หมวดหมู่: Note

Short story, journal, memo, entry

  • บันทึกฉบับที่ 15

    บันทึกฉบับที่ 15

    ใครจะไปคิดว่าจะมีวันนี้

    จริงๆมีคนหลังไมค์มาบอก ว่าเขียนเรื่องจิ๊กุ่งจบแล้วให้เขียนเรื่องพี่โหนกบ้างอ่ะ พี่โหนก คือใคร ภาษาเมืองสิงห์เราจะเรียกว่า “พวกบ้าน” อินโทรไว้ให้ก่อนยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนถึงยังไงดี พี่โหนกคือแฟนสมัยวัยรุ่น แล้วเลิกรากันไปพักนึง พักใหญ่เลย แล้วตอนนี้ก็กลับมาอยู่ด้วยกันหลังจากเราเป็น Supermom ได้ 7 ปี ถึงวันนี้นางมาอยู่กับเราได้ 17 ปีละ ไม่รู้ว่ามีใครอยากอ่านบ้างมั้ย 🙂 แต่วันนี้คุยเรื่องลูกต่ออีกนิดนึงนะ

    ช่วงลูกเรียน ป.ตรี ที่ราชภัฎลำปาง น่าจะเป็นตอนที่เหนื่อยมาก เพราะงานหนัก ต้องทำผลงานส่งขอเลื่อนระดับ และต้อง รับ-ส่ง ลูกไปเรียน ย้ายอาคารเรียน บางวันต้องวิ่งรอก 3-4 รอบ ค่าใช้จ่ายไม่ต้องพูดถึง เพิ่งคุยให้ป้านิดฟังไม่นานนี้เอง ว่ามีอยู่วัน ไปรับจิ๊กุ่งตอนกลางวันเพื่อย้ายห้องเรียน ก็เลยพาไปกินข้าวเที่ยงที่ศูนย์อาหารในโลตัสก่อนเข้าเรียนตอนบ่าย ดันเจอน้องที่ รพ. มากินข้าวพอดี เห็นเรานั่งเฝ้าลูกกินข้าว น้องถามพี่จิ๋วไม่กินเหรอ ไม่กล้าบอกนางว่ากลัวลูกไม่อิ่ม เก็บตังค์ไว้เดี๋ยวไม่พอ วันนี้มีมาร้อยเดียว ที่ตอบไปคือ พี่กินมาจาก รพ. แล้ว ป้านิดฟังแล้วบอก ธัมโม 555

    แป๊บ ๆ ผ่านไป 4 ปี เหมือนจะเร็วมาก ตอนที่พี่นุกศูนย์ DSS (Disability Support Services) ติดต่อมาว่า น้องจะไปร่วมพิธีรับปริญญาที่เชียงใหม่มั้ย จะได้ลงทะเบียนให้และวางแผนการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้ เราให้ลูกเป็นคนตัดสินใจเอง จิ๊กุ่งบอกว่า ไม่ไปดีกว่าแม่ ไปซ้อมใหญ่ที่ลำปางนี่ก็พอ ลูกบอกมันน่าจะลำบากและวุ่นวายมาก เข้าใจว่าลูกคงนึกถึงหลายอย่าง ไหนจะรอนาน ไหนจะเข้าห้องน้ำ และอีกมากมาย

    จิ๊กุ่งในชุดครุยกับครอบครัวป้าอ้อยและพี่จูน
    จิ๊กุ่งกับครอบครัวป้าอ้อยและพี่จูน

    วันซ้อมใหญ่ที่ลำปาง ญาติพี่น้องมาร่วมกันแสดงความยินดีกับจิ๊กุ่งมากมายจนเราตื้นตันใจ ทั้งที่วันนั้นทุกคนน่าจะลำบากมาก ทั้งรถติด ทั้งไม่มีที่จอดรถ อากาศร้อน แต่ พี่จูนลูกชายป้าอ้อยเห็นน้องมาแต่เล็ก ๆ บอกไม่มาได้ยังไง ใครจะไปคิดว่าจะมีวันนี้ ตอบจูนในใจว่า ใช่เลย ใครจะไปคิดว่าจะมีวันนี้น้าจิ๋วนึกว่าตัวเองกับลูกเกือบจะหายไปจากโลกนี้ซะแล้วถ้าไม่กลับบ้าน

    จิ๊กุ่งยิ้มอย่างมีความสุขห้อมล้อมโดยป้าตู่, คุณแม่, ป้านิด และป้าอ้อย
    จากซ้าย ป้าตู่ จิ๊กุ่ง Supermom ป้านิด ป้าอ้อย

    อยากให้ดูสีหน้าจิ๊กุ่งในรูป แม่เองก็ตื้นตันบอกไม่ถูก หอบลูกซมซานกลับบ้าน ป้าตู่ ป้าอ้อย ป้านิด ดูแลเราสองแม่ลูกตลอด ยังไม่นับลุงนพ ไปช่วยขนของข้ามภูเขากลับมาอีก ขอบคุณจริงๆ

  • บันทึกฉบับที่ 14

    บันทึกฉบับที่ 14

    หางานทำไม่ได้ มีช่องทางค้าขายก็ยังดี

    เป็นข้อสรุปของเราสองคนแม่ลูก ก่อนเราย้ายไปเรียนต่อที่สิงห์บุรี

    เราได้อยู่ห้อง ม.ศ. 4/4 และ 5/4 เพื่อนกลุ่มเดิมทั้งห้องที่ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อพบปะกันทางไลน์เสมอ บ่นเรื่องกุนเชียงก็ได้กินกุนเชียงเมืองสิงห์จากเพื่อน 5/4 นี่แหละ

    ช่วงเรียน ม.ศ. 4-5 เราอยู่บ้านอาปากับหม่าม้าและน้องสาว 2 คน ที่บ้านขายกาแฟ ตอนหลังช่วงเราเรียนพยาบาล เพิ่มมาขายข้าวขาหมูอีกอย่าง วันไหนคนช่วยส่งกาแฟไม่ว่าง หรือไม่อยู่ เรามีหน้าที่ไปส่งกาแฟตามบ้านที่สั่งประจำ กับไปซื้อปาท่องโก๋มาเติม เวลาไม่พอ ปาท่องโก๋เหมือนจะมี 2 เจ้า เจ้าหนึ่งทอดด้วยน้ำมันหมู อีกเจ้าทอดด้วยน้ำมันพืช เราก็เพิ่งสังเกตตอนหลัง ว่าขาประจำร้านกาแฟอาปาจะมีชาวมุสลิมด้วย ต้องแยกจานปาท่องโก๋ให้ดี ๆ

