หมวดหมู่: Note

Short story

  • บันทึกฉบับที่ 4

    บันทึกฉบับที่ 4

    คิดถึงแม่ คำแม่บอก

    ทุกคน จริงๆเราว่าจะคั่นรายการด้วยเรื่องเบาๆสนุกๆบ้างเพราะพอเรียบเรียงชีวิตตัวเองจริงจังแบบบันทึกแล้วเราเองก็เริ่มจะซึมๆ กลับมาอ่านแล้วยังมีอาการเหมือนจะร้องไห้อยู่หน่อยๆ แต่ไม่เป็นไร อยากเล่า

    แม่เราเป็นช่างตัดผ้ามือหนึ่งประจำเภอเลยนะ คนรุ่นโน้น ไม่มีใครไม่รู้จัก เราจำความได้ก็อยู่กับแม่ 2 คน แม่เล่าว่าพ่อเป็นคนสิงห์บุรี แต่มันมีเหตุให้เค้าต้องเลิกรากันไป เราก็ไม่รู้สึกอะไรมากนัก เพราะญาติพี่น้องเต็มบ้าน จนวันหนึ่งมีพัสดุส่งมาจากพ่อ เป็นของขวัญวันเกิดพร้อมจดหมาย

    แล้วแม่ก็ให้เราเขียนจดหมายตอบ โดยแม่เป็นคนเขียนให้เราคัดลอกอีกทีหนึ่ง เราจำได้เลยว่ามันจะต้องขึ้นต้นด้วย กราบเท้าพ่อที่รักและเคารพอย่างสูง เขียนตอบกันไป มาหลายฉบับ หลังจากนั้นก็กลายเป็นรูทีนที่เราจะได้ของขวัญวันเกิดทุกปี แต่ไม่เคยเห็นหน้าพ่อ เห็นแต่รูป แค่จำได้ลางๆบางตอน ว่าเหมือนเคยเจอตัวจริงกันอยู่นะ

    ตอนเราอยู่ ป. 3 กำลังเล่นขายของสนุกๆก็มีคนมาตามบอกอาโกวมาหา จำได้ประมาณนี้ ไม่รู้ว่าแม่กับอาโกวคุยอะไรกัน รู้แต่ว่า ปิดเทอมใหญ่ อาโกวจะมารับไปสิงห์ หลังจากนั้นทุกปิดเทอมใหญ่เราก็จะมาอยู่กับอาปา หม่าม้า และน้องสาวอีก 2 คนที่สิงห์บุรี ใกล้ๆเปิดเทอมก็กลับลำปาง เหตุการณ์ความเชย ความบ้านนอกที่เรามีตอนไปอยู่สิงห์เยอะมากก ไม่ค่อยอยากเล่า อายยยย

    จนจบ ม.ศ. 3 จริงๆเราก็ไม่ได้เรียนขี้เหร่นะ เกรดเราเดินเข้า ม.ศ. 4 โรงเรียนดังแห่งเมืองลำปางได้อยู่ (ขอขิงหน่อย) แต่มันเป็นโปรแกรมศิลปภาษา ด้วยความไม่รู้ เข้าใจว่า จะมีงานทำมันต้องเรียนสายวิทย์ กำลังงงๆอยู่ อาปาก็จดหมายชวนให้มาเรียนที่สิงห์บุรี เราถามว่าจะเรียนสายวิทย์ได้มั้ย เหมือนอาปาจะพอรู้จักอาจารย์อยู่ แนะนำว่าให้เรามอบตัวที่บุญวาทย์ แล้วขอย้ายมาโรงเรียนสิงห์ ก็ตามนั้น แม่บอกเราตอนหลังว่า ตอนแรกแม่ก็อารมณ์นางเอกนิยายแหละชั้นเลี้ยงลูกชั้นเองได้ แต่พอคิดแล้ว แม่ก็ไม่รู้ว่าแม่จะสนับสนุนเราได้มากขนาดไหนเลยตัดสินใจให้เราติดต่อกับพ่อ เขียนจดหมายตอบตั้งแต่ตอนโน้นอีกอย่างช่วงหลังเสื้อผ้าสำเร็จรูปเยอะ คนไม่ค่อยตัดเสื้อผ้า

