่ายพันธมิตรที่สำคัญหรือเป็นสัมพัธมิตรหลัก (Allied) ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้แก่ บริเตนใหญ่และจักรวรรดิอังกฤษ, ฝรั่งเศส, และจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นทางการโดยสนธิสัญญาลอนดอนเมื่อวันที่ 5 กันยายน 1914 รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่เคยเป็นหรือกำลังจะเป็นพันธมิตรกันโดยสนธิสัญญาฝ่ายเดียวหรือหลายฝ่ายก็ตามคือ โปรตุเกสและญี่ปุ่นโดยสนธิสัญญากับสหราชอาณาจักร อิตาลีตามสนธิสัญญาลอนดอน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 1915 ส่วนประเทศอื่นๆรวมทั้งสหรัฐอเมริกาและสยาม ที่เข้าร่วมหลังวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1917 จะไม่เรียกว่าพันธมิตรหลักแต่เรียกว่าเป็นพันธมิตรสมทบ (Associated Powers)

    ตามสนธิสัญญาแวร์ซาย (28 มิถุนายน 1919) เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมีรายชื่อพันธมิตรหลักและพันธมิตรสมทบจำนวน 27 ชาติมีรายชื่อเรียงตามอักษรภาษาอังกฤษได้แก่ เบลเยียม, โบลิเวีย, บราซิล, จักรวรรดิอังกฤษ, จีน, คิวบา, เชโกสโลวะเกีย, เอกวาดอร์, ฝรั่งเศส, กรีซ, กัวเตมาลา, เฮติและเฮยาซ, ฮอนดูรัส, อิตาลี, ญี่ปุ่น, ไลบีเรีย, นิการากัว, ปานามา, เปรู, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, ราชอาณาจักรเซิร์บโครแอตและสโลวีเนีย(ปัจจุบันคือยูโกสลาเวีย), สยาม, สหรัฐอเมริกา และอุรุกวัย

    จากกรุงเทพฯสู่ฝรั่งเศส

    Siamese troops in Marseilles
    “Siamese troops in Marseilles” Unknown author, Public domain, via Wikimedia Commons

    กำลังหลักของ กองทหารอาสาสยาม เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปต่อเรือใหญ่ชื่อเรือเอ็มไพร์ (S.S.Empire) ที่เกาะสีชัง ออกเดินทางเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 1918 ไปยังสิงคโปร์ผ่านทางอียิปต์ ใช้เวลาเดินทางห้าสัปดาห์ ถึงท่าเรือมาร์แซย์ (Marseilles) ของฝรั่งเศสในวันที่ 30 กรกฎาคม 1918 บรรดาทหารสยามต่างก็คาดว่าจะได้พบกับการต้อนรับอย่างเอิกเกริกโดยมีพิธีรีตรองเหมือนตอนที่ออกเดินทางมาแต่ก็ต้องผิดหวัง ปัญหาเกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายฝรั่งเศสที่คิดว่าพวกเขาเป็นกองกำลังอินโดจีนภายใต้ปกครองของฝรั่งเศส อีกทั้งกองกำลังทหารสยามมีขนาดเล็กมากในขณะนั้นตัวอย่างเช่นเมื่อเทียบกับกองทัพอเมริกาที่ถูกส่งเข้ามาที่มาร์แซย์วันละนับหมื่นนายทุกวัน ดังนั้น กองทหารอาสาสยาม จึงไม่เป็นที่สังเกตและเป็นที่สนใจของใคร ต่อมาได้ถูกส่งไปยังค่ายฝึกเพื่อทำการฝึกต่ออีกสองเดือนก่อนที่จะถูกส่งไปยังแนวหน้า โดยกองบินทหารบกถูกย้ายไปค่ายฝึกที่เลอโครตัวตะวันออก (East Le Crotoy), ชับแปลลาแรนน์ (Chapelle-La Reine), บิสคารอส (Biscarosse), และที่ปิออกซ์ (Piox) ในขณะที่กองทหารขนส่งถูกย้ายไปยังค่ายฝึกที่ลียง (Ryan) ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1918 กองยานยนต์ก็ถูกย้ายไปยังบริเวณใกล้กับเมืองชาลอนส์ ( Chalons) ในภูมิภาคช็องปาญ (Champagne region) ด้านหลังของแนวหน้า และเริ่มส่งกำลังทหารเข้าไปยังบริเวณสู้รบในแนวหน้าโดยใช้รถบรรทุกของฝรั่งเศสในการขนส่งเสบียงและอาวุธสนับสนุนการสู้รบของกองกำลังพันธมิตร

    ถึงแม้ว่า กองทหารอาสาสยาม ที่เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะไม่มีบทบาทในการรบโดยตรง หน่วยบินของสยามยังไม่ทันได้เสร็จสิ้นจากการฝึกสงครามก็ยุติลงเสียก่อน ส่วนหน่วยยานยนต์ขนส่งและหน่วยแพทย์แม้จะเข้าร่วมในแนวหน้าในขณะที่สงครามเกือบจะยุติแล้ว แต่ก็ได้เข้าร่วมในสมรภูมิอย่างกล้าหาญไม่ต่างจากหน่วยรบของชาติอื่นๆ ในบันทึกแหล่เทศน์ของสิบเอกเคลือบ เกษร หลายตอนได้กล่าวถึงการนำรถขนส่งเสบียงและอาวุธฝ่ากระสุนปืนใหญ่เข้าไปส่งให้ทหารในแนวหน้าอย่างไม่คิดถึงชีวิต ในตอนหนึ่งได้กล่าวถึงทหารที่เสียชีวิตจากอาการป่วย (เข้าใจว่าป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สเปน) คนหนึ่งคือพลทหารโป๊ะ ซุกซ่อนภัยว่าเคยได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดมาก่อนแสดงให้เห็นว่าทหารสยามได้ปฏิบัติการเสี่ยงอันตรายอยู่ในแนวหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารของพันธมิตรจริง การปฏิบัติการอย่างกล้าหาญของกองทหารยานยนต์ขนส่ง ทางฝรั่งเศสจึงได้มอบเหรียญกล้าหาญ Croix de Guerre ไว้ให้เป็นเกียรติ

    ความขัดแย้งบาดหมางระหว่างทหารสยามกับฝรั่งเศส

    ส่วนในด้านของการบริหารสิ่งที่กองกำลังทหารสยามเผชิญอยู่ตั้งแต่เมื่อเดินทางมาถึงไม่น่ายินดีนัก เพราะเจ้าหน้าที่ประสานงานที่ทางฝรั่งเศสจัดมาให้นั้นเป็นพวกที่ชอบกดขี่และเหยียดเชื้อชาติ ทำให้มีการกระทบกระทั่งจนเกิดความตึงเครียดอย่างหนักระหว่างชาติพันธมิตรทั้งสอง บันทึกของสิบเอกเคลือบ เกษรกล่าวถึงเรื่องที่ฝ่ายฝรั่งเศสแจกจ่ายเสบียงให้ไม่พอเพียงจนผู้บังคับบัญชาของทหารสยามไม่พอใจและต้องใช้เงินส่วนตัวของท่านซื้อเสบียงอาหารเอง อีกทั้งยังได้เห็นการปฏิบัติของทหารฝรั่งเศสที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นพลเมืองจากประเทศในอาณานิคมเช่นคนญวนอยู่เสมอ ในหนังสืองานศพของสิบเอกเคลือบ เกษร บุตรสาวของท่านได้เขียนถึงประวัติส่วนตัวตอนหนึ่งว่าท่านได้มีเรื่องทะเลาะกับทหารฝรั่งเศสจนถึงขั้นทำร้ายกันจนฝ่ายนั้นได้รับบาดเจ็บ เรื่องความขัดแย้งนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและนักการทูตของพระองค์ทั้งในยุโรปและในกรุงเทพฯได้แสดงความไม่พอใจและได้ประท้วงอย่างรุนแรงต่อฝรั่งเศส ในขณะเดียวกัน หน่วยขนส่งและการแพทย์ก็ยังคงปฏิบัติการอยู่เบื้องหลังแนวรบของพันธมิตร มีแต่เพียงหน่วยการบินที่ยังไม่เสร็จสิ้นจากการฝึกก่อนที่สงครามจะยุติลงในวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918

    ทหารสยามเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติการในฝรั่งเศสจำนวน 9 นาย ไม่มีใครเสียชีวิตจากการปะทะกับข้าศึกโดยตรงแต่ทั้งหมดเกิดจากอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากไข้หวัดใหญ่สเปนที่ระบาดหนักทุกภูมิภาคของโลกตั้งแต่ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา ซึ่งปัญหาใหญ่คือกองกำลังของสยามไม่สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่หนาวจัดได้ ในบันทึกแหล่เทศน์ของสิบเอกเคลือบ เกษรได้ให้รายละเอียดการเสียชีวิตของกำลังพลในส่วนของหน่วยขนส่งไว้ ทหารไทยสองนายเสียชีวิตที่กรุงเทพฯระหว่างเตรียมการเดินทางไปยุโรป

    พันธมิตรปลอบใจสยาม

    ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเกี่ยวกับเรื่องที่เจ้าหน้าที่ประสานงานของฝรั่งเศสแสดงการกดขี่และเหยียดเชื้อชาติต่อทหารสยามทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่ารัฐบาลสยามจะไม่พอใจ เพื่อเป็นการปลอบใจรวมถึงให้เกียรติในความเท่าเทียมของการร่วมเป็นชาติพันธมิตรจึงตัดสินใจที่จะแก้ไขปัญหานี้โดยปรับเปลี่ยนให้ กองทหารอาสาสยาม มีบทบาทในการร่วมยึดครองเยอรมนี ภายใต้เงื่อนไขของการสงบศึกที่มีการตกลงกันว่าไรน์แลนด์ (Rhineland) ซึ่งเป็นดินแดนของเยอรมันทั้งสองฝั่งของแม่น้ำไรน์ทางตะวันตกของประเทศรวมทั้งเมืองโคโลญจะต้องถูกยึดครอง โดยมีเหตุผลสองประการคือ ในประการแรกฝรั่งเศสต้องการมีเขตกันชนเพื่อให้ยากต่อการที่เยอรมันจะโจมตีพวกเขาในอนาคต และประการที่สองเพื่อเป็นการเริ่มต้นบังคับให้ชาวเยอรมันจ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงครามเพื่อชดใช้ต่อการก่อให้เกิดสงครามเป็นที่แรก

    กองทหารอาสาสยาม เข้ายึดครองพื้นที่ในดินแดนเยอรมนี

    Neustadt an der Weinstraße (Innenstadt)
    Neustadt an der Weinstraße : Karl Gritschke (1923-1990), uploaded by: Moros, Public domain, via Wikimedia Commons

    ไรน์แลนด์เป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญจำนวนมาก พื้นที่ส่วนนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นเขตยึดครองของอเมริกา, เบลเยียม, อังกฤษ, และฝรั่งเศส รวมถึงพื้นที่อีกส่วนหนึ่งที่ได้ถูกกันให้สยามได้รับโอกาสในการเข้าครอบครองซึ่งเป็นพื้นที่เล็กๆในเขตยึดครองของฝรั่งเศส เรื่องดังกล่าวทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและราษฎรของพระองค์มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งว่าในที่สุดสยามก็ได้รับสถานะที่เท่าเทียมกันกับชาติมหาอำนาจและพันธมิตรอื่นๆ

    ในเดือนธันวาคม 1918 กองทหารอาสาสยาม เดินทางถึงเมืองนอยสตัดท์ (Neustadt an der Haardt ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Neustadt an der Weinstraße) ของเยอรมนี ซึ่งอยู่ติดกับชายป่าปาลาติน (Palatinate Forest) เป็นเมืองเล็กๆที่สวยงามของบ้านและโบสถ์แบบดั้งเดิมที่ล้อมรอบด้วยหมู่บ้าน ฟาร์ม และไร่องุ่นหลายแห่ง ในขณะนั้นเมืองนี้กำลังอยู่ในสภาพสับสนเมื่อมีการจัดตั้งสภาแรงงานและทหารในช่วงการปฏิวัติหลังจากการสละราชสมบัติของไกเซอร์ในปลายปี 1918

    ทหารสยามจำนวน 500 นายเดินทางมาถึงโดยรถไฟจากไกเซอร์สเลาเทิร์น และเดินทัพเข้าเมืองเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1918 ด้วยเครื่องแบบเต็มยศทั้งหมวกเหล็ก, ปืนไรเฟิลบนบ่า และธงไตรรงค์ ได้จัดตั้งกองทหารรักษาการณ์นอยสตัดท์ขึ้น ในตอนที่ กองทหารอาสาสยาม เดินทางมาถึง ชาวเมืองต่างพากันสงสัยว่าผู้มาใหม่เหล่านี้เป็นใคร ส่วนใหญ่สัญนิษฐานว่าเป็นกองกำลังในอาณานิคมของฝรั่งเศส แต่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างทหารชาวพุทธกับชาวเมืองก็พัฒนาเป็นความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่ดีต่อกัน ปัญหาหลักที่ กองทหารอาสาสยาม เผชิญคือการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปน ซึ่งชาวเมืองนอยสดัดท์และทหารสยามจำนวนมากอาจเสียชีวิตจากโรคระบาดนี้ไม่ต่างกัน ทหารสยาม 8 นายเสียชีวิตระหว่างการยึดครองนอยสตัดท์และพื้นที่โดยรอบ ครึ่งหนึ่งเกิดจากโรคระบาดที่เหลือเกิดจากการประสบอุบัติเหตุ

    พื้นที่เล็กๆ ของเยอรมนีแห่งนี้ยังคงอยู่ภายใต้การยึดครองของ กองทหารอาสาสยาม จนถึงเดือนกรกฎาคม 1919 เมื่อสยามถอนกำลังเตรียมส่งทหารเดินทางกลับบ้าน ว่ากันว่าตอนที่กองทหารสยามเคลื่อนพลออกจากนอยสตัดท์ และส่งมอบพื้นที่กลับคืนสู่การยึดครองของฝรั่งเศสนั้น ทั้งทหารสยามและชาวเมืองจากกันด้วยน้ำตาของทั้งสองฝ่าย ในบันทึกแหล่เทศน์ของสิบเอกเคลือบ เกษรในตอนแหล่ขู่ให้เซ็นต์สัญญาและแหล่เซ็นต์สัญญาได้บรรยายความรู้สึกผูกพันของชาวเมืองกับทหารสยามไว้ค่อนข้างเห็นภาพได้ชัดเจน โดยปกติของการเข้ายึดครองดินแดนของชนชาติอื่นคนท้องถิ่นมักต่อต้านโดยมองเป็นศัตรูต่อกัน แต่ในกรณีของทหารสยามกับชาวเมืองนอยสตัดส์นั้นไม่ใช่คู่สงครามกันโดยตรงความรู้สึกที่มีต่อกันจึงไม่ใช่ในฐานะศัตรูเมื่อต่างมีความถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกันความผูกพันจึงเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด

    ร่วมสวนสนามในขบวนพาเหรดแห่งชัยชนะ

    The Siamese Expeditionary Force during the 1919 Paris Victory Parade
    The Siamese Expeditionary Force during the 1919 Paris Victory Parade

    ก่อนเดินทางกลับ กองทหารอาสาสยาม ได้เข้าร่วมขบวนพาเหรดแห่งชัยชนะที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจัดขึ้นที่ปารีส, ลอนดอน, และบรัสเซลส์ ขบวนพาเหรดเหล่านี้จัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 1919 เป็นโอกาสเชิงสัญลักษณ์อย่างสำคัญในการแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของสยามในเมืองหลวงของมหาอำนาจยุโรปที่ยิ่งใหญ่ภายใต้สายตาของกษัตริย์และผู้นำของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย สยามได้แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของประเทศในฐานะของผู้ร่วมชัยชนะ ซึ่งได้ต่อสู้เพื่อรักษากฎหมายระหว่างประเทศ, ความยุติธรรม, และอารยธรรม โดยเอาชนะการใช้กำลังรุกรานอย่างไร้ความปราณี

    ความสูญเสียของ กองทหารอาสาสยาม

    กองทหารอาสาสยาม สูญเสียทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจำนวน 19 นาย ครึ่งหนึ่งตกเป็นเหยื่อของการระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปน ที่เหลือเกิดจากอุบัติเหตุในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทหารสองนายเสียชีวิตในกรุงเทพฯในระหว่างการฝึกเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยุโรป ในจำนวนนี้ 9 นายเสียชีวิตในฝรั่งเศส อีก 8 นายเสียชีวิตในขณะยึดครองดินแดนเยอรมนีที่ไรน์แลนด์