    ตอนโน้น รู้สึกเหนื่อยมากกว่าสนุก เพราะบางวันเราต้องรีบทำงานพวกนี้ให้เสร็จก่อนไปโรงเรียน แต่มานึกถึงตอนนี้มันคลาสสิกมากเลย หิ้วพวงกาแฟมือหนึ่ง ขี่จักรยาน ส่งของซื้อของ ล่าสุด 2 ปีก่อนไปสิงห์ อุทานในใจว่าให้กูขี่จักรยานตอนนี้คงตายแน่ๆ รถเยอะฉิบหาย

    ช่วงเรียนพยาบาลเวลาปิดเทอมถ้ากลับสิงห์ก็จะได้ช่วยหม่าม้าขายของ หลักๆคือ เสริฟข้าวขาหมู เก็บโต๊ะ ล้างแก้วกาแฟ ประมาณนั้น ตอนช่วยหม่าม้า เราได้เห็นวิธี คิวซี ผลิตภัณฑ์ ที่สุดยอดจากหม่าม้า 1 อย่างคือ ถ้าโต๊ะไหนลูกค้ากลับไปแล้วกำลังจะเก็บจานแล้วมีข้าวขาหมูเหลือในจานเกือบๆครึ่ง หม่าม้าจะบอกว่า ไอ้จิ๋วอย่าเพิ่งเก็บ แล้วก็ไปหยิบช้อนมาตักข้าวที่ลูกค้ากินเหลือนั่นแหละมาชิม พร้อมกับพึมพำว่า มันไม่อร่อยเหรอ ทำไมกินไม่หมด นั่งนึกแล้วขำมาก ถ้าตอนนั้นมีโควิดระบาดคงบันเทิงน่าดู

    สรุปแล้วก็ไม่อาจเป็นคนค้าขายได้ เพราะการทำงานพยาบาล ฝึกให้เราขี้เกียจได้มาก ถึงมากที่สุด วันไหนที่เราไม่ต้องขึ้นเวรเช้า เราสามารถนอนได้ถึงเที่ยง ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นใด ๆ ชั้นตื่นหลัง 10 โมงทุกวัน เป็นคนค้าขายต้องขยัน อาปาตื่นมาต้มน้ำชงกาแฟขายตั้งแต่ตีสาม ตีห้าหม่าม้าลงมาช่วย แล้วขี้เกียจอย่างชั้นจะเป็นอะไรได้ ดีว่ามีจิ๊กุ่งเป็นลูก ที่ทำให้เปลี่ยนตัวเองได้

    เรื่องขำๆปิดท้ายคือเวลาจะยกกาแฟ หรือข้าวขาหมูไปให้ลูกค้า 10 ครั้ง 7 ครั้งเรามักจะลืมตัวถามว่า หม่าม้า ของเตียงไหน 🙂

    รูปถ่ายกับหม่าม้า ตอนจบมาใหม่ๆทำงาน รพ.อินทร์บุรี พ.ศ. 2529 เห็นเงาข้างหลังคืออาปา

    ร้านพรประชา ตลาดใต้ ขายกาแฟและข้าวขาหมู ใครเคยกินรีวิวได้นะ

  • บันทึกฉบับที่ 13

    บันทึกฉบับที่ 13

    เมื่อลูกโตและค้นพบตัวเอง

    มันไม่ง่ายที่จะเลี้ยงลูกที่มีความพิเศษแบบจิ๊กุ่ง แต่เราก็พยายามเท่าที่จะทำได้ สังเกต ถาม หาสิ่งที่จำเป็นและที่ลูกอยากได้ให้ input ข้อมูลให้ลูกแค่ไม่กี่อย่าง เราควรเรียนจบอย่างน้อยคือปริญญาตรี และเมื่อแม่ไม่อยู่แล้วให้ลูกสามารถดูแลตัวเองได้มากที่สุด เรื่องรายได้หรือการทำมาหาเลี้ยงชีพนั้น ให้ลูกลองค้นหาว่าเราชอบอะไร ส่วนมันจะกลายเป็นรายได้หรือไม่นั้น ค่อยว่ากันทีหลัง

    แล้วเราก็พบว่าลูกมีความพยายามและความตั้งใจมากกว่าแม่มันเป็นพันเท่า จิ๊กุ่งเรียนรู้วิธีการตัดต่อวิดิโอด้วยตัวเอง โดยการศึกษาจากยูทูป เราเคยเห็นลูกดูแล้ว pause ไว้ แล้วไปหัดทำ แล้วกลับมาเปิดดูอีก สลับไปสลับมา รวมทั้ง เปิดอ่านจากแหล่งข้อมูลต่างๆเองในอินเตอร์เนต จนกระทั่งทำช่องของตัวเอง มีคนฟอลโลไม่กี่คน แต่ไม่ได้ทำให้เธอท้อ แม่เองมาตามดูทีหลัง ตกใจสุดขีด ลูกทำคลิปออกมา 200 กว่าคลิป

    เธอเป็นแฟนพันธ์แท้ อุลตร้าแมน และอนิเมะหลายเรื่องที่แม่ไม่รู้จัก ขอเอาช่องมาแชร์ให้เพื่อนๆดูเพื่อได้คนติดตามเพิ่ม เธอจะได้มีกำลังใจ

    โปรดสังเกต ลองฟังดูนะเธอยังติดอ่างงงง กล้ามเนื้อมัดเล็กมันพัฒนาเต็มที่แล้วได้แค่นี้เอง เพราะรอยโรคมันอยู่ที่สมอง

    อีกเรื่องที่แม่เซอร์ไพรซ์ มีอยู่วันหนึ่ง ขอให้แม่พาไปธนาคาร บอกจะไปซื้อกองทุน ลูกจะเอาเงินเดือน 800 บาทไปซื้อกองทุนไว้เผื่อได้กำไร แม่ผู้เริ่มรู้สึกโง่ลงนิดหน่อย เริ่มมีความหวัง ว่าลูกจะหาเงินได้แล้วเว้ยเฮ้ย 555

    เนื่องจากจิ๊กุ่งมีเงินเดือนผู้พิการเดือนละ 800 บาทซึ่งเธอจะมีวินัยกับมันมาก คือไม่เอาออกมาใช้เลย เอาไปลงทุนหมด สวนค่ากินประจำวัน ดูหนัง กินข้าว ซื้อของสะสม ขอแม่จ้า จนล่าสุดแม่ก็ไม่ค่อยมี งดให้เธอ ก็บ่นนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร ลูกโตแล้ว