    เศรษฐกิจแม่น่าจะไม่ค่อยดี ขนาดค่ารถไปโรงเรียนเรา เรายังใช้วิธีรับจ้างไปเก็บเงินรายเดือนให้เจ้าของรถที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับแม่ ถ้าไปอยู่สิงห์เรียนจบหางานทำไม่ได้ก็อาจจะค้าขายเป็น แม่มองแบบนั้น สองคนแม่ลูก discuss กันแล้วตกลงว่า ไปก็ไป

    ความพีคของแม่เราคือ ก่อนเดินทางไปอยู่กับอาปาและหม่าม้า แม่เราสอนสั้นๆแค่ว่า “อย่าท้องเข้าบ้าน แต่ถ้าท้องแล้วอย่าฆ่าตัวตายให้กลับมาบ้านแม่จะแก้ปัญหาให้” แม่สั่งแค่นี้จริงๆ อย่างอื่นไม่มีเลย เมื่อทบทวนดูแล้ว แม่เราเปรี้ยวและล้ำสมัยมากเลย แล้วคิดว่าน่าจะเพราะคำสอนนี้แหละ ที่ทำให้เราดูแลตัวเองและลูกมาได้จนวันนี้

    ..คิดถึงแม่จริงๆ..

    ขอบคุณเพื่อนรักนักอ่านทุกท่านที่ส่งกำลังใจมาให้เราอย่างล้นหลาม ตั้งใจว่าจะขียนทุกวันเลยอย่าเพิ่งเบื่อกันนะ

  • บันทึกฉบับที่ 3

    บันทึกฉบับที่ 3

    เมื่อตัดสินใจจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว

    จริงๆไม่อยากใช้คำนี้ มันดูเชยจัง อยากเรียกตัวเองว่าซุปเปอร์มัมมากว่า 555 อยากเล่าช่วงนี้เพราะคิดว่าอาจจะมีประโยชน์บ้างสำหรับบางคนที่หลงเข้ามาอ่านแล้วอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกัน
    อาการ “หอบลูกกลับบ้าน” เกิดขึ้น 3 ปีหลังจากเราตัดสินใจขอย้าย เพราะคิดว่ามีงานทำ มีวิชาอยู่กับตัว แม่ก็ไม่อยู่แล้ว น่าจะไปอยู่ไหนก็ได้ เพื่อความเป็นครอบครัว ซึ่งพอทบทวนตัวเองทีหลังแล้วพบว่ามันโคตรจะโบราณ ส่วนหนึ่งคงเพราะเราเองก็โตมากับแม่ 2 คนตั้งแต่จำความได้ เวลามีญาติๆเล่าว่าตอนเด็กพ่อ (ตอนโตเราถูกสอนให้เรียกอาปา) ดูแลเราดีมากให้เรานั่งตะกร้าหวายซ้อนท้ายจักรยานไปเที่ยวบ้านอ้วน (ตัวอำเภอ) บ่อยๆ ทำกับข้าวให้กิน เชื่อมั้ยว่าเด็ก 4 ขวบมันจำไม่ได้ ที่จำได้คือน้าข้างบ้านชอบถามเราทุกครั้งที่เราเดินผ่านบ้านแกว่า คิดถึงป้อก่อๆ หือออ ไหนอ่ะจำไม่ได้ไม่เคยเห็น

    แบบนี้น่าจะเรียกว่าเป็น impression ได้มั้ย คือไม่อยากให้ลูกรู้สึกแบบเรา เออ ลองดูสักตั้ง ขอย้ายข้ามภาคกันเลย เหตุผลในการขอย้ายคือ รวมครอบครัว ตอนนั้นลูกชายอายุ 3 ขวบพอดี

    อาการรวมครอบครัวมันไม่ได้สวยงามเลยสำหรับเราผู้ต้องทำงาน ขึ้นเวรบ้าง และดูแลลูกที่มีความพิเศษแบบนี้ ความโชคดีหรือเรียกว่าน่าจะยังมีบุญอยู่บ้าง ญาติๆของลูกก็ใจดีกับเราสองแม่ลูกอยู่ ที่ทำงานใหม่ก็น่ารักมาก มีความสุขกับการทำงานทุกคนให้ความเมตตาอารีสาวลำปางพลัดถิ่นเป็นอย่างดี แต่ก็นั่นแหละ เราอย่าไปรื้อฟื้นสาเหตุเลยเนอะ

    เมื่อวานเขียนถึงแม่ก็น้ำตาหยดแหมะๆแล้ว ถ้าขุดสาเหตุขึ้นมาอีก PTSD มันจะกำเริบเอา สรุปว่า รวมครอบครัวได้ 3 ปี ลูก 5 ขวบ เกือบ 6 ขวบ เป็นช่วงนี้แหละที่เกือบจะคิดสั้นพร้อมเอาลูกไปด้วย เมื่อได้สติคืนมา บอกตัวเองทันที กลับบ้าน

