ช่วงเช้า ก่อนการชุมนุมของนักศึกษากลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 มีข่าวเล็กๆเรื่องการยึดหนังสือ “ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา” ซึ่งนักศึกษากำลังจะนำไปแจกในที่ชุมนุม หลายหมื่นเล่ม โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าจะนำไปตรวจสอบ ว่ามีส่วนใดผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งแท้จริงแล้ว อาจเป็นการปกปิด ป้องกันไม่ให้เนื้อหาภายในหนังสือแพร่หลาย ไปสู่ผู้ชุมนุมที่คาดว่า น่าจะมีหลายหมื่นคนได้รับรู้ หลังจากถูกยึดหนังสือทั้งหมดไป กลุ่มนักศึกษาได้นำเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ไปทำเป็นหนังสืออิเลกทรอนิกส์ (E-Book) เผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ตให้ดาวน์โหลดอ่านกันได้ฟรี กลายเป็นว่า แทนที่จะมีคนไม่กี่หมื่นคนที่อยู่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสนามหลวงเท่านั้นที่จะได้อ่าน กลับทำให้คนทั่วโลกหลายล้านคน ที่ใช้ภาษาไทยได้ สามารถดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ เอามาอ่านได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของมุมโลก เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เมื่อเฟซบุ๊กกลุ่ม (Facebook Group) ซึ่งก่อตั้งโดย ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่มีชื่อกลุ่มว่า “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ถูกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ และขอศาลบังคับให้เฟซบุ๊กจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาของกลุ่มดังกล่าว ต่อมาในวันเดียวกันนั้น ดร.ปวินได้ประกาศจัดตั้งเฟซบุ๊กกลุ่มขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อว่า “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง” ปรากฏว่าเพียงวันแรกก็มีผู้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกจำนวนหลายแสนคน จนถึงปัจจุบันแม้จะยังก่อตั้งมาไม่ถึงหนึ่งเดือน แต่จำนวนสมาชิกปัจจุบันของกลุ่มนี้มีจำนวนเกือบ 1.5 ล้านคน และมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์สไตรแซนด์ คืออะไร
ปรากฏการณ์ความพยายามในการปกปิด ปิดบัง ลบออกหรือเซ็นเซอร์ซึ่ง ข้อมูล ข่าวสารที่ตนเองไม่ต้องการให้เผยแพร่ออกไป โดยเฉพาะที่เผยแพร่ ผ่านทางอินเตอร์เน็ตด้วยประการใดๆก็ตาม แต่ผลสะท้อนที่กลับมาของการกระทำนี้ กลับทำให้ข้อมูลเหล่านั้นแพร่กระจายออกไปอย่างมากมายโดยไม่ได้ตั้งใจ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์สไตรแซนด์ (Streisand Effect)
lifescript / CC BY (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)
ไมค์ มาสนิค (Mike Masnick) ผู้ก่อตัังบล็อกที่รายงานเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยีขื่อ “Techdirt” เป็นผู้ให้ขื่อปรากฏการณ์ “Streisand Effect” นี้เมื่อปี 2005 ตามชื่อของนักร้องนักแสดงชื่อดังชาวอเมริกัน บาร์บรา สไตรแซนด์ (Barbra Streisand) เจ้าของเพลง “Woman In Love” ที่เราได้ยินกันติดหู…It’s a right I’ll defend…over and over again.. What do I do?…นั่นแหละ
By Copyright (C) 2002 Kenneth & Gabrielle Adelman, California Coastal Records Project, www.californiacoastline.org, CC BY-SA 3.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=30173107
ปฐมบทแห่ง ปรากฏการณ์สไตรแซนด์