    พูดถึงเงินเดือน 800 ตอนได้เงินเดือนใหม่ๆ พาไปเที่ยวห้าง นางไปยืนอยู่หน้า TV จอใหญ่มากๆ ที่โชว์ไว้ แล้วเอาโทรศัพท์มากดดู ถามว่าทำอะไรลูก จิ๊กุ่งบอก ลองหารดูว่าต้องใช้เงินเดือนพิการกี่เดือนถึงจะซื้อทีวีอันนี้ได้ แม่มันฟังแล้วไม่รอช้า ก่อนกลับบ้านตรงบันไดเลื่อนมีแผงลอตเตอรี่อยู่ 3-4 แผง ขอสัก 2 ใบ สาธุ ถูกทีเหอะ จะซื้อทีวีให้ลูก 🙂

    ฝากเพื่อนๆติดตามช่องของลูกหน่อยนะคะ อันนี้ผ่านการตัดต่อมาน่าจะหลายรอบแล้วด้วยตัวเอง ทั้งหมดนี้จิ๊กุ่งทำเองคนเดียวทั้งหมด ไม่มีผู้ช่วยใดๆ แม่มีหน้าที่ไปกู้เงินสหกรณ์มาหาซื้อคอมพิวเตอร์และอื่นๆให้เธอเท่านั้นเอง

    ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

  • บันทึกฉบับที่ 12

    บันทึกฉบับที่ 12

    ลูกคงทำบุญมาดี

    กลับมาคุยเรื่องลูกชายสุดพิเศษต่อดีกว่า

    ระหว่างที่กระตุ้นพัฒนาการด้วยการทำกิจกรรมบำบัดกับครูแอ้ทุกวันเสาร์อาทิตย์ จันทร์ถึงศุกร์ลูกก็ไปโรงเรียนบ้านนาคตตามปกติ เรามักจะมีเรื่องความแปลกใจของผู้คนที่พบกับลูกไปเล่าให้ครูแอ้ฟัง เพื่อประเมินความก้าวหน้า ที่มักจะได้ยินบ่อยๆคือความแปลกใจ ที่ลูกเราสามารถตอบคำถามได้ถูก อธิบายสิ่งต่างๆได้แม้จะพูดช้าและติดอ่างบ้าง ครูแอ้อธิบายว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเด็กพิเศษคือ เด็กปัญญาอ่อน หรือ ออทิสติก แต่จิ๊กุ่งไม่ใช่ จิ๊กุ่งมี Cognitive Thinking ที่เป็นปกติ

    “Cognitive Thinking” (การคิดเชิงปัญญา หรือการรู้คิด) คือ กระบวนการทางจิตที่สมองใช้ในการรับข้อมูล ประมวลผล ทำความเข้าใจ และเปลี่ยนข้อมูลนั้นให้เป็นความรู้ เป็นรากฐานของความสามารถในการเรียนรู้ การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันองค์ประกอบหลักของ Cognitive Thinking ประกอบด้วย 5 ทักษะสำคัญ:

    • ความจำ (Memory): ความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลจากประสบการณ์ และดึงข้อมูลนั้นกลับมาใช้เมื่อจำเป็น
    • การจดจ่อ (Attention): การเลือกที่จะให้ความสนใจกับข้อมูลหรืองานที่กำลังทำโดยไม่วอกแวก
    • การรับรู้ (Perception): การตีความสิ่งที่สัมผัสได้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า (การมองเห็น การได้ยิน ฯลฯ)
    • การใช้ภาษา (Language): ความสามารถในการสื่อสาร แปลความหมาย และเข้าใจคำพูดหรือตัวหนังสือ
    • การแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (Problem Solving & Judgment): กระบวนการวิเคราะห์อุปสรรคและหาทางออกที่เหมาะสม” ข้อมูลจาก AI
    จิ๊กุ่งกำลังเขียนคำอวยพรให้พี่ไนท์ในวันแต่งงาน
    จิ๊กุ่งเขียนคำอวยพรให้พี่ไนท์

    จึงเป็นที่มาของเรื่องเล่าวันนี้ เดือนตุลาคม ปี 2551 ตาอินทร์ พ่อของป้าตู่เสีย ที่บ้านก็มีงานศพ ขับรถรับลูกกลับจากโรงเรียนไตรภพ ก็คุยกันไปตามประสา บอกลูกไว้ว่าที่บ้านจะยุ่งๆหน่อยนะ จิ๊กุ่ง 13 ขวบ ถามว่า แม่ คนเราตายแล้วไปไหน แม่อึ้งไปพัก เพราะนึกไม่ออกว่าจะตอบยังไง ดีนะที่ฟังธรรมะจากผอ.ตอนประชุมประจำเดือนบ่อยๆที่รพ. เลยบอกว่า ขึ้นอยู่กับกรรมที่เคยทำไว้แต่ชาติก่อน ๆ มั้งลูก ถ้าทำแต่กรรมดี ตายแล้วก็จะได้ไปเกิดในที่ดี ๆ ลูกชั้นที่ยังติดอ่างอยู่บ้าง พูดว่า

    “ชาติที่แล้วลูกคงทำบุญมาดี”

    “ทำไมเหรอลูก”

    “ก็ได้เกิดมาเป็นลูกแม่ไง” ลูกตอบ

    เท่านั้นเอง แม่อย่างชั้นขับรถอยู่ก็น้ำตาไหลพรากเลย ลูกเอ๋ย แม่พาเอ็งไปตกระกำลำบากตั้งหลายปี ยังบอกว่ามีบุญที่เกิดมาเป็นลูกแม่

    คิดถึงทีไรจุกอกทุกที

    รูปจิ๊กุ่งกับรถเก๋งมือแปดที่เทียวไปกลับ ลำปางเชียงใหม่อย่างบ้าคลั่ง กับอีกรูปจิ๊กุ่งอยู่ ม.ปลายแล้ว เขียนอวยพรวันแต่งงานพี่ไนท์ ลูกสาวลุงนพ

  • บันทึกฉบับที่ 11

    บันทึกฉบับที่ 11

    ช่างเย็บผ้า : ผลิตว้อดก้าขาย

    ขอเขียนถึงแม่อีกสักตอน

    พอเราไปอยู่สิงห์บุรี ทีนี้ก็จะกลับบ้านลำปางทุกปิดเทอมตอน ม.ศ. 4-5 และถ้าพอมีเวลาตอนเรียนพยาบาลกับทำงานอยู่รพ.อินทร์บุรี

    เรื่องสนุกของเรากับแม่ มันสนุกเมื่อเรานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ แต่จริงๆตอนเกิดเหตุมันเครียดน่าดูเลยนะ