    เมื่อซมซานกลับมาบ้าน กลับมาทำงานที่เดิม พร้อมภาระหนักหนาสาหัส คือจะทำยังไงให้ลูกสามารถดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุด เป็นภาระกับคนอื่นน้อยที่สุด โจทย์นี้ไม่ยาก ถ้ามีเวลา และมีเงิน

    ไอ้เวลาน่ะ พอแก้ได้อยู่ ผู้บังคับบัญชาเข้าใจ เราเองก็พยายามกตัญญูต่อองค์กรเท่าที่จะทำได้ แต่เรื่องเงินคือปัญหาใหญ่ จะกู้แบงค์ กู้สหกรณ์ ทำไม่ได้สักอย่าง มันมีทะเบียนสมรส ทำนิติกรรมอะไรไม่ได้เลย ลองพยายามติดต่อพ่อของลูกขอให้หย่ากันแบบปกติธรรมดาจะได้จบๆ

    คำตอบที่ได้รับทำให้เราป่วยไปหลายวัน แอบร้องไห้อยู่ได้ยินเสียงลูกเรียก “แม่” ต้อง Action! ครับลูกกก ต้องยิ้มด้วยนะ เหนื่อยชิบ (คิดในใจ)

    เอาวะไม่หย่าให้ กูฟ้องเอาก็ได้ หาข้อมูลยิกๆ สมัยนั้นอินเตอร์เน็ตก็เขียม ไปนั่งอ่านฟรีในดวงกมล ซีเอ็ดเอา ลงทุนซื้อมาบ้าง บังเอิญมีกัลยาณมิตรที่ดีมากมาย สามีน้องที่ ward เป็นทนาย ช่วยดูแลให้แบบญาติจริง ๆ มีค่าใช้จ่ายน้อยมาก น้องถามว่าพี่จิ๋วจะขอค่าเลี้ยงดูมั้ย วิญญาณนางเอกทมยันตี วลัย นวาระเข้าสิงทันที พี่ขอแค่ใบหย่าและอำนาจปกครองลูก ไม่ได้คิดเล้ยย ตอนที่พูดน่ะ จะซื้อไก่ย่างให้ลูกกินมึงยังต้องไปคุ้ยเหรียญในกระป๋อง ช่างมัน

    ปรากฏว่ากระบวนการนี้ไม่ง่าย ศาลครอบครัวต้องให้นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ สัมภาษณ์ลูก แล้วลูกชั้น กำลังเพิ่งจะเข้ากระบวนการกระตุ้นพัฒนาการ แล้วก็ต้องไปขึ้นศาลด้วยกันอีก โอยยย สงสารลูกมากก

    ทุกอย่างจบ ก็พอจะหายใจหายคอได้อีกหน่อย ตั้งหน้าตั้งตาทำงานและดูแลลูกไป ไป กลับ เชียงใหม่ทุกสัปดาห์ ไหนๆก็ต้องไปทุกอาทิตย์ ลองสอบเรียนต่อมันเลย บ้ามากก

    จบเวอร์ชั่นนี้ด้วยการอยากบอกคนที่บังเอิญผ่านมาอ่านแล้วอาจจำเป็นต้องฟ้องหย่าแล้วมีลูก เราว่า ลองหาวิธีที่ลูก trauma น้อยที่สุด จะดีกว่า กด link ตรงนี้เนอะ อีกที่ ตรงนี้ จะได้หาอ่านกันง่ายๆ

    ขอบคุณน้องโอและท่านสมชายผู้มีพระคุณของพี่ #
    Wmz Love

  • บันทึกฉบับที่ 2

    บันทึกฉบับที่ 2

    คุยเรื่องลูกต่ออีกวัน น่าจะแถมเรื่องยายของลูกด้วยนิดหน่อย

    ตอนเราตั้งท้อง เป็นช่วงเดียวกับที่แม่เริ่มป่วย ตั้งแต่พอมีความรู้เพราะเรียนพยาบาล มั่นใจว่าอนาคตแม่ชั้นต้องเป็น COPD แน่นอน เพราะจำความได้ก็เห็นแม่สูบบุหรี่แทบจะตลอดเวลา สูบไปด้วยตัดผ้า เย็บผ้าไปด้วย ร้องเพลงด้วยนะ อันนี้เป็นสาเหตุที่ไม่อยากบอกเลยว่าเราไม่ค่อยมีปัญหากับกลิ่นบุหรี่ และเราร้องเพลง สุเทพ ชรินทร์ นริส อารีย์ ได้เกือบทุกเพลง