ที่มาของเรื่อง (ที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง) นี้มาจากบาร์บรา สไตรแซนด์ เธอได้ให้ทนายความยื่นฟ้องช่างภาพชื่อเคนเน็ต อเดลแมน (Kenneth Adelman) และเว็บไซต์ Pictopia.com (ปัจจุบันยุติการเผยแพร่ไปแล้ว) ในความผิดฐานคุกคาม และละเมิดความเป็นส่วนตัว เรียกค่าเสียหายจำนวน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันที่ 1 usd = 31.50 บาทเป็นเงินรวม 1,575,000,000 ล้านบาท) และให้ลบภาพถ่ายทางอากาศที่ปรากฏภาพถ่าย บ้านพักตากอากาศของเธอที่มาลิบู แคลิฟอร์เนีย ซึ่งภาพนี้เป็นหนึ่งในจำนวนภาพถ่ายทางอากาศ ของชายฝั่งแคลิฟอร์เนียที่มีจำนวนมากกว่า 12,000 ภาพ อเดลแมน และภรรยาได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวเพื่อเก็บบันทึกภาพถ่ายทางอากาศของชายหาด ชายฝั่งบริเวณนี้ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบภาพถ่ายในปีก่อน กับภาพถ่ายปัจจุบัน ว่ามีความเปลี่ยนแปลงใดๆที่ทำให้ ชายหาดหรือชายฝั่งเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์บ้างหรือไม่ อย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะใช้เป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานรัฐบาล หรือองค์กรสาธารณะ ในการกำหนดเป็นนโยบายในด้านที่เกี่ยวข้องต่อไป เรียกโครงการนี้ว่า “โครงการบันทึกภาพชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย (California Coastal Records Project)” ภาพบ้านของสไตรแซนปรากฏอยู่ในภาพถ่ายหมายเลข 3850 ซึ่งก่อนที่จะเกิดการฟ้องร้อง ภาพนี้ถูกดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของอเดลแมนเพียง 6 ครั้ง สองครั้งในนั้นเป็นการดาวน์โหลดโดยทีมทนายความของสไตรแซนด์เอง เมื่อข่าวการฟ้องร้องนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้เข้าถึงภาพถ่ายนี้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะเพียงหนึ่งเดือนหลังจากนั้นมีคนเข้าดูภาพนี้แล้วกว่า 420,000 ครั้ง
การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของอเดลแมนกล่าวว่า พวกเขาใช้กฎหมายต่อต้านการใช้กฎหมายปิดปาก (anti-SLAPP motion) ในการต่อสู้คดีกับสไตรแซนด์ โดยกฎหมายฉบับนี้ออกมาก่อนที่จะถูกเธอฟ้องร้อง และรัฐแคลิฟอร์เนียถือเป็นรัฐแรก ที่ออกกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้ ศาลได้พิจารณาและเห็นว่าคำฟ้องของสไตรแซนด์ เข้าข่ายการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (SLAPP) และตัดสินยกฟ้องเป็นผลให้เธอแพ้คดี และต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในศาลเป็นเงิน 177,107.54 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 5.58 ล้านบาทให้กับอเดลแมนและพวก
Screenshot of California Coastal Records Project website by Lungnoke
การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก หรือการแกล้งฟ้องคืออะไร บทความในเว็บไซต์ “ประชาไท ” ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า ““SLAPP” ย่อมาจากคำเต็มว่า Strategic Lawsuit Against Public Participation ซึ่งหมายถึง การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการสาธารณะ หรืออาจเรียกง่าย ๆ ว่า “การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก” หรือ “การแกล้งฟ้อง” คดีประเภทนี้จะแตกต่างจากคดีทั่ว ๆ ไปตรงที่ ผู้ฟ้องไม่ได้มุ่งหมายที่จะชนะคดี แต่เป็นการฟ้องคดีเพื่อขู่อีกฝ่ายให้กลัว หรือทำให้เกิดภาระมากมายจนหยุดการกระทำ หรือแกล้งขัดขวางยับยั้งการใช้สิทธิเสรีภาพของอีกฝ่ายเท่านั้น โดยถ้อยคำข้างต้นพ้องกับคำว่า slap ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายว่า “ตบ” ทำให้เห็นได้ว่าการฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็น SLAPP ก็เหมือนเป็นการตบคนด้วยกฎหมายนั่นเอง”