    เดินทางกลับบ้าน

    กองทหารอาสาสยาม เดินทางกลับกรุงเทพฯโดยแบ่งเป็นสองกลุ่มคือ เจ้าหน้าที่และทหาร 400 นายของกองบินซึ่งไม่ได้ปฏิบัติการรบในแนวหน้าเนื่องจากสงครามยุติลงเสียก่อนออกเดินทางจากฝรั่งเศสมาถึงสยามในเดือนพฤษภาคม 1919 กองยานยนต์กลับมาถึงกรุงเทพฯในเดือนกันยายน ในโอกาสนี้รัฐบาลได้จัดงานเฉลิมฉลองสันติภาพอย่างเป็นทางการ ทั้งในเมืองหลวงและจังหวัดสำคัญทั่วราชอาณาจักร เมื่อสิ้นสุดการเฉลิมฉลองและพิธีทางศาสนาเป็นเวลาสี่วัน อัฐิของทหารทั้งหมดที่เสียชีวิตได้ถูกนำไปประดิษฐานในอนุสรณ์สถานซึ่งสร้างขึ้นในบริเวณใจกลางเมืองใกล้กับพระบรมมหาราชวัง บริเวณมุมด้านทิศเหนือของท้องสนามหลวง ตรงข้ามโรงละครแห่งชาติซึ่งปัจจุบันเรียกว่าอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 สมาชิกผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายของกองกำลังทหารอาสาสยามคือ ยอด แสงรุ่งเรือง เพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2003 ที่ผ่านมานี่เอง

    Monument to The Expeditionary Force of Thai army in the World War 1
    Siamese Expeditionary Force Monument : Chainwit., CC BY-SA 4.0 , via Wikimedia Commons

    ผลพวงหลังสงคราม

    หลังสงคราม สยามมีส่วนร่วมในการประชุมสันติภาพแวร์ซาย (Treaty of Versailles) ในวันที่ 28 มิถุนายน 1919 และต่อมาได้เป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกผู้ก่อตั้งสันนิบาตรชาติ (League of Nations) ภายในปี 1925 สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, และฝรั่งเศส ได้ละทิ้งสิทธินอกอาณาเขตของตน นอกจากนี้สยามยังได้รับรางวัลเป็นเรือสินค้าเยอรมันที่ยึดมาได้ สำหรับในส่วนของการเมืองภายในประเทศ Claire Tran ซึ่งเป็นนักประวัตืศาสตร์เจ้าของบทความชื่อ “World War I: Asians on the European Front” ได้กล่าวถึงประสบการณ์การทำสงครามมีผลกระทบอะไรต่อชีวิตอาสาสมัครชาวสยามหลังจากที่พวกเขากลับมาอย่างไรบ้างพอสรุปได้ว่า “เป็นการยากที่จะสรุปว่าประสบการณ์จากสงครามมีผลกระทบอะไรต่อชีวิตของอาสาสมัครชาวสยามหลังจากที่พวกเขากลับมาถึงเมืองไทยบ้าง แต่มีบางคนที่มีส่วนร่วมในการเรียกร้องให้สยามเปลี่ยนจากระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบบรัฐสภา ตั้ว ลภานุกรม และ จรูญ สิงหเสนี อดีตทหารอาสาในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นสองในเจ็ดของผู้ก่อตั้งคณะราษฎรขึ้นที่กรุงปารีสในช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งต่อมาประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในปี 1932 (การปฏิวัติปี พ.ศ.2475) ทหารผ่านศึกหลายคนมีบทบาทอย่างสำคัญในการฟอร์มรัฐบาลใหม่และนโยบายการเลือกตั้งของสยามในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โชต คุ้มพันธุ์ อดีตอาสาสมัครและผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยที่ยังดำเนินกิจการอยู่ก็เป็นหนึ่งในนั้น”


    ลิงก์เพื่อการอ้างอิง

    War Stories with Mark Felton
    Thai Occupation of Germany – A Forgotten WW1 Operation
    Mark Felton productions
    https://www.youtube.com/watch?v=Yht_Y7WywAU

    Siamese Expeditionary Forces
    https://en.wikipedia.org/wiki/Siamese_Expeditionary_Forces

    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะพระมหากษัตริย์ นักปกครองและทหาร
    ผู้เขียน เทพ บุญตานนท์
    บรรณาธิการ ชนัญญา เตชจักรเสมา
    https://kingchulalongkorn.car.chula.ac.th/th/article/kingrama6_4

    World War I: Asians on the European Front
    11.09.2018, by Claire Tran
    https://news.cnrs.fr/opinions/world-war-i-asians-on-the-european-front

    Why did Siam join the First World War?
    Pad Kumlertsakul
    https://blog.nationalarchives.gov.uk/siam-enter-first-world-war/

    The Siamese Expeditionary Force of World War I and the Spanish Flu
    Khwanchai Phusrisom
    Stephen Martin
    Mahasarakham, Thailand
    https://hekint.org/2017/01/22/the-siamese-expeditionary-force-of-world-war-i-and-the-spanish-flu/

    International Encyclopedia of the First World War
    Siam
    By Stefan Hell
    https://encyclopedia.1914-1918-online.net/article/siam

    Allied powers
    international alliance
    https://www.britannica.com/topic/Allied-Powers-international-alliance

    แหล่เทศน์ กองทหารบกรถยนตร์ซึ่งไปในงานพระราชสงคราม ทวีปยุโรป ภาค 1-2
    ผู้แต่ง เคลือบ เกษร
    ระบบคลังข้อมูลดิจิทัล กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
    http://digitalcenter.finearts.go.th/search/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%9a%20%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%a3?search_in=author

    Rape of Belgium
    https://en.wikipedia.org/wiki/Rape_of_Belgium

    Siam in World War I | Wikipedia audio article
    https://www.youtube.com/watch?v=Ra4Pug0ufiM

    Neustadt an der Weinstraße
    https://en.wikipedia.org/wiki/Neustadt_an_der_Weinstra%C3%9Fe#20th_century

    Occupation of the Rhineland
    https://en.wikipedia.org/wiki/Occupation_of_the_Rhineland#Siamese_Expeditionary_Forces

  • Wind of Change สัญญาณแห่ง การเปลี่ยนแปลงสังคม

    Wind of Change สัญญาณแห่ง การเปลี่ยนแปลงสังคม

    ดนตรีกับ การเปลี่ยนแปลงสังคม

    เมื่อคืนก่อนตอนที่นั่งเปิดเพลงจากยูทูปฟังหลังเสร็จสิ้นภารกิจประจำวันเหมือนทุกๆวัน บังเอิญเห็นคลิปวิดีโอเพลง “Wind of Change” ของวงสกอร์เปียนส์ (Scorpions) สะดุดตาที่เห็นภาพปก (thumbnail) เป็นรูปธงไทยและยังมีคำบรรยายเป็นภาษาไทยด้วยเลยลองเข้าไปเปิดฟัง ที่จริงมันก็คือเพลงต้นฉบับของสกอร์เปียนส์นั่นแหละครับแล้วคนไทยคนหนึ่งแกเอาคลิปวิดีโอกับภาพนิ่งของตัวเองมาตัดต่อให้เป็นมิวสิควิดิโอประกอบเพลง ภาพที่เอามานอกจากธงไทยที่โบกสะบัดเป็นพื้นหลัง ยังมีภาพกิจกรรมการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่และน้องๆนักเรียนนักศึกษา ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเขาเมื่อปี 2020 เมื่อประสานกับความหมายของบทเพลงมันทำให้คนฟังสัมผัสได้ถึงสัญญาณของ การเปลี่ยนแปลงสังคม ที่กำลังเกิดขึ้น ดุจดั่งความมายของบทเพลงตามที่ผู้ประพันธ์ตั้งใจสื่อกับผู้ฟังมาตั้งแต่ต้น