    แต่เปล่า นางเป็นมะเร็งปอดซึ่งก็ไม่ควรงงแหละเนาะ มะเร็งปอดระยะที่ 3 ระยะที่แพทย์รพ.ลำปางท่านหนึ่งอ่านผลชิ้นเนื้อแล้วมองหน้าและบอกว่า ไม่ต้องทำอะไรหรอก นาทีนั้นถ้าเป็นสมัยนี้ต้องพูดว่า สตั้นท์ไป 5 วิ เราผู้ซึ่งตัวคนเดียวในขณะนั้น ตัดสินใจบอกว่า รบกวนอาจารย์เขียนใบรีเฟอร์ให้หน่อยได้มั้ยคะ จะลองไปสวนดอกดูค่ะ

    เหตุการณ์นี้คือเกิดเมื่อปี พ.ศ.2537 กลับบ้านมานั่งร้องไห้อยู่หลายพัก หลายวัน คิดวิธีคุยกับแม่ ทำตัวให้เข้มแข็งที่สุดเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ แล้วพาแม่ไปเชียงใหม่ ช่วงรักษาแม่และตั้งท้องจนคลอดลูกและแม่จากไปตลอดกาลนั้นสามารถเขียนเรื่องเล่าได้อีกเยอะมาก ตั้งใจว่าจะเล่าแบบมี reference เผื่อมีประโยชน์กับคนอ่านบ้างขอเวลาหาข้อมูลแป๊บ

    แต่วันนี้คุยเรื่องลูกต่อก่อนเนอะ

    ช่วงพาลูกไปทำกิจกรรมบำบัดเพื่อกระตุ้นพัฒนาการซึ่งของเราค่อนข้างช้า ถ้าเริ่มทำตั้งแต่ลูกอายุน้อยๆน่าจะดีกว่านี้ แต่ก็ แม่ขอโทษจริง ๆ ลูก ช่วงที่ฝึกลูกคุณครูก็จะแนะนำสิ่งที่จะช่วยเสริมให้ลูกพัฒนาได้ดีขึ้นหลายอย่าง ปากกา Ergonomic เป็นสิ่งหนึ่งที่เราชอบมาก ตอนยังไม่มีปากกานี้ ลูกที่เรียนร่วมกับนักเรียนปกติที่โรงเรียนใกล้บ้าน จะมีอาการปวดมือมากเวลาต้องเขียนหนังสือ แต่นางไม่บ่นนะ เราสังเกตสีหน้าเอา หรือจริงๆช่วงนั้นลูกก็ยังพูดไม่ค่อยได้ หรือได้ก็ช้า ติดอ่าง นึกแล้วก็เหนื่อยแทนและสงสาร

    ปากกา ergonomic สีเหลืองสลับส้ม
    ปากกา ergonomic ของจิ๊กุ่ง

    เพิ่งเจอว่ายังเก็บปากกานี้ไว้ เลยเอามาเขียนอีกตอน ไม่อยากบอกเล้ยราคาตอนซื้อ บอกตัวเองว่า แพงช่างมัน ขอให้ช่วยลูกได้บ้าง
    โถ่ ใครจะไปนึก ว่าทุกวันนี้ลูกชายชั้นใช้แป้นพิมพ์กับปากากาดิจิตอลคล่องปรื้ดดดดด

    รูปแม่กับจิ๊กุ่งน่าจะสัก 3 เดือน แม่เสียตอนจิ๊กุ่ง 6 เดือน
    ชื่อจิ๊กุ่งแม่ตั้งไว้ให้ตั้งแต่ยังไม่คลอด แม่บอกว่าแม่จะทันเห็นหลานหรือเปล่าก็ไม่รู้ ชื่อจิ๊กุ่งมันเป็น unisex หญิงก็ได้ ชายก็ได้ เจ๋งป่ะล่ะแม่ชั้น