    ช่วงปิดเทอมน่าจะตอน ม.ศ. 4 จำเวลาได้ไม่แม่นแต่จำสถานการณ์ได้ดี เรากลับบ้านลำปางมาหาแม่ซึ่งช่วงนี้กิจการเย็บผ้าแม่น่าจะเป็นขาลงสุด ๆ เพราะนอกจากจะรับจ้างเย็บผ้าแล้วแม่ยังไปช่วยป้า ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับแม่ผลิต สรถ.ขายทั้งปลีกและส่ง เราเคยไปช่วยอยู่ 2-3 ครั้ง อุตสาหกรรมนี้ในสมัยนั้น 40 กว่าปีที่แล้วมันไม่ได้เปิดเสรีเหมือนสมัยนี้ ดังนั้นมันต้องทำกลางคืน ในสวน ต้องไม่ใช้ไฟฟ้า ทุกคนนึกภาพหม้อต้มเหล้าออกใช่มั้ย เราต้องให้ไอร้อนจากแป้งข้าวที่หมักแล้วมาต้มกระทบความเย็นแล้วกลั่นออกมากว่าจะได้แต่ละหยด รวมเป็นขวด ดังนั้นถ้าออเดอร์เยอะ ก็ต้องต้มอย่างน้อย 2 หม้อ เรามีหน้าที่ควบคุมกำกับให้น้ำที่อยู่บนปากหม้อต้มเย็นอยู่เสมอโดยการใช้ “โทมือมิเตอร์” คือเอามือจุ่มเทสดู ถ้ามันเริ่มอุ่นจัด ต้องตักออก แล้วรีบตักน้ำเย็นไปใส่แทนที่ กว่าจะได้ 10 ขวดที่เห็นป้าเรียกว่า “หมื่น” ก็เหนื่อยและเมื่อยแขนน่าดู

    ชุดอุปกรณ์กลั่นสุราเถื่อนทำจากถังน้ำมัน 200 ลิตรสร้างจาก AI ใช้เพื่อการศึกษา
    อุปกรณ์กลั่นสุราเถื่อน (สร้างจาก AI)

    ต่อมาเข้าใจว่าแม่น่าจะขยายกิจการคือเริ่มหมักข้าวเองที่บ้านแล้วค่อยขนไปต้มในสวนบ้านป้า มันสนุกตอนนี้แหละ เราซึ่งปิดเทอมกลับบ้านก็ดัดจริตเป็นลูกกตัญญู ทำความสะอาดบ้านค่ะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าแม่หมักเหล้ารอกลั่นไว้ใต้บันได ความขยันของวัยรุ่น หน้าต่างมีกี่บานเปิดหมด ยังกวาดบ้านไม่เสร็จดี สรรพสามิตเข้าบ้านมา 1 คณะค่ะ ล้อมบ้านเลยนะยังกะฉากหนังตำรวจจับโจรเลยหลักฐานคาตา ซึ่งคุยกันกับแม่ตอนหลังก็งงๆอยู่ ว่าเค้ารู้ได้ยังไง แม่ว่ามันต้องมีคนไปฟ้อง

    เท่าที่รู้แม่ให้การไปว่าไม่ได้ทำเพื่อการค้า พอดีหลานสาวจะทำบุญบ้านมีงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ จะเอาไว้ช่วยงานหลาน คือป้านิดกับลุงสีแหละ ไม่รู้ว่ารู้ตัวยังโดนแม่ยืมชื่อ 555

    แต่นั่นแหละ มันก็ผิดกฎหมายอ่ะเนาะ รุ่งขึ้นเรากับแม่ก็ต้องนั่งรถโดยสารเข้าเมืองไปศาล เสียค่าปรับ 600 บาท สมัยนั้นก็ถือว่าไม่น้อยนะ เงินหายากแต่แม่ก็พยายามหา มีมากมีน้อยแม่เจียดส่งธนาณัติให้เราตลอด สงสารแม่มากเลย แต่ตอนหลังนั่งคุยกับแม่ก็กลายเป็นเรื่องขำ ๆ ไป

    ทุกวันนี้พอเรามีเวลานึกถึงเรื่องเก่าๆแบบนี้เราสรุปเอาเองว่าที่ผ่านความเหนื่อยยากทั้งหลายมาได้นี่เป็นเพราะแม่นี่เอง แม่ค่อยๆสร้างภูมิคุ้มกันให้ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ฉากเฉียดโรงพักนี่น่าจะมีอีก 2-3 เรื่องได้เอาไว้ทยอยเล่าสลับกับเรื่องอื่นๆ

    รูปอุปกรณ์กลั่นเหล้าสร้างจาก AI เพื่อใช้ประกอบบทความ ส่วนรูปแม่ น่าจะสักปี พ.ศ. 2527 เพื่อนพยาบาลถ่ายไว้ตอนมาเที่ยวบ้านเรากันจำไม่ได้ว่ากล้องใคร สินี หรือจิ๋ม หรือหมึก ประมาณนั้น

    เพราะคิดถึงแม่ และ เมมโมรี่การ์ดสมองน่าจะเริ่มเสื่อมตามวัยบันทึกไว้บ้างก็
    ดี ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านนะ

  • บันทึกฉบับที่ 10

    บันทึกฉบับที่ 10

    คิดถึงแม่ (อีกแล้ว)

    เราเก็บจิ๊กุ่งเข้าลิ้นชักกันแป๊บนะ อยากคุยเรื่องแม่

    แม่เล่าว่าจริงๆแล้ว แม่เกือบจะเป็น “สาวเฒ่า” แล้ว เพราะสมัยนั้น ใครอายุเกิน 25 แล้วยังไม่แต่งงาน นั่นคือ 80-90 เปอร์เซ็นต์ “เคิ้น” แน่นอน แม่แต่งงาน (มั้งเกิดไม่ทัน555)แต่ภาษาเหนือจริงๆเราจะใช้คำว่า เอาผัว ตอนอายุ 27 คลอดเราตอนอายุ 28

    แม่น่าจะเป็นคนทันสมัยมากในยุคนั้น แม่ไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าที่กรุงเทพฯ ปี พ.ศ.2500 อายุ 20 ปี กลับมาก็มารับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า เข้าใจว่าสมัยนั้นคง บูม มาก เพราะจำความได้ ที่บ้านมีจักรเย็บผ้าเรียงเป็นแถวหลายตัว มีคนมาเรียนตัดเย็บเสื้อผ้ากับแม่ครั้งละหลาย ๆ คน จากหลายๆหมู่บ้าน

    ลูกค้ามีทุก target รวมทั้งครูเกือบทั้งอำเภอ

    ที่บ้านเราเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ บ้านเราอยู่ตรงกลาง ขนาบด้วยบ้าน
    แม่ก๋วนและอาเพี้ยน คือป้า และ น้า พี่น้องที่เป็นลูกป้ากับลูกน้าหลายคน ตอนแรกเราเป็นน้องเล็กสุด ตอนหลังอาเพี้ยนมีน้อยลูกชายคนสุดท้องมาปิดจบอีกคนคืออยากจะบอกว่า เราโชคดีมากที่เมื่อซมซานกลับมาบ้าน แล้วได้อยู่ในวงล้อมของญาติพี่น้องที่ช่วยดูแลเราและลูกอย่างดีทุกคน