    ในความเห็นส่วนตัว “Wind of Change” เป็นเพลงที่ดีที่สุดของสกอร์เปียนส์ แม้จะเป็นแนวบัลลาดเรียบๆ เย็นๆเนื้อหาไม่ซับซ้อนแต่ฟังแล้วให้อารมณ์ความรู้สึกถึงสัญญาณความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ผู้แต่งต้องการสื่อสารได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้ภาษาเรียบง่ายตรงไปตรงมาผู้ฟังราวกับมองทะลุเหตุการณ์ไล่เลียงลำดับได้แจ่มชัด เสียงผิวปากเยือกเย็นทั้งตอนเริ่มต้นและท่อนท้ายของเพลงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย ผิวกายและเสียงของสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ลึกลงไปถึงภายในจิตใจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า เพลงนี้เป็นแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติหรือ การเปลี่ยนแปลงสังคมในหลายเหตุการณ์ ทั้งการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและสหภาพโซเวียต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอีกหลายครั้งหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคิดว่าคงมีทั้งที่เป็นไปไม่ได้และทั้งที่อาจมีส่วนที่เป็นจริง ซึ่งเราคงต้องมาวิเคราะห์กันครับ

    บทกวีหรือบทเพลงจะสร้างแรงบันดาลใจอย่างไรให้กับผู้คนหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่ๆการประพันธ์บทเพลงหรือบทกวีผู้แต่งย่อมได้รับแรงบันดาลใจบางอย่างจากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ประทับใจ “Wind of Change” ก็เช่นเดียวกัน มีผู้ให้ความเห็นหลายความเห็นใน songfacts.com กล่าวว่า เคลาส์ ไมน์เนอ (Klaus Meine) นักร้องนำของวงสกอร์เปียนส์และเป็นผู้แต่งเพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการที่เข้าร่วมแสดงคอนเสิร์ตที่เลนินกราดในปี 1988 และที่มอสโกในปี 1989 ความกระตือรือร้น จำนวนผู้ชมที่มีมากจนน่าประหลาดใจ และการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ชมอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น ทำให้เขาและเพื่อนร่วมวงรับรู้ถึงสัญญานแห่ง การเปลี่ยนแปลงสังคม ครั้งใหญ่ว่ากำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานอย่างแน่นอน และในบางตอนของเนื้อเพลงก็จะมีทั้งสถานที่และสัญลักษ์ของความเป็นรัสเซียเช่น สวนสาธารณะกอร์กี้ (Gorky Park), แม่น้ำมอสควา (Moskva River), รวมถึงเครื่องดนตรีพื้นเมืองของรัสเซียที่เรียกว่าบาลาไลกา (Balalaika) ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีคล้ายกีตาร์แต่มีสามสาย นั่นคงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าบทเพลงนี้มีที่มาจากความเปลี่ยนแปลงของสหภาพโซเวียตจริง

    ร็อคหลังม่านเหล็ก

    ในปี 1988 สกอร์เปี้ยนส์ วงดนตรีร็อคจากเยอรมันตะวันตกมีโอกาสเข้ามาแสดงสดที่ Sport-an-Concert Complex ในเลนินกราด (Leningrad ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Saint Petersburg) โดยแสดงติดต่อกันถึง 10 รอบ (17-26 เมษายน 1988) มีแฟนเพลงเข้าชมคืนละไม่ต่ำกว่า 15,000 คนทุกคืน สกอร์เปียนส์ซึ่งเป็นวงดนตรีจากฝั่งตะวันตกวงแรกๆที่มีโอกาสมาทำการแสดงในเขตแดนของสหภาพโซเวียตได้รับการต้อนรับจากผู้ชมอย่างหนาแน่นจนต้องมีเจ้าหน้าที่ KGB เข้ามาให้ความสะดวกในการเข้าออกของสมาชิกวงเพื่อกันไม่ให้แฟนเพลงชาวรัสเซียเข้ามาใกล้ชิดมากจนเกินไป

    ในปีถัดมาวงดนตรีร็อคชื่อดังจากทั้งยุโรปและอเมริกา(*)ก็มีโอกาสข้ามผ่านม่านเหล็ก (Iron Curtain) ที่แข็งแกร่งที่สุดในอดีตเพื่อไปแสดงสดให้เพื่อนพ้องในสหภาพโซเวียตได้ชื่นชมกัน เมื่อมีการจัดเทศกาลดนตรีสันติภาพมอสโก (Moscow Music Peace Festival) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันครั้งเดียวของวงดนตรีและศิลปินที่มีชื่อเสียงเปิดการแสดงในกรุงมอสโก เมื่อวันที่ 12-13 สิงหาคม 1989 เพื่อส่งเสริมสันติภาพของโลกและสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติในการต่อสู้กับสงครามยาเสพติดและแอลกอฮอล์ในรัสเซีย นี่คือส่วนหนึ่งของยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสหภาพโซเวียต

    ประมาณกันว่ามีเยาวชนและคนหนุ่มสาวชาวรัสเซียจากทั่วทุกสารทิศเข้าร่วมงานนี้ราว 120,000 – 220,000 คน ทุกคนแสดงออกถึงความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ด้วยดวงตาที่กระหายเสรีภาพอย่างที่เพื่อนในโลกเสรีเขามีกัน สมาชิกวงสกอร์เปียนส์เป็นชาวเยอรมันจึงมีความใกล้ชิดและรับรู้ความต้องการของคนเหล่านี้ได้ดี พวกเขาไม่ใช่แค่ได้รับประสบการณ์จากการแสดง แต่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของคนหนุ่มสาวที่นั่นเช่นเดียวกัน เคลาส์ ไมน์เนอได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Rolling Stone ว่า “พวกเขาเหมือนนั่งเรือไปตามแม่น้ำมอสควา และคนที่อยู่บนเรือลำนั้นมีทั้งวงดนตรีทุกวง นักข่าวเอ็มทีวี และทหารกองทัพแดง… มันเป็นช่วงเวลาที่สร้างแรงบันดาลใจสำหรับพวกเขา มันเหมือนกับว่าโลกทั้งใบอยู่ในเรือลำนั้นที่พูดภาษาเดียวกัน นั่นคือดนตรี” และยังได้เสริมอีกว่า “เมื่อสกอร์เปียนส์เริ่มการแสดง บรรดาทหารกองทัพแดงและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ทำหน้าที่อยู่ ทุกคนหันหน้ามาทางเวทีแล้วเริ่มโยนหมวกและเสื้อแจ็กเก็ตของพวกเขาไปบนอากาศ มันวิเศษมากราวกับโลกทั้งใบเปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา เด็กหนุ่มสาวชาวรัสเซียเหล่านั้นรู้สึกได้ว่ายุคของสงครามเย็นคงสิ้นสุดลงในไม่ช้า นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะบอกไปในบทเพลง”

    พลังแห่งดนตรีและคนหนุ่มสาว

    Klaus Meine from the Scorpions at the See-Rock Festival 2014
    Alfred Nitsch, CC BY-SA 3.0 via Wikimedia Commons

    ถ้าจะถามว่าร็อคคอนเสิร์ตให้อารมณ์ความรู้สึกระหว่างผู้เข้ามีส่วนร่วมอย่างไรคงอธิบายยาก สำหรับตัวเองเคยมีประสบการณ์ มีส่วนร่วมอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นหลายครั้งจึงเข้าใจถึงความรู้สึกและพลังของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของฝูงชนชาวร็อคได้ดี จำได้ถึงอารมณ์เก่าๆสมัยยังเรียนอยู่ที่รามคำแหง ตอนที่วงสกอร์เปียนส์เข้ามาเปิดการแสดงสดครั้งแรกในประเทศไทยที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก ถ้าจำไม่ผิดประมาณกลางปี 1984 กับเพื่อนๆหลายคนไปยืนตาละห้อยอยู่ประตูหลังเวทีเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าตั๋ว หลังคอนเสิร์ตเริ่มได้ไม่กี่เพลงพวกแฟนเพลงที่มีใจเต็มร้อยแต่ตังค์มีน้อยทั้งหลายที่ออกันอยู่พากันแหกประตูวิ่งเข้าไปด้านใน พวกเราก็เลยจำใจวิ่งตามเข้าไปด้วยไม่มีเจตนาเข้าไปดูฟรีแต่อย่างใด จะว่าไปแล้วพวกผมค่อนข้างโชคดีเพราะในปีนั้นได้มีส่วนเข้าร่วมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ร่วมกับแฟนเพลงร็อคสไตล์ฮาร์ดร็อคและเฮฟวี่เมทัลชื่อดังจากยุโรปถึงสองวงคือ Def Leppeard (อังกฤษ) ในตอนต้นปี และ Scorpions (เยอรมันนี) ในช่วงกลางปี (ที่จริงวงดนตรีพวกนี้เขามีแนวเพลงหลากหลายสไตล์ หวานๆซึ้งๆแนวบัลลาดก็มีไม่ใช่แหกปากตะโกนเสียงดังๆเท่านั้น)