ทำไมจึงเป็น ปรากฏการณ์สไตรแซนด์
การนำชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง มาใช้เป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์ต่างๆนี้มีหลายปรากฏการณ์เช่น เรียกปรากฏการณ์ที่คนจำนวนมาก ที่เป็นอิสระต่อกันมีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเหมือนกันแต่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เช่น ปรากฏการณ์แมนเดลา (Mandela Effect) เป็นเหตุการณ์ที่ผู้คนจำนวนมาก มีความทรงจำเหมือนกันว่า เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้เสียชีวิตในคุก เมื่อปี 1980 ทั้งที่ท่านเพิ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2013 หลังจากได้เป็นประธานาธิบดีแล้วเป็นต้น สำหรับชื่อบุคคนที่จะนำมาใช้ก็จะต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายระดับโลก ไม่ใช่เป็นนายกรัฐมนตรีของบางประเทศ ทำเรื่องบ้องตื้นอะไรแล้วจะถูกนำมาใช้คงไม่ใช่
บาร์บรา สไตรแซนด์ นอกจากเธอจะเป็นนักร้อง นักแสดง และผู้กำกับชื่อดังแล้ว ทัศนคติทางสังคมและการเมืองของเธอก็ต้องถือว่า มีความร้อนแรงระดับแนวหน้าทีเดียว ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาครั้งที่ผ่านมา เธอให้การสนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน (Hillary Rodham Clinton) ผู้สมัครพรรคเดโมแครต (Democratic Party) โดยผ่านบทความที่เธอเขียนในบล็อกส่วนตัวที่มีอยู่ในเว็บบล็อกชื่อดัง “The Huffington Post” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น HuffPost) และยังได้ใช้บทความตอบโต้การหาเสียงของนายดอนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) คู่แข่งของนางคลินตันเมื่อถูกทรัมป์โจมตีอย่างเผ็ดร้อน ครั้งหนึ่งเมื่อทรัมป์พูดหาเสียงพาดพิงว่าคลินตันนั้นไม่มีมาดของประธานาธิบดีเอาเสียเลย (Hillary doesn’t look presidential) สไตรแซนด์ตอบโต้อย่างดุเดือดผ่านบทความที่เธอเขียน เมื่อ 22 กันยายน 2016 ว่า “ที่ทรัมป์พูดว่าฮิลลารีไม่ได้มีมาดของประธานาธิบดีเลยน่ะ หมายความว่าไง.. คำพูดที่มาจาก ชายที่มีมาดอย่างกับแรคคูนบนเก้าอี้ชายหาด แรคคูนที่มีกระรอกบินแปะอยู่บนหัวน่ะ มาดประธานาธิบดีจะเป็นแบบไหนกันล่ะ” เมื่อบทความนี้เผยแพร่ออกไป สื่อระดับโลกเกือบทุกฉบับได้นำเสนอรายงานข่าวนี้ พร้อมทั้งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย หรือเมื่อครั้งที่เธอฟ้องร้องให้ลบภาพถ่ายบ้านพักของเธอซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Streisand Effect หรือ ปรากฏการณ์สไตรแซนด์ นั้นสังคมก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเธออย่างหนักเช่นกัน บางคนเสียดสีเอาไปเขียนเป็นชื่อบทความว่า “เธอจะต้องร้องเพลงทำไมในเมื่อฟ้องร้องเอาก็ได้” (Why sing when you can sue?) นักวาดการ์ตูนคนหนึ่งวาดภาพสไตรแซนด์ นั่งตาขวางอยู่ในศาล ขณะที่ทนายของเธอกำลังชี้ภาพลูกโลกให้ศาลดูพร้อมมีคำพูดประกอบว่า “เธอกำลังจะฟ้องนาซาเพราะถ่ายภาพลูกโลกซึ่ง (น่าจะ) มีภาพบ้านของเธออยู่ในนั้น” เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมประจักษ์ว่าบาร์บรา สไตรแซนด์เธอมีชื่อเสียงระดับโลกจริงๆ การนำชื่อไปตั้งเป็นปรากฏการณ์ใดๆ ถือว่าเหมาะสมแล้ว