    Supermom ในชุดครุยขณะจะเข้ารับปริญญาโทกับคุณป้าก๋วนและคุณน้าเพี้ยน
    Supermom วันรับปริญญาโท กับแม่ก๋วน (ป้า) แม่เพี้ยน (น้า)

    ปี 2537-2538 ตอนแม่ป่วย 18 เดือนที่ต้องรักษาแม่ เข้าๆออกๆโรงพยาบาล สวนดอก รพ.ลำปาง รพ.แม่ทะ บางทีสงสารแม่ เวลาที่ต้องให้เลือดระหว่างรอบเคมีบำบัดเรายอมจ่ายส่วนเกินที่โรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้แม่สะดวก ทีนี้เรื่องปกติของการไปโรงพยาบาล มันต้องมีญาติไปด้วยโดยเฉพาะสวนดอก เราขับรถ หย่อนแม่ลงหน้าตึกพร้อมญาติ 1 คน คือหลาน ๆ ของแม่สลับกัน ป้าตู่ ป้านอม และอีกหลายๆคน โดยเฉพาะป้าตู่นั้น เป็นนางฟ้าประจำครอบครัวเราเลยทีเดียว (ป้าตู่ที่ทุกวันนี้จะมีคนทักผิดสลับกับเราอยู่บ่อยๆ จะขออนุญาตบันทึกให้เธอเป็นนางเอกสักสองสามตอน โดยเฉพาะการพาจิ๊กุ่งไปฝึก) กว่าเราจะหาที่จอดรถได้และกลับมาพาแม่เข้าห้องนู้นออกห้องนี้อีก และต้องนึกภาพว่าเราคือกำลังอุ้มท้องจิ๊กุ่งอยู่ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย ลืมไปด้วยซ้ำว่าท้อง วิ่งไปวิ่งมา

    ภาพที่จำไม่ลืม นึกถึงทีไรก็น้ำตารื้น คือตอนเข็นแม่ไปรอฉายแสง ไปกันแค่ 2 คน เพราะเป็นช่วงแม่แอดมิท เราท้อง 5-6 เดือนได้มั้ง ร้อนก็ร้อน โดนแซงคิวอีกกำลังโมโหยืนข้างรถเข็นแม่แปลกใจว่าลมอะไรพัด แกเอ้ย แม่ชั้น Hct.17% เดินเองแทบไม่ไหว เอาหนังสือพิมพ์พัดให้ลูกสาวท้องโตที่ยืนข้างๆ แม่บอก หันหน้าอี่น้องบ่างามฮ้อนแล้ ซ่อนหน้าเกือบแย่ไม่ให้แม่เห็นว่าจะร้องไห้

    Supermom อุ้มจิ๊กุ่งวัยทารกนั่งหน้าภาพถ่ายคุณแม่ในงานศพวันสุดท้าย
    Supermom อุ้มจิ๊กุ่งในงานศพคุณแม่เพชร

    เรื่องแม่มีอีกเยอะที่อยากบันทึกไว้ เราเชื่อว่าทุกคนคงมีโมเมนท์แบบนี้ หรือน่าประทับใจมากกว่านี้ เราเริ่มเสพติดการบันทึกละ ถ้าไม่อยากอ่านก็ไม่เป็นไรน้าแต่ถ้าชอบก็ขอบคุณจ้า มุมสนุกๆของเรากับแม่ก็มีนะ เดี๋ยวมาเล่าอีกที

    รูปเรากับแม่ที่บางแสน เป็นการเห็นทะเลครั้งแรกของเราตอน ป.4 ดันฝนตกซะอีก รูปเรากับจิ๊กุ่ง งานศพแม่คืนสุดท้าย และแม่ก๋วนกับอาเพี้ยน 2 คนที่เป็นแม่ให้เราหลังแม่จากไป

  • บันทึกฉบับที่ 9

    บันทึกฉบับที่ 9

    เหมือนจะเรื่องง่าย แต่ไม่ง่าย

    ทุกคนที่มีลูกเคยสนุกตอนเริ่มสอนลูกแปรงฟันด้วยตัวเองมั้ย?

    เราก็สนุก เห็นแปรงสีฟัน อันเล็กๆ มีรูปการ์ตูนน่ารักๆ ยาสีฟันเด็กหลากหลายรส น่าสนใจทั้งนั้นเลยเนอะ

    เหมือนกันเลย ตอนยังไม่รู้พยาธิสภาพของลูก ซื้อมาทีละ 2-3 อันให้ลูกเลือกใช้ รู้อยู่ว่าลูกพัฒนาการช้า ก็ใช้วิธีจับมือสอน แล้วยังไม่สังเกตอีกนะว่าลูกบ้วนปากไม่ได้ น้ำเข้าปากแล้วถ้าไม่ไหลออกมาก็จะกลืนไปเลย เป็นแม่ที่ฉลาดจริงๆ 555

    จนกระทั่งได้รู้จักครูแอ้ ครูแอ้บอกว่า แปรงสีฟันไฟฟ้าค่ะคุณแม่

    “แปรงสีฟันไฟฟ้า” เป็นอุปกรณ์ดูแลช่องปากที่มีประสิทธิภาพสูงในการขจัดคราบพลัค ลดปัญหาเหงือกอักเสบ และช่วยให้การแปรงฟันสะอาดทั่วถึงกว่าแปรงสีฟันธรรมดา โดยหัวแปรงจะขยับทำความสะอาดอัตโนมัติด้วยระบบหมุนสั่นหรือคลื่นโซนิค เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขอนามัยในช่องปากอย่างจริงจัง รวมถึงผู้ที่มีข้อจำกัดในการขยับมือ” (ข้อมูลจาก AI)

    ซึ่งพอลูกได้กระตุ้นการใช้กล้ามเนื้อ ก็จะรู้วิธีบ้วนปาก การใช้แปรงไฟฟ้าก็จะสะดวกสำหรับเค้า บอกแล้วไง ชีวิตนี้ มีหลาย “ค่า”

    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลูกก็จะไม่ค่อยเครียดเรื่องการเมื่อยมือ การดูแลตัวเองเบื้องต้นได้เองมันเป็นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่มากนะ สำหรับคนที่มีข้อจำกัดแบบเด็กพิเศษ หรือแม้แต่ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ

    ที่ตัดเล็บไฟฟ้าที่จิ๊กุ่งใช้
    Electric nail clipper.