    ประสบการณ์เหล่านี้มันทำให้เราเข้าใจคำว่าพลังของดนตรีและพลังของคนรุ่นใหม่ ประวัติศาสตร์สังคมโลกได้บันทึกเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาจากความเสื่อมถอยของระบบ-ระบอบเก่าๆไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่าโดยเด็กๆและคนหนุ่มสาวต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย เมื่อสังคมกำลังคืบคลานสู่จุดต่ำสุด เด็กๆและคนหนุ่มสาวเหล่านี้นี่เองที่จะเป็นผู้จุดประกายนำสังคมเพื่อฉุดรั้งไม่ให้ล่มสลายลงไป พร้อมทั้ง เปลี่ยนแปลงสังคม ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ในขณะที่บรรดาผู้ใหญ่และผู้อาวุโสหัวก้าวหน้าก็จะทำหน้าที่เป็นเสมือนกำแพงและกองหนุนคอยสนับสนุนและปกป้องอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็แน่นอนว่าจะต้องถูกต่อต้านจากคนรุ่นเก่าที่สูญเสียผลประโยชน์ ส่วนจะมาก น้อย รุนแรงหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    จริงอยู่ว่าดนตรีและพลังของคนหนุ่มสาวไม่ได้เป็นปัจจัยหลักของ การเปลี่ยนแปลงสังคม แต่มันต้องมีการสะสมของปัญหาทั้งด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ความเชื่อและวัฒนธรรมที่คนรุ่นก่อนๆปล่อยให้เกิดเป็นปัญหาหมักหมม ไม่ได้รับการแก้ไข ความเห็นแก่ตัวของผู้ปกครองที่หวังเพียงรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของพวกตนไว้ รวมถึงระบบอบการปกครองที่กดขี่ ล้าหลังซึ่งท้ายที่สุดสังคมและประชาชนก็จะไม่ยอมตกอยู่ในสภาพเดิมอีกต่อไป ความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงก็จะตามมา เยาวชนคนหนุ่มสาวมีธรรมชาติของการแข็งขืนต่อต้านหรือเป็นกบฏในตัวอยู่แล้ว เมื่อพวกเขามองไม่เห็นอนาคต จึงมักเป็นคนกลุ่มแรกที่ออกมาต่อต้าน สิ่งที่จะรวมใจคนเหล่านี้ไม่ใช่ความเชื่อทางศาสนาหรือคำสั่งสอนของพ่อแม่หรือผู้ปกครองรัฐ แต่เป็นอุดมการณ์ร่วมที่เป็นสากลผ่านสิ่งที่เรียกว่าดนตรี

    ตอนนั้นสกอร์เปียนส์ยังไม่ได้ออกเพลง “Wind of Change” นะครับ เพิ่งมาออกเมื่อต้นปี 1991 (บันทึกเสียงปี 1990) หลังกำแพงเบอร์ลินล่มสลายและเยอรมันรวมประเทศแล้ว ส่วนอดีตสหภาพโซเวียตก็กำลังวุ่นวายทั้งปัญหาเศรษกิจ, การคอรัปชั่น, มาเฟีย, สารพัดปัญหา ที่ผ่านมาระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์โดยการนำของผู้นำทางทหารที่ไม่ประสีประสาในการบริหารประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษกิจ ความด้อยประสิทธิภาพของระบบการรวมศูนย์การผลิต ทำให้รัฐต่างๆต้องการแยกตัวเป็นอิสระ หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ใฝ่หาอิสระภาพและเสรีภาพมากขึ้นทุกขณะ

    ดนตรีร็อคเข้ามาเป็นที่นิยมในสหภาพโซเวียตตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1960 มีวงดนตรีร็อคประจำถิ่นของรัสเซียเองในหลายรูปแบบทั้งคลาสสิคร็อค, อัลเทอร์เนทีฟ, พังค์, และเฮฟวี่เมทัลเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวงใต้ดิน (underground) เนื่องจากขัดต่อแนวคิดสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ หลังนโยบายเปเรสตรอยก้าและกลาสนอสต์ วงดนตรีเหล่านี้มีอิสระและเปิดกว้างมากจนสามารถไปบันทึกเสียงในยุโรปและอเมริกาได้ รวมถึงสามารถเปิดการแสดงได้เช่นเดียวกับวงดนตรีในฝั่งตะวันตก ทางการได้จัดตั้ง “The Leningrad Rock Club” เพื่อให้กลุ่มศิลปินที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเอาผลงานมานำเสนอต่อสาธารณชนได้อย่างเสรีและมันก็ได้เป็นสถานที่เริ่มต้นของกลุ่มร็อคที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา ดนตรีร็อคจึงเป็นส่วนหนึ่งของเยาวชนคนหนุ่มสาวชาวรัสเซียมาอย่างยาวนานไม่ต่างจากหนุ่มสาวในซีกโลกตะวันตก เพียงแต่ขาดเสรีภาพในการแสดงออกเท่านั้น

    นโยบายทางการเมืองกับ การเปลี่ยนแปลงสังคม

    Yuryi Abramochkin / CC-BY-SA 3.0, CC BY-SA 3.0 via Wikimedia Commons

    ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือเพราะระบอบเก่ามันเน่าจนทานไม่ไหวแล้ว ในตอนนั้นมิคาอิล กอร์บาชอพ (Mikhail Gorbachev) เข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้นำ กอร์บาชอฟเป็นชาวรัสเซียเชื้อสายยูเครนเกิดในครอบครัวชาวนายากจน เคยเป็นแกนนำเพื่อสนับสนุนนโยบายล้างระบอบสตาลินของนิกีต้า ครุสซอฟ จนในที่สุดเติบโตจนได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีซึ่งถือเป็นผู้นำสูงสุดของโซเวียตในขณะนั้น เขาได้ริเริ่มโครงการปฏิรูปและปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งกำลังประสบปัญหาอย่างยิ่งขณะนั้นด้วยนโยบาย “เปเรสตรอยก้า” (Perestroika :restructuring) ที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยในด้านเศรษฐกิจต้องปรับมาสอดคล้องกับสังคมโลกเป็นทุนนิยมมากขึ้น กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถระดมทุนได้ด้วยตนเอง ยกเลิกการผูกขาดโดยรัฐ รวมถึงการปฏิรูประบบราชการ ส่วน “กลาสนอสต์” (Glasnost :openness) จะให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ ให้เสรีภาพแก่สื่อ เสรีภาพทางสังคมและวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงยอมให้มีการตรวจแก้ประวัติศาสตร์ของชาติให้ตรงกับความเป็นจริง โดยหวังว่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆและความวุ่นวายทั้งหลายลงได้ แต่ก็สายเกินไปครับ

    อย่างไรก็ตามจากวิสัยทัศน์และนโยบายที่ค่อนข้างเปิดกว้างของกอร์บาชอฟ ทำให้คนรุ่นใหม่เกิดมีความหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น คนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะมากขึ้นโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ ซึ่งก่อนหน้านั้นวงดนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีร็อคจากตะวันตกไม่มีโอกาสเข้ามาแสดงหรือแม้แต่การรับฟังเพลงเหล่านี้ก็เป็นเรื่องต้องห้ามเนื่องจากขัดกับหลักการทางวัฒนธรรมของระบอบคอมมิวนิสต์ เปเรสตรอยก้าและกลาสนอสต์ทำให้เกิดการเปิดกว้างและสามารถรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้าไปเผยแพร่ได้ เครมลินให้อิสระกับรัฐในปกครองมากขึ้น คนหนุ่มสาวชาวรัสเซียรวมถึงรัฐอื่นๆของโซเวียตสามารถเปิดฟังเพลงจากวงดนตรีที่พวกเขาชื่นชอบได้อย่างอิสระไม่ต้องหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป ที่ผ่านมาในเยอรมันมีวงดนตรีระดับโลกเปิดการแสดงสดติดกำแพงเบอร์ลินฝั่งตะวันตกเพื่อเรียกร้องเสรีภาพให้กับเพื่อนร่วมชาติที่อยู่ในฝั่งตะวันออกหลายครั้ง คนหนุ่มสาวที่อยู่ใต้ปกครองของเผด็จการคอมมิวนิสต์มีโอกาสแค่มารวมกลุ่มชะเง้อมองแสงไฟวับวาบและฟังเสียงกรีดร้องด้วยความสนุกสนานกระหึ่มอยู่หลังกำแพงใหญ่ ด้วยใจที่สั่นระริกพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อคลอดวงตาทั้งสองข้างของพวกเขา แต่กระนั้นก็ยังถูกขัดขวาง ปราบปราม จับลากไปกับพื้นถนนและถูกนำตัวไปดำเนินคดี ซึ่งคนหนุ่มสาวในโซเวียตเองรับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆเหล่านี้เป็นอย่างดี และเมื่อกำแพงเบอร์ลินล่มสลายในปี 1989 เยอรมันรวมเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้การปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยในตอนปลายปี 1990 จึงเป็นแรงกระตุ้นครั้งสำคัญของพวกเขาที่ปรารถนาให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสหภาพโซเวียตเช่นเดียวกันนั้นบ้าง

