ศาลได้นำเสนอหลักการ “แบ่งแยกแต่เท่าเทียมกัน (the separate but equal doctrine)” โดยระบุว่าการแบ่งแยกไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ตราบใดที่สิ่งอำนวยความสะดวกที่รัฐจัดให้คนแต่ละเชื้อชาติมีความเท่าเทียมกัน
สมาคมแห่งชาติเพื่อความก้าวหน้าของคนผิวสี (National Association for the Advancement of Colored People : NAACP) ซึ่งได้ดำเนินงานมาหลายทศวรรษเพื่อท้าทายการแบ่งแยกเชื้อชาติและการเลือกปฏิบัติ พวกเขาได้พัฒนากลยุทธ์ในการโจมตีการแบ่งแยกโรงเรียนรัฐบาล โดยเชื่อว่าการศึกษาเป็นสนามรบที่สำคัญสำหรับสิทธิพลเมือง
สองปีหลังการตัดสินคดีบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา พีท ซีเกอร์ (Pete Seeger) นักร้องเพลงสไตล์พื้นบ้าน (folk song) และนักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวอเมริกัน ได้บันทึกเสียงเพลงที่ชื่อว่า Black And White เพลงนี้เขียนในปี 1954 โดยเดวิด ไอ. อาร์คินและเอิร์ล โรบินสัน (David I. Arkin and Earl Robinson) มีเนื้อหาถึงการแบ่งแยกเชื้อชาติผิวสีว่า สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และในทางธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคำตัดสินของศาลในคดีนี้ คำร้องส่วนหนึ่งได้กล่าวถึงเนื้อหาและข้อเท็จจริงเช่น
The schoolroom doors were closed so tight ประตูห้องเรียนถูกปิดสนิท หมายถึงเด็กผิวดำไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนของเด็กผิวขาวได้โรงเรียนของเด็กผิวขาวกับโรงเรียนของเด็กผิวดำต้องสร้างแยกจากกันไม่สามารถเรียนร่วมกันได้
And now a child can understand This is the law of all the land all the land และตอนนี้เด็กๆจะได้เข้าใจแล้วว่ามันเป็นกฎหมายของทั้งแผ่นดิน มีความหมายถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ทุกรัฐต้องเคารพและปฏิบัติตาม
Nine judges all, set down their names To end the years and years of shame Years of shame ผู้พิพากษาทั้งเก้า ได้จารึกชื่อของพวกท่าน เพื่อยุติห้วงเวลาแห่งความน่าอับอาย เป็นการสดุดีถึงคำพิพากษาในคดีของบราวน์ ส่วนคำว่าห้วงเวลาแห่งความน่าอับอาย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือห้วงเวลาแห่งความอัปยศ (years of shame) นั้นหมายถึงระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษแห่งความขัดแย้งและเกลียดชังกันระหว่างคนในสังคม ที่เป็นผลพวงจากคำตัดสินในคดีเพลสซี่กับเฟอร์กูสัน
their robes were black Their heads were white เสื้อคลุมของพวกเขาเป็นสีดำ ศีรษะของพวกเขาเป็นสีขาว เป็นสัญลักษณ์แทนผู้พิพากษา เนื่องจากเสื้อคลุมหรือชุดครุยที่ศาลสวมในขณะพิจารณาคดีมักเป็นสีดำ ส่วนคำว่าศีรษะสีขาวหมายถึงวิกที่ผู้พิพากษาสวมใส่ ซึ่งศาลของสหรัฐฯเลิกสวมวิกมาตั้งแต่ต้นศวรรษที่ 19 แล้วเพื่อแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาเป็นสาธารณะรัฐและเป็นประเทศประชาธิปไตย
บทเพลง Black And White ของพีท ซีเกอร์แม้ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร แต่ก็ถูกนำมาบันทึกใหม่อีกหลายครั้งโดยนักร้องอื่น ซึ่งก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเช่นกัน จนกระทั่งในปี 1972 วงดนตรีชื่อ Three Dog Night ได้นำมาบันทึกใหม่โดยมีการตัดทอนเนื้อร้องบางส่วนออกไป บทเพลงของพวกเขาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนสามารถขึ้นถึงอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงป๊อปของสหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ชาวอเมริกันมีความภาคภูมิใจเหลือเกินว่าเป็นดินแดนแห่งเสรี เพลงชาติของอเมริกา “The Star-Spangled Banner” ทุกบรรทัดสุดท้ายของแต่ละท่อนจะบอกว่า “O’er the land of the free and the home of the brave” ซึ่งคนทั่วโลกก็ให้การยอมรับและมีไม่น้อยที่ใฝ่ฝันอยากจะได้เป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ส่วนในปัจจุบันความเชื่อนี้จะยังคงเป็นจริงอยู่หรือไม่ คงต้องพิจารณากันเองครับ
กรณีของไจล์ส กับ แฮร์ริส (Giles v. Harris 1903) ทำให้เห็นได้ว่าศาลสูงของสหรัฐสนับสนุนกฎหมายบรรพบุรุษของรัฐอลาบามา ซึ่งตอกย้ำสิทธิของรัฐในการเพิกถอนสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันผ่านกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ
การใช้กฎหมายเพื่อต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม เช่นในคดีบูคานัน กับ วอร์ลี่ (Buchanan v. Warley 1917) มีส่วนทำให้เกิดการเซาะกร่อนบ่อนทำลายกฎหมายบรรพบุรุษอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ กฎหมายสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนปี 1965 (the Voting Rights Act of 1965) ยังมุ่งเป้าไปที่แนวทางปฏิบัติในการลงคะแนนเสียงแบบเลือกปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงแนวทางปฏิบัติที่มาจากกฎหมายบรรพบุรุษ โดยจัดให้มีการกำกับดูแลขั้นตอนการเลือกตั้งของรัฐบาลกลางในรัฐที่มีประวัติการกีดกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน
ในกรณีของ กวินน์ กับ สหรัฐอเมริกา (Guinn v. United States 1915) ศาลสูงของสหรัฐได้ตัดสินให้กฎหมายบรรพบุรุษของรัฐโอคลาโฮมา ซึ่งยกเว้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาวที่ไม่รู้หนังสือจากการทดสอบการอ่านออกเขียนได้ ขณะเดียวกันก็ตัดสิทธิ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวดำที่ไม่รู้หนังสือเป็นโมฆะ การตัดสินครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อวิธีการและกระบวนการที่ใช้เพื่อกีดกันผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ร้ายแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่ง
Frost, Public domain, via Wikimedia Commons
การใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ (Violence and Intimidation)
นักเคลื่อนไหวและองค์กรชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน เช่น NAACP (National Association for the Advancement of Colored People)ซึ่งรวมตัวกันก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 กิจกรรมของคนกลุ่มนี้นอกจากให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายต่อชาวคนผิวดำแล้ว กิจกรรมหลักจะเป็นการทดสอบการใช้กฎหมายโดยการอ้างอิงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีทางกฎหมายต่อกฎหมายของรัฐใดที่มีการเลือกปฏิบัติในการลงคะแนนเสียง กรณีสำคัญๆ เช่น Guinn v. United States (1915) และ Smith v. Allwright (1944) การดำเนินการเช่นนี้จะเป็นการช่วยขจัดข้อจำกัดในการลงคะแนนเสียงในยุคจิมโครว์ได้ในระดับหนึ่ง
การให้การศึกษาและการระดมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง(Voter Education and Mobilization)
NAACP (National Association for the Advancement of Colored People) เป็นองค์กรอเมริกันชาติพันธุ์ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการยกเลิกการแบ่งแยกและการเลือกปฏิบัติในด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา การจ้างงาน การลงคะแนนเสียง และการขนส่ง เพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และเพื่อให้มั่นใจว่าชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ NAACP ก่อตั้งขึ้นในปี 1909 โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประกอบด้วย W.E.B. Du Bois, Ida Bell Wells-Barnett, Mary White Ovington และคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง
NAACP leaders with poster NYWTS : New York World-Telegram and the Sun staff photographer: Al Ravenna, Public domain, via Wikimedia Commons
กองทุนป้องกันทางกฎหมาย (Legal Defense Fund / LDF) ของ NAACP ใช้การดำเนินคดีเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการท้าทายกฎหมายและแนวปฏิบัติในการลงคะแนนเสียงที่เลือกปฏิบัติในศาล พวกเขาเลือกกรณีเชิงกลยุทธ์ที่อาจมีผลกระทบในวงกว้างต่อสิทธิพลเมืองและความเท่าเทียมกันทางเชื้อชาติ กรณีสำคัญๆ เช่น Guinn v. United States (1915), Smith v. Allwright (1944) และ Brown v. Board of Education (1954) เป็นหนึ่งในหลายกรณีที่ถูก NAACP ติดตามเพื่อต่อสู้กับการปราบปรามผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเพิ่มสิทธิพลเมือง
Neil Young,Tore Sætre, CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons
ตอนที่ซื้อเทปมาก็เพราะอยากฟังเพลงอื่นๆเช่น After the Gold Rush, Heart of Gold, Comes a Time ประมาณนี้ แต่พอฟังบ่อยๆจนติดหูแล้วก็ชอบไปเอง ตอนนั้นยังคงไม่รู้ที่มาของเพลงอยู่ดีเพราะสมัยนั้น เราจะรู้เรื่องราวของเพลงสากล ก็จะมาจากที่เดียวคือ นักวิจารณ์เพลงซึ่งเขียนคอลัมน์ในนิตยสาร กับดีเจที่เปิดเพลงในแนวนี้ทางสถานีวิทยุต่างๆ ซึ่งมีไม่กี่แห่ง ที่สำคัญถ้าเพลงไหนยังไม่ฮิตหรือเป็นที่ติดหูคนฟัง เราจะไม่มีโอกาสรู้เรื่องราวพวกนี้เลย ต่างจากยุคนี้ที่เราอยากรู้เรื่องอะไร ก็เสิร์ชดูจากอินเทอร์เน็ตได้ทันที
General Services Administration. National Archives and Records Service. Office of Presidential Libraries. Office of Presidential Papers. (01/20/1969 – ca. 12/1974), Public domain, via Wikimedia Commons
หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1969 ริชาร์ด นิกสัน มีความพยายามในการยุติสงครามเวียดนาม ตามคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ตอนหาเสียงโดยได้กล่าวไว้ว่า “ผมขอสัญญากับท่านทั้งหลายว่าเราจะต้องยุติสงครามในเวียดนามอย่างมีเกียรติ (I pledge to you that we shall have an honorable end to the war in Vietnam)” ตั้งแต่ปี 1969 ถึงปี 1972 สหรัฐค่อยๆลดกำลังทหารลง โดยส่งมอบภารกิจให้ทหารเวียดนามใต้เข้ามารับหน้าที่แทน ในเดือนกุมภาพันธ์ 1972 ผู้แทนสหรัฐโดย ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของนิกสัน กับ เลดึ๊กโถ่ (Le Duc Tho) สมาชิกอาวุโสของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ ได้มีการเจรจาสันติภาพกันอย่างลับๆในกรุงปารีส ตั้งแต่ปี 1969 ถึงปี 1970 มีการปฏิบัติการทางทหารและทิ้งระเบิดในกัมพูชาอย่างลับๆ จนถึงเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยเคนท์สเตต ต่อมาในปี 1971 มีการปฏิบัติการทางทหารในลาวเพื่อตัดเส้นทางโฮจิมินห์
Ray Charles เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง และนักเปียโนที่มีชื่อเสียง เป็นผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ดนตรี R&B เป็นที่นิยมของคนทั่วไป ด้วยอัธยาศัยที่ดีเพื่อนๆและบุคคลในแวดวงนักร้องนักดนตรีจึงมักเรียกเขาว่าพี่เรย์ (Brother Ray) และได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ เขาสูญเสียการมองเห็นตั้งแต่อายุได้ 4-5 ขวบด้วยโรคต้อหินเนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจนจึงไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีและกลายกลายเป็นผู้พิการทางสายตาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
Hit The Road Jack เป็นเพลงที่เพื่อนรักของเรย์ Percy Mayfield แต่งให้เขานำมาเรียบเรียงขับร้อง ได้รับการบันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี 1960 คำว่า “Hit the road” ไม่ได้แปลว่าตีหรือทุบถนนนะครับ โดยทั่วไปจะหมายถึงการออกเดินทางจะโดยรถยนต์หรือยานพาหนะใดก็ได้ แต่ถ้าเป็นแสลงจะหมายถึงการจากไป หรือไล่ให้ไปเสีย
ความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ถูกฉายให้เห็นเป็นภาพชัดผ่านบทเพลง “I Go to Pieces” ของเดล แชนนอล (Del Shannon) ราวกับเขาหรือเธอผู้อาภัพรักกำลังบอกเล่าเรื่องราวความในใจออกมาตรงหน้าของคุณ
Lesley Gore บรรยายความรู้สึกผ่านบทเพลง “Just Let Me Cry” ไว้ว่า “โอ้ดวงดาวทั้งหลายบนฟากฟ้า ต่อไปไม่ต้องส่องประกายมาถึงฉันเลย…ก็เขาบอกลาไปแล้ว ฉันต้องมานั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่นี่ไงเห็นไหม ?
ในความเป็นจริงไม่ว่าใครอยากเป็นอิสระด้วยกันทั้งนั้น การถูกกักขังในสภาพแวดล้อมที่สุขสบายแค่ไหนก็คงไม่มีใครปรารถนา “Go” ของ Tina Charles ท่อนหนึ่งยังบอกไว้เลยว่า “ให้ฉันเป็นปลาเพียงตัวเดียวในทะเลของเธอ ฉันก็อยากเป็นอิสระอยู่ดี” ความคิดที่จะครอบครองเพื่อเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคนอื่นจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย
“Knock Three Times” บทเพลงในอัลบัม Candida ของ Tony Orlando and Dawn สะท้อนภาพความพยายามในการสร้างสัมพันธ์รักของหนุ่มสาวคู่หนี่งที่อาศัยในอพาร์ตเม้นต์เดียวกัน ห้องตรงกันแต่คนละชั้น สาวเจ้าอยู่ชั้นล่างส่วนเจ้าหนุ่มคนที่แอบชอบเธอนั่นอยู่ชั้นบน เวลาที่เจอกันก็ไม่กล้าทักได้แต่แอบชอบอยู่เงียบๆ ทุกวันเมื่อเธอกลับมาที่ห้องพักแล้วเปิดเพลงเต้นรำอยู่คนเดียว เขาก็จะแอบฟังพร้อมกับจินตนาการถึงท่าทางของเธอเวลาที่พริ้วไหวไปตามเสียงเพลงอย่างมีความสุข จนเมื่อไฟรักมันร้อนรุ่มเกินทน จึงได้ตัดสินใจส่งผ่านสาส์นรักไปกับจดหมายน้อยผูกเชือกห้อยลงไปทางหน้าต่างให้เธอเก็บไปอ่าน