    เราเองคุยกับลูกตลอดว่าลูกจะต้องเจอกับอะไร ในอนาคต ถ้าแม่ไม่อยู่แล้วลูกจะสามารถปรึกษาใครได้บ้าง เค้าก็พยายามอยู่เสมอ ที่แม่มันกังวลอยู่ตอนนี้คือเรื่อง ตัดเล็บ เหมือนไม่ยากนะ แต่คนที่สายตาแย่ กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มันโคตรยาก ทุกวันนี้เรายังต้องช่วยตัดให้ลูกอยู่เลย เคยลองใช้ที่ตัดแบบมีแบต (จริงๆมันเป็นตะไบ) ก็ไม่เวิร์ก อันมันเล็กลูกใช้ไม่ได้ สรุป สั่งน้องปอยหลานสาวว่า ถ้าอาไม่อยู่แล้ว พาน้องไปร้านเสริมสวยสักอาทิตย์ละครั้งนะ

    บันทึกไว้ เผื่อมีประโยชน์สำหรับใครที่มีปัญหาคล้ายๆกัน ส่วนแปรงไฟฟ้านั้น พบว่ามันดีจริงๆ แต่มันก็แพงจริงๆ

    ปิดท้ายด้วยการขอบคุณจากใจอีกครั้งสำหรับกำลังใจอันล้นหลามที่เพื่อนๆ พี่ๆน้องๆของแม่จิ๊กุ่งส่งมาให้ สัญญาว่าจะใช้ให้คุ้มค่าที่สุดสำหรับการดูแลลูกค่ะ

  • บันทึกฉบับที่ 8

    บันทึกฉบับที่ 8

    แม่ก็นึกไม่ถึง คุณครูก็ยังงง แถมเรื่องดราม่าของแม่มันให้นิดนึง

    จิ๊กุ่งเรียนร่วมกับเด็กปกติคือโรงเรียนบ้านนาคต โรงเรียนที่แม่เรียนตอนเด็ก อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 500 เมตรได้ คุณครูที่สอนอยู่ยังมีที่เคยสอนแม่อยู่ 1 ท่าน ยังไม่เกษียณ เป็นอันสบายใจได้ว่าลูกจะได้รับการดูแลที่พิเศษหน่อย 555 อธิบายพยาธิสภาพ และข้อจำกัดด้านต่าง ๆ ให้คุณครูทราบ

    ปัญหาอย่างหนึ่งในการที่เราทำงานราชการและต้องดูแลลูกพิเศษแบบนี้คือ เราต้องมีเวลาคุยกับครู ทั้งตอนเช้าส่งลูกเข้าเรียน ตอนรับกลับ เพื่อประเมินสถานการณ์และพัฒนาการ จะได้ไปปรึกษากับครูแอ้ตอนไปทำกิจกรรมบำบัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ดังนั้น แม่ของจิ๊กุ่งจึงไปทำงานสายเป็นประจำ แต่ทุกคนนน ชั้นเป็นหัวหน้าตึกผู้ป่วยในของรพ. 30 เตียง ถ้าต้องไปสายเกือบทุกวัน ไปถึงน้องส่งเวรได้เกือบครึ่งทาง ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป น้องในตึกคงหมดความเชื่อถือเป็นแน่แท้

    บังเอิญมาก หัวหน้างานประกันสุขภาพขอย้ายจ้าา แล้วก็ recommend เรากับผู้บริหารว่า เห็นควรให้เรามาทำงานนี้ต่อ อ่ะ เปลี่ยนงาน เปลี่ยนฝ่าย ก็ทำงานได้อยู่นะ เวลาพอยืดหยุ่นได้ ไม่ต้องเครียดถ้าต้องวิ่งไปหาลูกเวลาฉุกเฉิน คุยกับครูนานหน่อยก็ไม่ต้องกังวล

    แต่ ๆ ๆ ๆ ทำไปสักพัก มีข่าวว่า จะมีค่าตอบแทน พตส.สำหรับพยาบาลวิชาชีพ

    เฮ้ย! ชั้นถูกพิจารณาว่าไม่ได้ทำงานพยาบาลว่ะ ก็ งงๆ ก่งก๊ง อยู่พักนึงก่อนปฏิบัติการ คือไม่เข้าใจว่า การที่นั่งให้คำปรึกษาผู้ป่วยและญาติทั้งเรื่องปัญหาสุขภาพและสิทธิการรักษา ติดต่อ ประสานงานให้คนไข้ มันก็ใช้องค์ของพยาบาลอยู่พอสมควรนะ ก่อนอื่นทำแฟ้มบันทึกผลงานก่อนเลย แอบทำไว้ ไม่บอกใคร ไม่ให้ใครเห็นว่า วัน ๆ ชั้นใช้องค์ความรู้ของพยาบาลทำอะไรไปแล้วมั่ง กะว่า ถ้าจำเป็นค่อยเอาออกมาใช้
    หลังจากนั้น เดินไปเคาะห้องผอ.เว้ย ยื่นเอกสารที่ (น่าจะ) เป็นร่าง ส่งสสจ.ว่ารายชื่อพยาบาลที่อยู่ในข่ายได้รับ หรือ ไม่ได้รับค่าตอบแทน พตส.บอกผอ.ว่า พตส.นี้เป็นของใหม่ จะไม่ให้หนูก็ได้ แต่ถ้าการไม่ให้ พตส.หนูมันจะลุกลามไปถึงการงดเงินประจำตำแหน่ง 3500 ด้วยนั้น กรุณาหาที่นั่งใหม่ให้หนูด้วยค่ะ ทุกวันนี้บางวันหนูมีตังค์มารพ.ไม่ถึง 50 บาทเลยนะคะ

    ท่านผอ.ปกติท่านเป็นพระนอกเครื่องแบบ คือ นิ่ง สงบ ไม่ค่อยพูดค่อยจา พอฟังเรา ท่านยกหูหาพี่ที่สสจ. ชั้นก็เลยถอยออกมา สรุป ให้ชั้นเป็นหัวหน้างานประกันเหมือนเดิม แต่ออกไปช่วยน้องที่รพ.สต.สัปดาห์ละ 1 วันเพื่อการันตีความเป็นพยาบาล

    เราควรหัวเราะ หรือ ควรมีกิริยาอื่นใดมั้ยกับประเด็นนี้ มาถึงตรงนี้ เพื่อนๆบางคนงงละดิ แล้วคุณมึงมาเป็นหัวหน้าพยาบาลตอนหลังได้ยังไง เดี๋ยวมาเล่าอีกทีเนอะ

    กลับมาเรื่องครูกับแม่ งงเหมือนๆกันคือ วันหนึ่งรองผอ.โรงเรียนอยากได้ข้อมูลบางอย่างที่โรงพยาบาล คงมีคนแนะนำว่าลองถามเบอร์แม่จิ๊กุ่งดูสิจะได้โทรไปถามก่อน เราทำงานอยู่ มีโทรศัพท์เข้า พอเรารับสวัสดี ปลายสายร้อง หาาาา เสียงดังเลย ใช่แม่จิ๊กุ่งจริงงงง ๆ ด้วย