    ความเป็นมาของสหภาพโซเวียต

    Steve/Ruth Bosman, CC BY 2.0 via Wikimedia Commons

    สหภาพโซเวียตมีรากฐานมาตั้งแต่การโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟและการเข้ามามีอำนาจของบอลเชวิคในปี 1917 ต่อมาในปี 1922 จึงได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการโดยสนธิสัญญาสหภาพแรงงาน มีรัสเซีย, ยูเครน, เบลารุส, และทรานส์คอเคซัส (ซึ่งต่อมาแยกตัวออกเป็นจอร์เจีย, อาร์เมเนีย, และอาเซอร์ไบจานในปี 1936) เข้าร่วมสู่สหภาพโซเวียตเป็นกลุ่มแรก และได้รับการรับรองโดยเยอรมันนีในปีนั้นเอง ในปี 1924 สหภาพโซเวียตนำรัฐธรรมนูญตามระบอบเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพมาใช้ มีการกำหนดกรรมสิทธิ์ในที่ดินของสาธารณชนและวิธีการผลิต เมื่อเลนินเสียชีวิต โจเซฟ สตาลินเข้ามาเป็นผู้นำ เขาได้นำเอาการปกครองในแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จมาใช้ มีการยึดที่ดินจากเจ้าของที่ดินเป็นของรัฐ ชาวนาและเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยถูกสังหารและยึดทรัพย์หลายล้านครอบครัว ในช่วงปี 1936-1938 ระบอบสตาลินโดยการนำของลีออน ทรอสกี้ได้ทำการกวาดล้างบรรดาบุคคลในกองทัพ, พรรคคอมมิวนิสต์, และรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านไปสังหารและจำคุกหลายพันคน ปี 1933 สหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองสหภาพโซเวียต และในปีถัดมาโซเวียตก็ได้เข้าเป็นสมาชิกสันนิบาตชาติ

    ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1940 กองทัพโซเวียตเข้ายึดครองลิทัวเนีย, ลัตเวีย, และเอสโตเนีย รวมเข้ากับสหภาพโซเวียต โรมาเนียได้ยกเบสซาราเบียและนอร์ทบูโควินาให้แก่สหภาพโซเวียต จัดตั้งเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตมอลโดวา (ปัจจุบันคือสาธารณรัฐมอลโดวา) ในปี 1941 เยอรมันเข้ารุกรานโซเวียตและยึดดินแดนบางส่วนแต่โซเวียตก็สามารถปกป้องมอสโกไว้ได้และทำการรุกกลับ ปี 1943 เยอรมันเริ่มพ่ายแพ้ที่สตาลินกราด และในที่สุดกองทัพแดงและชาติพันธมิตรก็สามารถยึดเบอร์ลินได้เมื่อเดือนพฤษภาคม 1945, 2 กันยายน 1945 สงครามโลกครั้งที่สองยุติลง

    มีนาคม 1953 สตาลินเสียชีวิต กุมภาพันธ์ 1956 นิกิต้า ครุสชอฟกล่าวสุนทรพจน์อย่างลับๆ ต่อการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 20 เพื่อประณามการปกครองแบบเผด็จการและบุคลิกส่วนตัวของสตาลิน 11 มีนาคม 1985 มิคาอิล กอร์บาชอฟ เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตและประกาศนโยบายกลาสนอสต์และเปเรสตรอยก้า ในปี 1989 เกิดการปฏิวัติโค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์ในบังคับของโซเวียตในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก เริ่มจากโปแลนด์ไปฮังการี, เยอรมนีตะวันออก, บัลแกเรีย, เชโกสโลวะเกีย, และโรมาเนีย ในปีนั้นโซเวียตถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน เกิดการจลาจลของกลุ่มชาตินิยมในจอร์เจีย พรรคคอมมิวนิสต์ลิทัวเนียประกาศอิสรภาพจากพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต จัดให้มีการเลือกตั้งอย่างเปิดเผยของรัฐสภาชุดใหม่ของประชาชนเป็นครั้งแรก

    ในปี 1989 สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตใช้เสรีภาพจากนโยบายของกอร์บาชอฟเป็นประโยชน์ในการเรียกร้องเอกราชเพิ่มขึ้นโดยมี ลัตเวีย, เอสโตเนีย, และลิทัวเนียเป็นกลุ่มประเทศแรก

    9 พฤศจิกายน 1989 กำแพงเบอร์ลินซึ่งก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ 13 สิงหาคม 1961 ล่มสลาย ปิดฉาก 28 ปีตำนานอัปยศของกำแพงนรกที่แบ่งแยกคนเชื้อชาติเดียวกันมาเกือบสามทศวรรษแห่งนี้ลงอย่างสมบูรณ์ หลังจากนั้นอีกไม่ถึงปีในวันที่ 3 ตุลาคม 1990 สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมันหรือเยอรมันตะวันออก (German Democratic Republic : GDR) เข้ารวมเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐเยอรมัน (Federal Republic of Germany)เยอรมันกลับมารวมเป็นประเทศเดียวกันอีกครั้งในรูปแบบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย

    ในปี 1990 อาร์เมเนีย, มอลโดวา, ยูเครน, และจอร์เจียจึงเรียกร้องเอกราชตามมาเช่นกัน พรรคคอมมิวนิสต์ลงมติยุติการปกครองแบบพรรคเดียว โดยเปิดโอกาสให้มีฝ่ายค้านทางการเมือง และสภานิติบัญญัติที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย ลงมติให้ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตอย่างเป็นทางการ ประกาศอำนาจอธิปไตยของรัสเซียเป็นรัฐอิสระซึ่งก็คือประเทศรัสเซียในปัจจุบัน ในความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะรักษาสหภาพโซเวียตไว้ด้วยกัน กลุ่มคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงได้พยายามก่อรัฐประหารขึ้นในเดือนสิงหาคม 1991 แต่ประสบความล้มเหลวเมื่อประชาชนออกมาต่อต้านเต็มไปทั่วทุกสถานที่ ทำให้กองทัพปฏิเสธที่จะสู้รบกับประชาชน, 24 ธันวาคม 1991 กอร์บาชอฟลาออกจากตำแหน่งผู้นำสหภาพโซเวียต และส่งต่ออำนาจให้กับบอริส เยลต์ซิน

    และแล้วในวันที่ 26 ธันวาคม 1991 สภาแห่งสาธารณรัฐซึ่งเป็นสภาสูงของศาลฎีกาโซเวียต โหวตให้สหภาพโซเวียตสิ้นสุดของการดำรงอยู่ อันเป็นการสิ้นสุดรัฐคอมมิวนิสต์ที่เก่าแก่ ยิ่งใหญ่ และทรงอำนาจมากที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    แรงบันดาลใจหรือแค่ความประทับใจ

    “Wind of Change” เป็นบทเพลงที่เป็นแรงจูงใจหรือแรงบันดาลใจให้เกิดการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและสหภาพโซเวียตหรือไม่ จากลำดับเวลาของเหตุการณ์และข้อมูลที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นคงพอสรุปได้ว่า “ไม่ใช่ทั้งสองกรณี” บทเพลงนี้เป็นเพียงบันทึกภาพประทับใจซึ่งผู้เขียนได้พบเห็นจากประสบการณ์จริง จากการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์และเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ เนื้อหาของบทเพลงที่บรรยายถึง “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” จึงเปรียบเสมือนบันทึกที่ถูกจดจารลงบนไดอารี่เล่มหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่ไดอารี่นี้สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่เปิดอ่านนับล้านๆคนทั่วโลก อย่างไรก็ตามเมื่อมีสัญญาณแห่ง การเปลี่ยนแปลงสังคม ในอนาคต “Wind of Change” สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมาได้ แต่ไม่ใช่ในฐานะตัวการที่สร้างแรงกระแทก (Impact) โดยตรง อาจทำได้เพียงแค่ให้กำลังใจผู้คนได้บ้างเท่านั้นเอง