    ดีใจจังเขียนได้ 3 ตอนละ มันต้องครบ 21 ตอนใช่มั้ยพวกจิตเวชเคยบอก

  • บันทึกฉบับที่ 1

    บันทึกฉบับที่ 1

    แม่พาลูกไปฝึก หรือลูกฝึกแม่กันแน่

    เราคลอดก่อนกำหนด ลูกชายน้ำหนักแรกคลอด 2100 กรัม ปัจจุบันไม่อยากบอกให้แอบเอา 55 คูณ มันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเลี้ยงลูกเก่งอิ๊บอ๋าย😊 เริ่มรู้ว่าลูกน่าจะต้องมีอะไรบางอย่างไม่ปกติ ตอน 10 เดือน พยายามทำหลายอย่างอยู่ แต่ดูเหมือนตัวเองน่าจะไม่ค่อยมีสติ หรือมีกรรม คงคล้ายๆกันแหละ(มั้ง) มัวยุ่งเหยิงกับอะไรไม่รู้ เกือบจะคิดสั้นจบชีวิตตัวเองพร้อมลูกไปแล้วเหมือนกัน ผ่านจุดนั้นมาได้ถือว่าเก่งมากแล้วเนอะ กว่าจะได้กระตุ้นพัฒนาการให้เป็นเรื่องเป็นราว ลูกอายุ 6 ขวบพอดี กับการใช้ชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ตัวเองก็กำพร้าทั้งแม่และพ่อ เล่าให้ดูเศร้าไปงั้นแหละ แต่ลำบากจริงนะเออ

    การพาลูกไปให้ครูแอ้ ครูฝน ครูเด่น และ ทีมครูการศึกษาพิเศษช่วยทุกวันเสาร์อาทิตย์ เกือบ ๆ 8 ปี มันเปลี่ยนแม่ได้ด้วย ไม่ใช่แค่ลูกมีพัฒนาการ อย่างแรกเลยคือฝึกความอดทน ความอดทนของแม่นั้นนึกให้เป็นภาพคือประมาณปากกัดตีนถีบเลยทีเดียวเชียว ขับรถเก๋งมือแปด ไม่ใช่มือสองนะ มือแปด ขึ้นล่องเชียงใหม่ ลำปาง ทุกสัปดาห์ รถจะพังวันไหนก็ไม่รู้ นั่งรอลูกเรียน อะไรที่น่าจะช่วยได้ก็ไปหา (กู้) มาให้จนได้ ระหว่างทาง 8 ปีนี้นั้น มีหลายอย่างทั้งสนุก เครียด ไปสมัครสอบเรียนป.โท เรียนเทอมท้ายๆ ต้องพาลูกเข้าห้องเรียนด้วย สนุกมั้ยล่ะ ไอ้พวกนี้เดี๋ยวเล่าทีหลัง

    ที่อยากเล่าคือความรู้สึกตัวเอง ในวันแรกที่ลูกใส่ถุงเท้าเองได้! มันคือสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดที่แม่ที่มีลูกพิเศษอย่างเราเท่านั้นที่จะเข้าใจได้ การนั่งรอลูกอายุเกือบ 9 ขวบที่มีปัญหากล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวรวมทั้งสายตาเลือนราง ค่อยๆ พยายามใส่ถุงเท้าเองด้วยเวลาเกือบ 10 นาทีแล้วทำสำเร็จนั้นมันมีทั้งปลื้มใจ โล่งใจ ว่าอย่างน้อยในอนาคตถ้าเราเป็นอะไรไปก่อนลูกคงไม่เป็นภาระให้ใครมากนัก มันคิดได้ไกลขนาดนั้นจริงๆนะ

    นอกจากการพาลูกไปฝึกแล้วค้นพบว่า เราก็ถูกฝึกด้วย เรากลายเป็นคนใจเย็นลงมาก ถึงมากที่สุด อดทนเก่งมาก ซึ่งพอทบทวนแล้วค่อนข้างมั่นใจว่าผลของการฝึกความอดทนและใจเย็นนี่แหละ ที่ทำให้เราค่อยๆลุกขึ้นยืนได้อย่างค่อนข้างมั่นคงพอสมควร เราควรขอบคุณลูกใช่มั้ย
    ไว้เดี๋ยวมาเล่าต่อ

    เหตุที่ขยันเขียนเพราะเมื่อวานถาม AI ว่าพยาบาลเกษียณจะหารายได้เพิ่มได้อย่างไรคำแนะนำหนึ่งในนั้นบอกให้เขียนสิ่งที่ทำได้ดีก็เลยลองเขียนเรื่องความเป็นแม่ดูอันนี้จริงจังนะไม่ขำเผื่อได้ตังค์ 555