    คุณครูรองผอ.เล่าว่า เดินไปถามจิ๊กุ่งว่า มีเบอร์แม่มั้ย จิ๊กุ่งตอบว่าครับ ครูก็เข้าใจว่าจะหยิบสมุดที่แม่จดเบอร์ไว้ให้ออกมา เปล่าาา นางครับแล้วตามด้วยตัวเลขเบอร์แม่เลย โดยไม่ต้องดูอะไร ครูก็เลยเซอไพรซ์เอามาก เราเองก็งงเหมือนกัน ไม่คิดว่าลูกจะจำได้ ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดลูกอยู่ ป.3

    ปิดท้ายด้วยฝีมือศิลปะของลูก จริงๆอยากวิเคราะห์เหมือนกันว่าลูกคิดถึงอะไรตอนวาด แต่แม่มันมัวคิดถึงแต่จะหมุนเงินยังไง เลยเก็บใส่แฟ้มไว้เฉยๆ

    ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจที่ตามอ่านกันและกำลังใจที่จับต้องได้ที่เปลี่ยน เป็นลูกชิ้นและขนม ผลไม้ และ อื่นๆอีกมากมาย ขอบคุณจริงๆ

  • บันทึกฉบับที่ 7

    บันทึกฉบับที่ 7

    สายตาเลือนราง แต่ใจเราแข็งแรง

    วันนี้เล่าเรื่องขำๆของลูกชายสุดพิเศษหน่อย วิธีที่เรากับลูกคุยกันนั้น เราคุยและใช้ภาษาเหมือนลูกเป็นเพื่อนคนหนึ่ง เวลาที่ได้คุยเยอะๆก็คือตอนนั่งรถ แม่ขับรถไปด้วย คุยไปด้วย ลูกก็คุยด้วยเล่นมือไปด้วย ตอนโตทุกวันนี้ก็ยังเล่นนะ แอบเห็นเวลาอารมณ์ดีนางจะยกมือมาสะบัดๆ ข้างหน้า

    อาการทางตาที่ลูกเป็น จัดอยู่ในกลุ่ม สายตาเลือนราง ภาวะสายตาเลือนราง (Low Vision) คือ ภาวะบกพร่องทางการมองเห็นอย่างถาวรที่ไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติได้ ด้วยการสวมแว่นตาปกติ คอนแทคเลนส์ การใช้ยา หรือการผ่าตัด โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังไม่ถึงขั้นตาบอดสนิท ยังพอมองเห็นภาพ แสง หรือเงาได้รางๆ แต่ความสามารถในการมองเห็นลดลงจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเช่น การอ่านหนังสือ การเดิน หรือการจำหน้าคน

    ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และทางการแพทย์ จะประเมินจากดวงตาข้างที่ดีกว่าหลังจากพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่แล้ว ดังนี้:

    • ความคมชัดในการมองเห็น (Visual Acuity): อยู่ระหว่าง 20/70 ถึง 3/60 (หรือต่ำกว่า 6/12 แต่ยังเท่ากับหรือดีกว่า 3/60) หมายถึง คนปกติเห็นวัตถุได้ชัดที่ระยะ 70 ฟุต แต่ผู้มีภาวะนี้ต้องขยับเข้าไปใกล้ในระยะ 20 ฟุตถึงจะเห็น
    • ลานสายตา (Visual Field): มีการสูญเสียลานสายตาหรือการมองเห็นภาพรอบข้างแคบลงอย่างรุนแรง (น้อยกว่า 20 องศา)

    ผู้ที่มีภาวะสายตาเลือนรางจะมีลักษณะการมองเห็นที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุของโรค เช่น:

    • มองเห็นภาพเบลอพร่า ทั้งในระยะใกล้และระยะไกลเกิดจุดบอดมืด หรือมองไม่เห็นตรงกลางภาพลานสายตาแคบลง มองเห็นเฉพาะตรงกลาง คล้ายการมองผ่านท่อ (Tunnel Vision)
    • ความสามารถในการแยกความต่างสีลดลง หรือต้องการแสงสว่างมากกว่าปกติในการมองเห็น

    ตาม reference ข้างบนเป็นของลูกฉันหมดเลย 555

    แต่เราสองคนก็พยายามอย่างที่เคยเล่า ดังนั้น ลูกอ่านออก เขียนได้ แต่สิ่งที่ลูกเขียนคนอื่นจะอ่านออกหรือไม่ ไม่รับประกัน ดีที่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง คุณครูหลายคนใช้วิธีประเมินลูกเราด้วย oral test หรือให้การบ้านเป็น ข้อสอบ take home พิมพ์แล้วปริ้นท์ไปส่ง
    ส่วนเรื่องชีวิตประจำวันเราก็ปรับได้ไม่ยาก วันไหนกินข้าวขาว ใช้จานสีน้ำตาล วันไหนกินมะม่วงสุกต้องใส่ชามสีเขียว ง่ายจะตาย

    เรื่องขำๆเกิดขึ้นตอนสอบโอเนท ตอน ม.6 ทางโรงเรียนแม่ทะวิทยา ต้นสังกัดมีการส่งข้อมูลให้ศูนย์สอบได้ดีมาก เราลางานไปส่งลูกเพราะสนามสอบอยู่อัสสัมชัญ เค้าจัดห้องสอบแยกเดี่ยวให้เลย เราเลยสบายใจ ได้แค่บอกให้ลูกเดินระวังๆ เพราะไม่ชินสถานที่ พื้นต่างระดับอาจหกล้มได้ แต่จริงๆเค้ามีวิธีของเค้านะ คือนางจะค่อยๆแหย่เท้า หยั่งดูก่อน ก่อนจะลงที่ที่เป็นบันได หรือพื้นไม่เรียบ

    แม่นั่งรอหน้าตึก สอบเสร็จค่อยๆเดินลงบันไดมาหาแม่ มาถึงมองหน้าแม่แล้วก็ยิ้ม แล้วก็หัวเราะ แม่ก็เฮ้ย! ข้อสอบมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ นางหยุดหัวเราะแล้วบอก ครูเอาข้อสอบอักษรเบรลล์ มาให้ทำ แล้วก็หัวเราะอีก เลยถามต่อว่า แล้วทำยังไงกัน นางบอกครูร้องอ้าววว แล้วก็เลยเอาข้อสอบปกติมานั่งอ่าน ให้ลูกเขียนกระดาษคำตอบเอา
    ผลสอบโอเนตเป็นที่น่าพอใจ