    ทฤษฎีสมคบคิด

    ส่วนในกรณีที่เพลงดังกล่าวเป็นหัวข้อของพอดคาสต์ “Wind of Change” เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2020 ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับที่มาของเพลงว่าสกอร์เปียนส์ไม่ได้แต่งเพลงนี้ขึ้นเอง แต่เกิดจากสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐหรือ CIA แต่งขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ในการโฆษณาชวนเชื่อให้เกิดการล่มสลายของคอมมิวนิสต์เร็วขึ้นโดย Patrick Radden Keefe นักเขียนชาวนิวยอร์กและผู้ดำเนินรายการพอดคาสต์ซึ่งเป็นผู้อ้างว่าเขาได้รับข้อมูลนี้มาจากผู้ที่ใกล้ชิดกับหน่วยงานดังกล่าวเล่าให้เขาฟัง ในเรื่องนี้เคลาส์ ไมน์เนอได้ให้สัมภาษณ์ดอน เจมีสันในรายการ “That Jamieson Show” ออกอากาศเมื่อ 12 กรกฎาคม 2020 ว่า “เขาไม่คิดว่าจะมีใครเชื่อเรื่องแบบนั้น คิดว่าความสำเร็จของพอดคาสต์ “Wind of Change” ก็เพราะเมื่อผู้คนเข้ามาฟังมันเป็นสถานการณ์ที่ต่างคนต่างคิด มันน่าจะเป็นไปได้ หรือไม่ได้ น่าจะจริงหรือไม่จริง พอมีเรื่องสกอร์เปียนส์กับซีไอเอมันก็จะกระจายไปทั่วโลก ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริงเลย แต่มันก็แสดงให้ถึงพลังของดนตรีว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ถ้าพวกเขาคิดว่าเพลงนี้จะเป็นเครื่องมือที่จะใช้ทำลายระบอบคอมมิวนิสต์แล้วละก็..(หัวเราะ)” ท้ายที่สุดดูเหมือนว่าเรื่องที่ซีไอเอแต่งเพลง “Wind of Change” จะเป็นแค่เพียงอีกหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy theory)เท่านั้นเอง

    คลื่นลูกใหม่ สังคมใหม่ กับสายลมที่กำลังพัดมา

    Milktea2020, CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons

    The world is closing in
    Did you ever think
    That we could be so close, like brothers

    The future’s in the air
    Can feel it everywhere
    Blowing with the wind of change

    Take me to the magic of the moment
    On a glory night
    Where the children of tomorrow dream away
    In the wind of change

    เนื้อเพลง : Wind of Change (บางส่วน)
    ผู้แต่ง : Klaus Miene


    หมายเหตุและลิงก์เพื่อการอ้างอิง

    (*)วงดนตรีและนักดนตรีรับเชิญที่ร่วมการแสดงในงาน Moscow Music Peace Festival ประกอบไปด้วย Cinderella(อเมริกัน), Scorpions(เยอรมัน), Skid Row(อเมริกัน), Montley Crue(อเมริกัน), Bon Jovi(อเมริกัน), Ozzy Osbourne(อังกฤษ), Gorky Park(รัสเซีย), Brigada S(โซเวียต/รัสเซีย), และแขกรับเชิญพิเศษ Jason Bonham (ลูกชาย John Bonham)

    ฟังเพลง Wind of Change
    Scorpions – Wind Of Change (Official Music Video)
    https://www.youtube.com/watch?v=n4RjJKxsamQ

    How Scorpions’ ‘Wind of Change’ Helped Define a Moment in History | https://ultimateclassicrock.com/scorpions-wind-of-change-history/

    The former Soviet leader Mikhail Gorbachev full interview – BBC News
    https://www.youtube.com/watch?v=qYVsKoQXATY

    KLAUS MEINE Says Rumor That CIA Wrote SCORPIONS’ ‘Wind Of Change’ Shows How Powerful Music Can Be
    https://www.blabbermouth.net/news/klaus-meine-says-rumor-that-cia-wrote-scorpions-wind-of-change-shows-how-powerful-music-can-be/

    Did the CIA Write a Rock Song to End the Cold War?
    https://www.youtube.com/watch?v=uDZFksTnx58

    ‘Scorpions’ Klaus Meine Interview
    https://www.youtube.com/watch?v=4Hj4PCglmPQ

  • ปรากฏการณ์สไตรแซนด์ ยิ่งปิด ยิ่งแพร่กระจาย

    ปรากฏการณ์สไตรแซนด์ ยิ่งปิด ยิ่งแพร่กระจาย

    ช่วงเช้า ก่อนการชุมนุมของนักศึกษากลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 มีข่าวเล็กๆเรื่องการยึดหนังสือ “ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา” ซึ่งนักศึกษากำลังจะนำไปแจกในที่ชุมนุม หลายหมื่นเล่ม โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าจะนำไปตรวจสอบ ว่ามีส่วนใดผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งแท้จริงแล้ว อาจเป็นการปกปิด ป้องกันไม่ให้เนื้อหาภายในหนังสือแพร่หลาย ไปสู่ผู้ชุมนุมที่คาดว่า น่าจะมีหลายหมื่นคนได้รับรู้ หลังจากถูกยึดหนังสือทั้งหมดไป กลุ่มนักศึกษาได้นำเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ไปทำเป็นหนังสืออิเลกทรอนิกส์ (E-Book) เผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ตให้ดาวน์โหลดอ่านกันได้ฟรี กลายเป็นว่า แทนที่จะมีคนไม่กี่หมื่นคนที่อยู่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสนามหลวงเท่านั้นที่จะได้อ่าน กลับทำให้คนทั่วโลกหลายล้านคน ที่ใช้ภาษาไทยได้ สามารถดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ เอามาอ่านได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของมุมโลก เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เมื่อเฟซบุ๊กกลุ่ม (Facebook Group) ซึ่งก่อตั้งโดย ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่มีชื่อกลุ่มว่า “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ถูกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ และขอศาลบังคับให้เฟซบุ๊กจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาของกลุ่มดังกล่าว ต่อมาในวันเดียวกันนั้น ดร.ปวินได้ประกาศจัดตั้งเฟซบุ๊กกลุ่มขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อว่า “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง” ปรากฏว่าเพียงวันแรกก็มีผู้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกจำนวนหลายแสนคน จนถึงปัจจุบันแม้จะยังก่อตั้งมาไม่ถึงหนึ่งเดือน แต่จำนวนสมาชิกปัจจุบันของกลุ่มนี้มีจำนวนเกือบ 1.5 ล้านคน และมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ปรากฏการณ์สไตรแซนด์ คืออะไร

    ปรากฏการณ์ความพยายามในการปกปิด ปิดบัง ลบออกหรือเซ็นเซอร์ซึ่ง ข้อมูล ข่าวสารที่ตนเองไม่ต้องการให้เผยแพร่ออกไป โดยเฉพาะที่เผยแพร่ ผ่านทางอินเตอร์เน็ตด้วยประการใดๆก็ตาม แต่ผลสะท้อนที่กลับมาของการกระทำนี้ กลับทำให้ข้อมูลเหล่านั้นแพร่กระจายออกไปอย่างมากมายโดยไม่ได้ตั้งใจ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์สไตรแซนด์ (Streisand Effect)

    lifescript / CC BY (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)

    ไมค์ มาสนิค (Mike Masnick) ผู้ก่อตัังบล็อกที่รายงานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยีขื่อ “Techdirt” เป็นผู้ให้ขื่อปรากฏการณ์ “Streisand Effect” นี้เมื่อปี 2005 ตามชื่อของนักร้องนักแสดงชื่อดังชาวอเมริกัน บาร์บรา สไตรแซนด์ (Barbra Streisand) เจ้าของเพลง “Woman In Love” ที่เราได้ยินกันติดหู…It’s a right I’ll defend…over and over again.. What do I do?…นั่นแหละ

    By Copyright (C) 2002 Kenneth & Gabrielle Adelman, California Coastal Records Project, www.californiacoastline.org, CC BY-SA 3.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=30173107