    แต่แม่มันชื่นใจที่ลูกมีภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ที่ค่อนข้างดี ไม่นอยด์ไม่จิตตกกับความเข้าใจผิดของครู

    จิ๊กุ่งเล่นมือตัวเองช่วงวัยเด็กจากภาวะความบกพร่องทางการประสานงานด้านการเคลื่อนไหว Developmental Coordination Disorder (DCD)
    Developmental Coordination Disorder (DCD)

    ในส่วนของความดราม่าระหว่างเรียนนั้นมีอีกเยอะ จะทยอยเล่านะเผื่อมีประโยชน์ หรืออ่านเอาเพลินๆก็ได้ แค่มีคนตามอ่านก็ดีใจแย่แล้ว

    เอารูป “เล่นมือ” ของจริงมาให้ดู แบบที่ครูแอ้อธิบายในเม้นฉบับก่อนว่าอาการที่ลูกเป็นจริงๆมีชื่อเรียกที่ถูกต้องว่า “Developmental Coordination Disorder:DCD” เมื่อไปตรวจผล MRI ยืนยันสาเหตุของปัญหา ว่า เนื้อเยื่อสมองฝ่อในส่วนที่ควบคุมร่างกายสองซีก จิกุ่ง จึงมีปัญหาทักษะ กน.มัดเล็ก กน.ตา กน.ปาก และการใช้มือข้ามแนวกลางลำตัว เขาจึงมีน้ำลายไหลช่วงแรกๆเขียนหนังสือตัวโต ขยุกขยิก ใช้ตะเกียบไม่ได้ ทรงตัวไม่ดี เล่นกีฬาลำบาก และประสาทตาที่ฝ่อไปหนึ่งข้าง ทำให้เขาเล่นมือสะบัดมือบริเวณดวงตา(เพื่อรับแสง) จึงทำให้เข้าใจผิดว่าเป็น ปัญญาบ้าง ออทิสติกบ้าง

    เอาไว้มาแชร์ต่ออีกหลายๆเรื่องเนอะ คนอ่านสนุกเปล่าไม่รู้ แต่คนเขียนเริ่มสนุกละ

  • บันทึกฉบับที่ 6

    บันทึกฉบับที่ 6

    โจทย์ยาก แต่ต้องแก้

    จริงๆวันนี้ค่อนข้างเหนื่อย เนื่องด้วยอายุเยอะแต่ต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดเพราะชีวิตมีหลาย “ค่า” มาก อยากจะเล่าว่า วันนี้ชั้นต้องนั่งเก้าอี้ตัดไหมแผลที่มือคนไข้ เพราะ มันปวดหลังและมองไม่เห็น อนิจจังอนิจาสังขาร

    ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเขียนทุกวัน ก็ต้องทำให้ได้นิ ตามที่เคยเล่าเรื่องความพิเศษของลูก เมื่อจะต้องดูแลกันก็ต้องปรับหลายอย่างให้ลูกสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โดยที่ไม่รู้สึกแปลกแยก หรือลำบากกับสภาวะที่เป็นอยู่ อย่างแรกเลยคือ เครื่องแบบนักเรียน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จิ๊กุ่งจะติดกระดุมเสื้อเองได้ ทั้งสายตา ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก ก็ดัดแปลงใช้ซิป แล้วติดกระดุมหลอก ด้านในเป็นตีนตุ๊กแกอีกที ดังนั้นเธอจะสามารถใส่ และ ถอดเสื้อได้เองโดยไม่ต้องรอให้ใครช่วย ขนาดนี้ก็ยังไม่วายโดนเพื่อนแกล้ง ดึงตีนตุ๊กแกออก ล้อเลียนก็คงจะมีบ้าง แต่ลูกไม่เคยเล่าเราสังเกตร่องรอยเอาเอง สงสารเนอะ สงสารทั้งลูก ทั้งตัวเอง 555

    แต่ที่อยากแชร์วันนี้คือเรื่อง ส้วม!

    ทุกคนนึกภาพออกใช่มั้ยว่าคนปกติแบบเรา ทำธุระเสร็จ เราก็ใช้สายชำระทำความสะอาดแล้วก็เรียบร้อย แต่คนพิเศษที่มีข้อจำกัดเช่นลูกชายเรา มันทำไม่ได้ ทำยังไงให้เค้าดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งเราทุกครั้ง เพราะเค้าโตขึ้นทุกวัน

    แบบว่า ถ้าบังเอิญมีปานแดงที่ต้นแขนซ้ายแล้วได้รับมรดกร้อยล้านจากเจ้าคุณปู่มันจะไม่ยากเลย เราจะรื้อบ้านทิ้ง ให้สถาปนิกออกแบบใหม่ทั้งหมดให้ลูกสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สบายๆ แต่ความเป็นจริงนั้นนนน

    ชั้นต้องเพิ่มหลอดไฟ เพื่อให้บ้านสว่างมากกว่าปกติ ต้องหาราวจับหลายๆแบบมาติดตามที่ต่างๆ เพื่อให้ลูกเกาะ และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งชักโครกซึ่งจะให้จิ๊กุ่งทำความสะอาดตัวเองแบบเรา ๆ ไม่ได้แน่ แค่จะคอนโทรลสายชำระก็ไม่ได้แล้ว ซึ่งถ้าจะให้สะดวกจริงๆมันต้องเป็นแบบกดปุ่มไฟฟ้าแบบที่เราเห่อไปเข้าที่ห้างในกรุงเทพฯกัน ใช่มั้ย แต่เราก็พยายามเสาะหาจนได้เจ้านี่มา

    ฝารองนั่งชักโครกที่มีระบบชำระล้างในตัว (โถสุขภัณฑ์แบบบิเดต์)
    Bidet toilet seat.

    “ฝาชักโครกกึ่งอัตโนมัติ” ติดตั้งง่าย มีหลายเกรด หลายยี่ห้อ พอมีอันนี้แล้วเราก็ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะเปื้อนหรืออะไร เค้าแค่เปิดวาวล์ บิดปุ่ม น้ำจะฉีดชำระให้โดยไม่ต้องไปออกแรงกดหัวชำระ สบายใจกันไปทั้งแม่ทั้งลูก

    และที่อยากบอกอีกคือ ทุกวันนี้ฉันเองก็ใช้ค่าาาา มันสะดวกสบาย เลยเข้าใจว่ามันก็น่าจะถูกผลิตมาสำหรับผู้สูงอายุด้วย (หรือเปล่า)

    อ่ะเห็นยัง ว่าชีวิตมันมีหลาย “ค่า” จริงๆนะเออ เจอกันใหม่พรุ่งนี้น้าา ขอบคุณมากมายที่ยังติดตามกันอยู่