    ปฐมบทแห่ง ปรากฏการณ์สไตรแซนด์

    ที่มาของเรื่อง (ที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง) นี้มาจากบาร์บรา สไตรแซนด์ เธอได้ให้ทนายความยื่นฟ้องช่างภาพชื่อเคนเน็ต อเดลแมน (Kenneth Adelman) และเว็บไซต์ Pictopia.com (ปัจจุบันยุติการเผยแพร่ไปแล้ว) ในความผิดฐานคุกคาม และละเมิดความเป็นส่วนตัว เรียกค่าเสียหายจำนวน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันที่ 1 usd = 31.50 บาทเป็นเงินรวม 1,575,000,000 ล้านบาท) และให้ลบภาพถ่ายทางอากาศที่ปรากฏภาพถ่าย บ้านพักตากอากาศของเธอที่มาลิบู แคลิฟอร์เนีย ซึ่งภาพนี้เป็นหนึ่งในจำนวนภาพถ่ายทางอากาศ ของชายฝั่งแคลิฟอร์เนียที่มีจำนวนมากกว่า 12,000 ภาพ อเดลแมน และภรรยาได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวเพื่อเก็บบันทึกภาพถ่ายทางอากาศของชายหาด ชายฝั่งบริเวณนี้ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบภาพถ่ายในปีก่อน กับภาพถ่ายปัจจุบัน ว่ามีความเปลี่ยนแปลงใดๆที่ทำให้ ชายหาดหรือชายฝั่งเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์บ้างหรือไม่ อย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะใช้เป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานรัฐบาล หรือองค์กรสาธารณะ ในการกำหนดเป็นนโยบายในด้านที่เกี่ยวข้องต่อไป เรียกโครงการนี้ว่า “โครงการบันทึกภาพชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย (California Coastal Records Project)” ภาพบ้านของสไตรแซนปรากฏอยู่ในภาพถ่ายหมายเลข 3850 ซึ่งก่อนที่จะเกิดการฟ้องร้อง ภาพนี้ถูกดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของอเดลแมนเพียง 6 ครั้ง สองครั้งในนั้นเป็นการดาวน์โหลดโดยทีมทนายความของสไตรแซนด์เอง เมื่อข่าวการฟ้องร้องนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้เข้าถึงภาพถ่ายนี้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะเพียงหนึ่งเดือนหลังจากนั้นมีคนเข้าดูภาพนี้แล้วกว่า 420,000 ครั้ง

    การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก

    ข้อมูลจากเว็บไซต์ของอเดลแมนกล่าวว่า พวกเขาใช้กฎหมายต่อต้านการใช้กฎหมายปิดปาก (anti-SLAPP motion) ในการต่อสู้คดีกับสไตรแซนด์ โดยกฎหมายฉบับนี้ออกมาก่อนที่จะถูกเธอฟ้องร้อง และรัฐแคลิฟอร์เนียถือเป็นรัฐแรก ที่ออกกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้ ศาลได้พิจารณาและเห็นว่าคำฟ้องของสไตรแซนด์ เข้าข่ายการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (SLAPP) และตัดสินยกฟ้องเป็นผลให้เธอแพ้คดี และต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในศาลเป็นเงิน 177,107.54 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 5.58 ล้านบาทให้กับอเดลแมนและพวก

    Screenshot of California Coastal Records Project website by Lungnoke

    การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก หรือการแกล้งฟ้องคืออะไร บทความในเว็บไซต์ “ประชาไท” ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า ““SLAPP” ย่อมาจากคำเต็มว่า Strategic Lawsuit Against Public Participation ซึ่งหมายถึง การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการสาธารณะ หรืออาจเรียกง่าย ๆ ว่า “การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก” หรือ “การแกล้งฟ้อง” คดีประเภทนี้จะแตกต่างจากคดีทั่ว ๆ ไปตรงที่ ผู้ฟ้องไม่ได้มุ่งหมายที่จะชนะคดี แต่เป็นการฟ้องคดีเพื่อขู่อีกฝ่ายให้กลัว หรือทำให้เกิดภาระมากมายจนหยุดการกระทำ หรือแกล้งขัดขวางยับยั้งการใช้สิทธิเสรีภาพของอีกฝ่ายเท่านั้น โดยถ้อยคำข้างต้นพ้องกับคำว่า slap ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายว่า “ตบ” ทำให้เห็นได้ว่าการฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็น SLAPP ก็เหมือนเป็นการตบคนด้วยกฎหมายนั่นเอง”

    ทำไมจึงเป็น ปรากฏการณ์สไตรแซนด์

    การนำชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง มาใช้เป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์ต่างๆนี้มีหลายปรากฏการณ์เช่น เรียกปรากฏการณ์ที่คนจำนวนมาก ที่เป็นอิสระต่อกันมีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเหมือนกันแต่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เช่น ปรากฏการณ์แมนเดลา (Mandela Effect) เป็นเหตุการณ์ที่ผู้คนจำนวนมาก มีความทรงจำเหมือนกันว่า เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้เสียชีวิตในคุก เมื่อปี 1980 ทั้งที่ท่านเพิ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2013 หลังจากได้เป็นประธานาธิบดีแล้วเป็นต้น สำหรับชื่อบุคคนที่จะนำมาใช้ก็จะต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายระดับโลก ไม่ใช่เป็นนายกรัฐมนตรีของบางประเทศ ทำเรื่องบ้องตื้นอะไรแล้วจะถูกนำมาใช้คงไม่ใช่

    บาร์บรา สไตรแซนด์ นอกจากเธอจะเป็นนักร้อง นักแสดง และผู้กำกับชื่อดังแล้ว ทัศนคติทางสังคมและการเมืองของเธอก็ต้องถือว่า มีความร้อนแรงระดับแนวหน้าทีเดียว ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาครั้งที่ผ่านมา เธอให้การสนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน (Hillary Rodham Clinton) ผู้สมัครพรรคเดโมแครต (Democratic Party) โดยผ่านบทความที่เธอเขียนในบล็อกส่วนตัวที่มีอยู่ในเว็บบล็อกชื่อดัง “The Huffington Post” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น HuffPost) และยังได้ใช้บทความตอบโต้การหาเสียงของนายดอนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) คู่แข่งของนางคลินตันเมื่อถูกทรัมป์โจมตีอย่างเผ็ดร้อน ครั้งหนึ่งเมื่อทรัมป์พูดหาเสียงพาดพิงว่าคลินตันนั้นไม่มีมาดของประธานาธิบดีเอาเสียเลย (Hillary doesn’t look presidential) สไตรแซนด์ตอบโต้อย่างดุเดือดผ่านบทความที่เธอเขียน เมื่อ 22 กันยายน 2016 ว่า “ที่ทรัมป์พูดว่าฮิลลารีไม่ได้มีมาดของประธานาธิบดีเลยน่ะ หมายความว่าไง.. คำพูดที่มาจาก ชายที่มีมาดอย่างกับแรคคูนบนเก้าอี้ชายหาด แรคคูนที่มีกระรอกบินแปะอยู่บนหัวน่ะ มาดประธานาธิบดีจะเป็นแบบไหนกันล่ะ” เมื่อบทความนี้เผยแพร่ออกไป สื่อระดับโลกเกือบทุกฉบับได้นำเสนอรายงานข่าวนี้ พร้อมทั้งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย หรือเมื่อครั้งที่เธอฟ้องร้องให้ลบภาพถ่ายบ้านพักของเธอซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Streisand Effect หรือ ปรากฏการณ์สไตรแซนด์ นั้นสังคมก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเธออย่างหนักเช่นกัน บางคนเสียดสีเอาไปเขียนเป็นชื่อบทความว่า “เธอจะต้องร้องเพลงทำไมในเมื่อฟ้องร้องเอาก็ได้” (Why sing when you can sue?) นักวาดการ์ตูนคนหนึ่งวาดภาพสไตรแซนด์ นั่งตาขวางอยู่ในศาล ขณะที่ทนายของเธอกำลังชี้ภาพลูกโลกให้ศาลดูพร้อมมีคำพูดประกอบว่า “เธอกำลังจะฟ้องนาซาเพราะถ่ายภาพลูกโลกซึ่ง (น่าจะ) มีภาพบ้านของเธออยู่ในนั้น” เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมประจักษ์ว่าบาร์บรา สไตรแซนด์เธอมีชื่อเสียงระดับโลกจริงๆ การนำชื่อไปตั้งเป็นปรากฏการณ์ใดๆ ถือว่าเหมาะสมแล้ว